ภายหลังจากที่สหพันธ์ฟุตบอลอาเซียน (เอเอฟเอฟ) จัดพิธีจับสลากแบ่งสายการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน “เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018” รอบแบ่งกลุ่ม ที่โรงแรม มูเลีย เสนายัน กรุงจาการ์ต้า ประเทศอินโดนีเซีย วันที่ 2 พฤษภาคม 2561
โดยการแข่งขันครั้งนี้ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบเล็กน้อยในรอบแบ่งกลุ่มที่มี 2 สาย สายละ 5 ทีม โดยไม่มีทีมใดเป็นเจ้าภาพ แต่จะแบ่งเป็นการเล่นเกมเหย้า 2 นัด และเกมเยือน 2 นัด เพื่อหาทีมแชมป์กลุ่ม และรองแชมป์กลุ่มผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศต่อไป
สำหรับผลการจับสลากแบ่งสายของทัพนักเตะ “ช้างศึก” ทีมชาติไทย เจ้าของแชมป์สูงสุด 5 สมัย และแชมป์เก่าเมื่อปี 2016 จะอยู่ในกลุ่มบีร่วมกับ อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และผู้ชนะจากรอบเพลย์ออฟ ระหว่าง บรูไน หรือ ติมอร์ เลสเต โดยทั้ง 2 ทีมจะแข่งขันกันแบบเหย้า-เยือน ช่วงวันที่ 3-11 กันยายน 2561 ขณะที่กลุ่มเอ ประกอบด้วย เวียดนาม, มาเลเซีย,พม่า, กัมพูชา และลาว
“โค้ชมิโล่” มิโลวาน ราเยวัช กุนซือชาวเซอร์เบียของทีมชาติไทย เปิดเผยว่า พอใจกับการจับสลากแบ่งสาย ซึ่งทีมชาติไทยอยู่ในสายบี ร่วมกับ อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และบรูไนหรือ ติมอร์ เลสเต โดยมั่นใจว่าหากไทยทำผลงานได้ดี ก็มีโอกาสที่อันดับฟีฟ่าแรงกิ้งจะสูงขึ้นกว่าเดิม โดยภายหลังจากการจับสลากมองว่า ไม่มีอะไรน่าหนักใจสำหรับทีมชาติไทย ถือว่าผลการจับสลากแบ่งสายมีความเหมาะสมทั้งสองกลุ่ม เราพร้อมที่ลงแข่งขันกับทุกทีมด้วยความไม่ประมาท และจะเล่นอย่างเต็มที่ทุกนัด
“ข้อดีของผลการแบ่งสายครั้งนี้คือ เราเจอทีมฟิลิปปินส์ ที่อันดับฟีฟ่าแรงกิ้งสูงกว่าเรา ในการแข่งขันเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ซึ่งเป็นเกมระดับ เอ แมตช์ ที่จะมีการนับคะแนนด้วย หากเราทำผลงานได้ดีคงทำให้อันดับในฟีฟ่าแรงกิ้่งเราสูงขึ้น หลังจากนี้เราต้องเตรียมตัวและศึกษาทีมคู่แข่ง วางแผนการเดินทาง เลือกนักเตะและเตรียมแท็คติคที่จะใช้ในการลงแข่งขันครั้งนี้”
ส่วน นายพาทิศ ศุภะพงษ์ รองเลขาธิการฝ่ายต่างประเทศ และโฆษกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มองว่าการแข่งขันรูปแบบใหม่จะทำให้เกมการแข่งขันมีความสนุกสนาน และตื่นเต้นมากขึ้น ในสายบี เรามีโอกาสได้เปิดบ้านสู้กับทีมที่มีแฟนบอลเยอะอย่าง อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ทำให้แฟนบอลจะช่วยสร้างความได้เปรียบได้ คิดว่าแฟนบอลน่าจะสนุกกับเกมการแข่งขันในนัดที่พบกับสองทีมนี้
“ส่วนการไปเยือนบรูไน หรือ ติมอร์ เลสเต เป็นโปรแกรมที่ถูกจัดให้ทีมที่แรงกิ้งสูงกว่าได้ออกไปเยือนทีมที่มีแรงกิ้งน้อยกว่า เพื่อกระตุ้นกระแสนิยมของฟุตบอลในอาเซียน หลังจากนี้ทางสมาคมฯ จะทำงานอย่างเต็มที่ เพราะระบบการแข่งขันของซูซูกิ คัพ มีการเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ทีมที่ออกไปเล่นเป็นทีมเยือนจะต้องออกค่าใช้จ่ายในส่วนของที่พักเอง ทำให้เราสามารถเลือกที่พักที่ดีที่สุดให้กับทีมชาติไทยได้” นายพาทิศ กล่าว
“บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ เปิยเผยว่า กลุ่มบีก็ไม่เชิงว่าจะแข็งซะทีเดียว เพราะกลุ่มเอก็มีทั้ง เวียดนาม, มาเลเซีย, พม่า ซึ่งหนักเหมือนกัน เอาจริงๆ ส่วตัวยังมองว่าทีมชาติไทย ไม่ว่าจะอยู่ในกลุ่มไหนก็ได้ทั้งหมด เพราะว่าเราเป็นทีมที่ดีที่สุดทีมหนึ่งอยู่แล้ว
“ไม่ว่าเราจะอยู่สายไหนทุกทีมก็ต้องการเล่นแบบใส่เกียร์เดินหน้าเกิน 100 เปอร์เซ็นต์ เพื่อหวังที่จะล้มทีมชาติไทยให้ได้ เพราะจะเป็นความสุขของคนในอาเซียน ฉะนั้นเราจะต้องเล่นด้วยความไม่ประมาทต่อคู่แข่งไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม” บิ๊กอ๊อดกล่าว
นายกลูกหนังไทยกล่าวอีกว่า เพราะเป้าหมายทีมชาติไทยจะต้องเป็นแชมป์อาเซียน เพื่อเป็นการตอกย้ำว่ามาตรฐานของเรามองไปไกลถึงทวีปเอเชีย สุดท้ายเราจะสามารถทำได้ดีแค่ไหนก็จะต้องไม่มีทางประมาทคู่ต่อสู้ และทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดสำหรับรายการนี้
ด้าน “นิว” ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ กองกลางทีมชาติไทย ได้กล่าวถึงการมีโอกาสที่จะได้ลงแข่งขันฟุตบอลรายการนี้เป็นครั้งแรกว่า อยากมีส่วนร่วมกับการแข่งขันครั้งนี้ แต่ก่อนอื่นต้องพยายามทำผลงานกับสโมสรให้ดีก่อน จากนั้นก็ลุ้นให้ตัวเองติดทีมชาติไทย ชุดที่จะไปแข่งขันซูซูกิ คัพ
“การจับสลากแบ่งสายเราต้องเจอคู่ต่อสู้ที่หนัก ไม่ว่าจะเป็น อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ รวมไปถึง บรูไน หรือ ติมอร์ เลสเต แต่ถ้าเราไม่ประมาทและเก็บแต้มให้ได้ตามเป้าหมาย โอกาสผ่านเข้ารอบต่อไปมีสูงครับ”
“ส่วนคู่ต่อสู้นั้นผมมองว่าน่ากลัวทุกทีม ศักยภาพของทีมใกล้เคียงกัน ทุกทีมล้วนอยากจะเอาชนะทีมชาติไทย และเป็นจ้าวอาเซียน หากเรามีการเตรียมทีมที่ดีและเล่นอย่างไม่ประมาทผมคิดว่าเรามีโอกาสป้องกันแชมป์ได้อย่างแน่นอนครับ” กองกลางทีมชาติไทยกล่าวปิดท้าย
สำหรับโปรแกรมการแข่งขันของทีมชาติไทย ดังนี้ วันที่ 9 พฤศจิกายน 2561 บรูไน หรือ ติมอร์ เลสเต พบ ไทย, วันที่ 17 พฤศจิกายน 2561 ไทย พบ อินโดนีเซีย, วันที่ 21 พฤศจิกายน 2561 ฟิลิปปินส์ พบ ไทย และวันที่ 25 พฤศจิกายน 2561 ไทย พบ สิงคโปร์ โดยแชมป์กลุ่ม และรองแชมป์กลุ่มจะผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ นัดแรก แข่งขันวันที่ 1-2 ธันวาคม 2561 ส่วน นัดที่สอง แข่งขันวันที่ 5-6 ธันวาคม 2561 ด้านรอบชิงชนะเลิศจะแข่งขันกันวันที่ 11 และ 15 ธันวาคม 2561


