หนึ่งในความใฝ่ฝันของนักฟุตบอลอาชีพทุกคนย่อมไม่พ้นการได้ค้าแข้งในลีกลูกหนังชั้นนำของโลก และ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ลีกยอดนิยมอันดับ 1 ก็คือเป้าหมายสูงสุดและยอดปรารถนาของหลายๆ คน
ที่ผ่านมา มีนักเตะไทยของเราที่ได้โอกาสลงเล่นใน 5 ลีกใหญ่ของยุโรปอยู่ 2 คน นั่นคือ “โค้ชเฮง” วิทยา เลาหกุล ที่เคยเล่นให้ แฮร์ธ่า เบอร์ลิน ในลีกบุนเดสลีก้า เยอรมนี เมื่อปี 1979-1981 และ “มุ้ย” ธีรศิลป์ แดงดา กับประสบการณ์การลงสนามให้ อัลเมเรีย ในลาลีก้า สเปน ด้วยสัญญายืมตัวช่วงสั้นๆ ระหว่างปี 2014-2015
ส่วนพรีเมียร์ลีกนั้น แม้มุ้ยจะเคยเซ็นสัญญากับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พร้อมกับ สุรีย์ สุขะ และ เกียรติประวุฒิ สายแวว เมื่อปี 2007 แต่มีรายงานข่าวว่าเวิร์กเพอร์มิต หรือใบอนุญาตทำงานในอังกฤษมีปัญหา สุดท้ายจึงโดนปล่อยตัวในปีถัดมา
นั่นคือโอกาสใกล้เคียงที่สุดสำหรับนักเตะไทยในพรีเมียร์ลีกซึ่งอาจจะรวมถึงแข้งอาเซียนด้วยเช่นกัน
แต่มาวันนี้ ประวัติศาสตร์กำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อ นีล เอทเธอริดจ์ นายทวารหนุ่มทีมชาติฟิลิปปินส์ กำลังจะกลายเป็นนักเตะเชื้อสายอาเซียนคนแรกที่ได้ลงสนามในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ
เนื่องด้วยผู้รักษาประตูวัย 28 ปี เป็นนายด่านมือ 1 ของทีม คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ สโมสรเวลส์ ซึ่งเพิ่งการันตีการเลื่อนชั้นจากลีกแชมเปี้ยนชิพ ด้วยการคว้ารองแชมป์ลีกด้วยผลงาน 90 คะแนน จาก 46 นัด ติดสอยห้อยตามทีมแชมป์ วูล์ฟแฮมป์ตัน ที่มี 99 คะแนน ขึ้นสู่ลีกสูงสุดเป็นที่เรียบร้อย
อันที่จริง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เอทเธอริดจ์ได้ร่วมสโมสรในพรีเมียร์ลีก เพราะเคยเซ็นสัญญากับ ฟูแล่ม ระหว่างปี 2008-2014 แต่ไม่เคยได้ลงสนามแม้แต่นัดเดียว

มาทำความรู้จักกับว่าที่แข้งประวัติศาสตร์วงการลูกหนังอาเซียนกันสักนิดว่า เอทเธอริดจ์เป็นลูกครึ่งอังกฤษ-ฟิลิปปินส์ คุณพ่อเป็นชาวอังกฤษ ส่วนคุณแม่เป็นฟิลิปปินส์ เกิดและโตที่กรุงลอนดอน โดยเริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุ 9 ขวบ ตอนหัดเล่นใหม่ๆ เริ่มต้นที่ตำแหน่งกองหน้าก่อนจะเปลี่ยนไปเป็นผู้รักษาประตูหลังเข้าร่วมอคาเดมีของสโมสร เชลซี และกลายเป็นเพื่อนร่วมทีมกับพี่น้อง เจมส์ และ ฟิล ยังฮัสแบนด์ ซึ่งกลายเป็นแข้งทีมชาติฟิลิปปินส์ในเวลาต่อมา
ปี 2008 เอทเธอริดจ์ย้ายไปเซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพครั้งแรกในชีวิตกับทีมฟูแล่ม แต่ไม่เคยได้ลงเล่นในเกมลีกให้ต้นสังกัดเลย เคยลงสนามนัดเดียวในถ้วยยูโรป้าลีกตอนยังเป็นแข้งวัยรุ่น หลังจากนั้นก็โดนส่งไปให้ทีมนู้นทีมนี้ยืมตัว ตั้งแต่ เลทเธอร์เฮด, ชาร์ลตัน แอธเลติค, บริสตอล โรเวอร์ส และ ครูว์ กระทั่งโดนฟูแล่มปล่อยตัวในปี 2014
เอทเธอริดจ์เล่าว่า หลังโดนปล่อยตัว เขาก็กลายเป็นแข้งตกงานนานถึง 5 เดือน ช่วงนั้นต้องควักกระเป๋าตัวเองเพื่อไปขอใช้สถานที่ฝึกซ้อมกับทีมชาร์ลตันโดยอาศัยความสนิทสนมส่วนตัวกับโค้ชผู้รักษาประตูที่นั่นสมัยไปเล่นด้วยสัญญายืมตัว และพยายามทุ่มเทเต็มที่เพื่อรอคอยโอกาสมาถึงตัว
แต่อะไรๆ ก็ไม่ง่ายแม้แต่น้อย เนื่องจากไม่มีรายได้ประจำ และต้องใช้เงินไปกับการฝึกซ้อม เอทเธอริดจ์ตัดสินใจขายบ้าน ขายรถ ไปอาศัยนอนบนโซฟาบ้านเพื่อนในเมืองโอลแดม และเกือบๆ จะล้มเลิกความฝันเรื่องเล่นฟุตบอลอาชีพในอังกฤษ ถึงขั้นเก็บกระเป๋าเพื่อเตรียมไปใช้ชีวิตที่ฟิลิปปินส์แล้ว
1 สัปดาห์ก่อนเดินทางสู่แผ่นดินเกิดของแม่ จู่ๆ ก็มีโทรศัพท์ยื่นข้อเสนอสัญญาระยะสั้นจากทีม โอลแดม แอธเลติค ให้ไปเป็นประตูสำรองของทีม เอทเธอริดจ์จึงตอบรับข้อเสนอทันที แม้เอาเข้าจริงๆ สถานการณ์ก็ไม่ได้ต่างจากเดิมนัก เพราะนายทวารหนุ่มเชื้อสายตากาล็อกได้ลงเล่นเกมบอลถ้วยนัดเดียวกับ เพรสตัน นอร์ธเอนด์ ก็ตาม
แต่แล้วไม่กี่วันหลังแมตช์ดังกล่าว สโมสรชาร์ลตันก็โทรศัพท์หาเอทเธอริดจ์ให้ไปเซ็นสัญญากับทีมในเดือนตุลาคม ถึงจะไต่เต้าสู่ทีมชุดหลักได้ แต่ก็ไม่สามารถยึดตำแหน่งมือ 1 ในทีม และโดนปล่อยตัวหลังจบฤดูกาล

ต่อมาเอทเธอริดจ์ในวัย 25 ปี เซ็นสัญญากับทีม วอลซอลล์ ในช่วงซัมเมอร์ของปี 2015 และได้ลงสนามเป็นตัวจริงอย่างสม่ำเสมอจนสะสมประสบการณ์การเล่นเกือบ 100 เกมในระยะเวลา 2 ปี จนไปเข้าตา นีล วอร์น็อก กุนซือคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ที่จับเขาเซ็นสัญญาแบบไม่มีค่าตัวเมื่อต้นฤดูกาลที่ผ่านมา
เอทเธอริดจ์บอกว่า วอร์น็อกซื้อนักเตะหลายคนที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน นั่นคือมีความกระหายที่จะประสบความสำเร็จ และต้องการพิสูจน์ตัวเอง อาจมีหลายครั้งที่ทีมอาจเล่นฟุตบอลไม่ได้สวยงาม แต่ด้วยปรัชญาแห่งชัยชนะดังกล่าวทำให้คาร์ดิฟฟ์มีวันนี้ได้
ตลอดการรับใช้สโมสร 1 ฤดูกาล เอทเธอริดจ์ลงเฝ้าเสารวม 45 นัด จากทั้งหมด 46 นัด เป็นนักเตะที่ลงสนามมากนาทีที่สุดของสโมสรในฤดูกาลนี้ เสียประตูให้คู่แข่ง 37 ลูก และทำสถิติคลีนชีตได้ถึง 19 นัด ซึ่งส่วนหนึ่งนั้นเจ้าตัวกล่าวว่าต้องขอบคุณวอร์น็อกที่ให้ความเชื่อมั่นในตัวเขาตั้งแต่ต้นจนจบ
ในส่วนของทีมชาติ เอทเธอริดจ์เคยติดทีมชาติอังกฤษชุดยู-16 โดยลงสนาม 1 นัดในบอลถ้วยประเพณี วิคตอรี่ ชีลด์ ระหว่างอังกฤษกับเวลส์ เมื่อปี 2005 พออีก 2 ปีถัดมา เขาได้รับคำเชิญจากสหพันธ์ฟุตบอลประเทศฟิลิปปินส์ให้ไปเล่นทีมชาติชุดใหญ่ แต่ปฏิเสธไปเพราะไม่คุ้นเคยกับภาษาและเพื่อนร่วมทีมมาก่อน
อย่างไรก็ตาม ช่วงต้นปี 2008 สหพันธ์ฟุตบอลฟิลิปปินส์โดยนายกสมาคมคนใหม่ได้ลองชวนเขาใหม่อีกครั้ง คราวนี้เอทเธอริดจ์มีเวลาคิดเรื่องนี้อย่างจริงจังหลังจากได้พูดคุยกับโค้ชทีมชาติแล้วและเข้าใจในแผนการทำทีมมากขึ้น อีกทั้งอดีตเพื่อนร่วมทีมสมัยอยู่อคาเดมีของเชลซีอย่างฟิล ยังฮัสแบนด์ ก็สนับสนุนให้เขาลงเล่นให้ทีมชาติฟิลิปปินส์ด้วย เอทเธอริดจ์จึงตอบตกลง และประเดิมสนามนัดแรกในศึก เอเอฟซี ชาลเลนจ์ คัพ 2008 รอบคัดเลือก ซึ่งเขารักษาสถิติคลีนชีตได้ทั้ง 3 นัด แต่ทีมตกรอบเพราะผลต่างประตูได้เสียแย่กว่าทาจิกิสถาน
หลังจากนั้น เอทเธอริดจ์ก็กลายเป็นผู้รักษาประตูมือ 1 ของทีมชาติฟิลิปปินส์ และเฝ้าเสาให้ทีมมาแล้ว 59 นัด อีกทั้งให้เครดิตว่าการลงเล่นให้ทีมตากาล็อกหนแรกท่ามกลางแฟนบอลร่วม 90,000 คน เมื่อปี 2008 เป็นประสบการณ์ที่ดีที่ช่วยให้เขาปรับตัวจนประสบความสำเร็จในระดับสโมสรหลังจากนั้น
หากไม่มีอะไรผิดพลาด นีล เอทเธอริดจ์ ก็น่าจะยังคงได้รับความไว้วางใจจากโค้ชและเพื่อนร่วมทีมให้ทำหน้าที่เฝ้าเสาให้คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ในเส้นทางหฤโหดของพรีเมียร์ลีกฤดูกาลหน้า ซึ่งจะส่งให้เขากลายเป็นนักเตะอาเซียนคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้เล่นในลีกลูกหนังยอดนิยมอันดับ 1 ของโลกแห่งนี้
ในฐานะที่เป็นทีมขึ้นชั้น เชื่อว่าหลายทีมคงจ้องเก็บแต้มจากคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ในฤดูกาลหน้าอย่างไม่ต้องสงสัย และคงทำให้เอทเธอริดจ์เป็นนายทวารที่ “ยุ่ง” ที่สุดคนหนึ่งของลีกเลยทีเดียว แต่ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับด่านยากขนาดไหน เจ้าตัวก็ประกาศว่าพร้อมสู้อยู่เสมอ
ขอเพียงให้ได้รับโอกาสที่จะพิสูจน์ฝีมือเท่านั้น


