มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา โดยหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาการจัดการฟุตบอลอาชีพ คณะวิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ จัดการสัมนาหัวข้อ “Push The Pass (Part) With Master Plan : กะเทาะเปลือกยุทธศาสตร์ฟุตบอลไทย” โดยมีวิทยากรนำโดย “บิ๊กโจ” นายพาทิศ ศุภะพงษ์ รองเลขาธิการฝ่ายต่างประเทศ และโฆษกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ, “โค้ชหระ” นายอิสระ ศรีทะโร หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย รุ่นไม่เกิน 19 ปี, “ลีซอ” ธีรเทพ วิโนทัย นักเตะทีมแบงค็อก ยูไนเต็ด และ “บับเบิ้ล” ยิ่งรัก รักษ์สุวรรณ สื่อมวลชนสายฟุตบอลไทย ร่วมเป็นวิทยากร ที่ห้องประชุม 222 ราชมังคลากีฬาสถาน การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) หัวหมาก เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม
วัตถุประสงค์ของการจัดสัมนา เพื่อร่วมสนับสนุนการพัฒนาวงการฟุตบอลไทย โดยนำแผนแม่บทพัฒนาฟุตบอลแห่งชาติระยะยาว 20 ปี ที่สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ จัดทำขึ้นมาเผยแพร่ต่อสาธารณะ รวมทั้งยังมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ความคิดเห็นในเรื่องฟุตบอลไทยในภาคส่วนต่างๆ กันอย่างกว้างขวางอีกด้วย
“บิ๊กโจ” นายพาทิศ กล่าวว่า แผนแม่บท 20 ปี หรือ มาสเตอร์แพลน จะมี 3 หัวข้อหลักคือ การบริหารจัดการองค์กร, การจัดการผลงานของทีมชาติไทย และการสร้างกระแสความนิยม ซึ่งตามโร้ดแมปแบ่งเป็น 4 ขั้นๆ ละ 5 ปี เพื่อเป้าหมายระยะยาวพาทีมชาติไทยผ่านไปฟุตบอลโลก 2026 เพราะฟุตบอลโลกครั้งนั้นจะมีการเพิ่มทีมเป็น 48 ทีม และเอเชียจะได้โควต้า 8.5 ทีม หากทีมชาติไทยรักษามาตรฐานได้น่าจะได้ไปเล่นเวิล์คัพแน่นอน ทั้งนี้ จากการดำเนินการตามแผนกว่า 2 ปีที่ผ่านมาเรามีโค้ชเพิ่มขึ้นถึง 638 คน รวมทั้งมีศูนย์ฝึกกีฬาฟุตบอลแห่งชาติสำหรับเยาวชน
นายพาทิศ กล่าวอีกว่า สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ได้ครอสแบรนด์ด้วยการดึง BNK48 เข้ามาขยายฐานความนิยมออกไป โดยเราได้ปักหมุดเอาไว้ว่าในอนาคตเราจะเป็นสมาคมชั้นนำในเอเชีย และพร้อมสำหรับเวทีโลก ซึ่งเราจะต้องมีการบริหารจัดการอย่างมีมาตรฐาน สร้างมูลค่า และสร้างภาพลักษณ์ให้กับวงการฟุตบอลไทย ส่วนถ้ามีการเปลี่ยนผู้บริหารสมาคมแผนแม่บทนี้ก็จะดำเนินต่อไปตาม 3 หัวข้อหลัก
“เราจะต้องลงไปใส่ใจกับทีมรุ่นต่ำกว่า 16 ปี ทั้งเรื่องทัศนคติ วินัย และการฝึกซ้อม เพราะทีมชุดนี้อีก 10 ปีจะเป็นกำลังหลักในฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งตอนนี้ทางโค้ชเฮง (นายวิทยา เลาหกุล ประธานพัฒนาเทคนิค) ได้วางแผนไทยแลนด์ เวย์ด้วยการจัด 11 ตัว และใส่ 11 ทัศนคติลงไป” นายพาทิศกล่าว
“ลีซอ” ธีรเทพ กล่าวว่า ตัวเองอยู่กับวงการฟุตบอลตั้งแต่อายุ 8 ปี จนถึงปีนี้อายุ 33 ปี ได้เห็นพัฒนาการที่ดีขึ้น ทั้งลีกอาชีพ และการบริหารจัดการองค์กร ซึ่งแผนแม่บทดังกล่าวนี้จะช่วยเป็นประโยชน์ต่อวงการฟุตบอล โดยส่วนตัวมีญี่ปุ่นเป็นต้นแบบ เพราะเขาวางแผน 20 ปีในการไปฟุตบอลโลก และวางแผน 50 ปีไปสู่แชมป์โลก แต่ส่วนตัวอยากฝากถึงนักเตะเยาวชนให้สร้างทัศนคติเป็นนักสู้มากกว่านี้ รวมทั้งเรื่องภาษาก็เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ เพื่อพัฒนาตัวเองต่อไปในอนาคต
“โค้ชหระ” นายอิสระ กล่าวว่า แผนแม่บทนี้จะมีเรื่องการอบรมโค้ช ซึ่งจะเป็นการทำความเข้าใจ และจากนั้นจะนำไปสู่การสร้างความชำนาญ แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ประสบการณ์จริง ที่จะใช้ในการฝึกฝนเยาวชนไทยให้ก้าวพัฒนาฝีเท้าขึ้นมา
“บับเบิ้ล” ยิ่งรัก กล่าวว่า สำหรับแผนแม่บทนี้ถือเป็นครั้งแรกที่วงการฟุตบอลไทยมีรูปแบบวิธีการของฟุตบอลชัดเจนขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ จะต้องสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นกับสื่อมวลชน และประชาชน เพื่อให้เข้าถึงมากขึ้น นอกจากนี้ ยังอยากเสนอให้สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ดำเนินการเชิงรุกมากกว่านี้ในทางโซเชี่ยลมีเดีย
นายพาทิศกล่าวถึงแผนแนวทางการพัฒนาวงการฟุตบอลไทยด้วยการเริ่มต้นตั้งแต่โค้ชระดับอะคาเดมี่ ว่า ตอนนี้สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ จะมีการอบรมโค้ชอะคาเดมี่ เพื่อให้โค้ชมีความรู้ที่ถูกต้อง และจะทำให้อะคาเดมี่นั้นได้รับไลเซนต์จากสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ด้วย เพื่อเป็นการันตีอะคาเดมี่นั้น เนื่องจากโค้ชในอะคาเดมีที่ฝึกสอนเยาวชนจะเป็นด่านแรกของการปลูกฝังทักษะให้กับนักเตะเยาวชนก่อนป้อนไปสู่สโมสรต่อไป
นายพาทิศกล่าวถึงการจัดการระบบเอเยนต์ของนักเตะไทยว่า ระบบเอเยนต์มีปัญหาเกิดขึ้นมาแล้วทั่วโลก ซึ่งการจัดการระบบเอเยนต์มีอยู่แล้วจากทางสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) โดยสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ก็ได้นำมาเปิดการขึ้นทะเบียนเอเยนต์แล้ว เพื่อจัดระเบียบ และมีบทลงโทษหากเอเยนต์กระทำความผิด ส่วนกรณีข้อพิพาทระหว่างนักเตะกับสโมสรในเรื่องการยกเลิกสัญญานั้น ทางสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ มีฝ่ายกฏหมายที่มีคณะอนุญาโตตุลาการ 3 คน เพื่อเป็นฝ่ายไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และอย่าให้ไปถึงการยื่นเรื่องฟ้องไปยังฟีฟ่า

![]()

