สำหรับฟุตบอลโลกทุกครั้ง ย่อมต้องมีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่เรียกได้ว่า “กรุ๊ป ออฟ เดธ” หรือว่า “กลุ่มแห่งความตาย” ซึ่ง ฟุตบอลโลก 2018 หากมองหากลุ่มที่เป็นกลุ่มแห่งความตายนั้นอาจจะไม่ชัดเจนมาก แต่เมื่อดูกันที่ กลุ่มเอฟ แล้ว คงต้องบอกว่านี่คือกลุ่มที่เข้าข่ายดังกล่าว
ทีมแรกของกลุ่มนี้มาด้วยดีกรีแชมป์เก่าอย่าง “อินทรีเหล็ก” เยอรมนี ที่พกความกดดันมาเพื่อการป้องกันแชมป์ และทำสถิติเป็นแชมป์สูงสุดเทียบเท่ากับ “แซมบ้า” บราซิล ที่ 5 สมัย
แถมในรอบคัดเลือก แชมป์เก่ายังคงทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม คว้าแชมป์ของกลุ่มซีด้วยการเก็บชัยชนะ 10 นัดรวด ทำไปทั้งสิ้น 43 ประตู
สำหรับทีมอินทรีเหล็กชุดนี้ยังคงเต็มไปด้วยผู้เล่นที่ตกทอดมาจากชุดแชมป์เมื่อ 4 ปีก่อน ไม่ว่าจะเป็น มานูเอล นอยเออร์, โทนี่ โครส, โธมัส มุลเลอร์, มัตส์ ฮุมเมิลส์ หรือ เมซุต โอซิล พร้อมด้วยดาวรุ่งหน้าใหม่ๆ ที่เข้ามาเสริมในทีมชุดนี้อย่าง ติโม แวร์เนอร์, ยูเลียน บรันด์ต หรือ เลออน กอเร็ตซ์ก้า ซึ่งทำให้เยอรมนีชุดนี้ยังคงแข็งแกร่งและน่ากลัวอยู่เสมอ

ต่อมาคือทีมขาประจำของฟุตบอลโลกทีมหนึ่งอย่าง “จังโก้” เม็กซิโก ซึ่งผ่านเข้ามาเล่นในรอบสุดท้ายได้เป็นครั้งที่ 16 แล้ว แต่ทว่าผลงานที่ดีที่สุดของพวกเขาคือการผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย ในปี 1970 และ 1986 เท่านั้น อย่างไรก็ตาม 6 ครั้งหลังสุดพวกเขาผ่านรอบแรกได้ทั้งสิ้น
ครั้งนี้พวกเขาผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายด้วยการเป็นแชมป์ของโซนคอนคาเคฟ ด้วยการมีแต้มเหนือคอสตาริกาถึง 5 คะแนนด้วยกัน
ทีมจังโก้ชุดนี้ยังคงนำมาโดย ฮาเวียร์ เอร์นันเดซ “ชิชาริโต้” กองหน้าวัย 31 ปี ซึ่งมีสถิติการยิงประตูในนามทีมชาติอย่างน้อย 2 นัด ต้องมี 1 ประตู, อันเดรส กวาร์ดาโด้ กองกลางกัปตันทีม, สองพี่น้อง โจวานนี่ และ โจนาธาน ดอส ซานโต๊ส รวมไปถึงจอมเก๋าอย่าง ราฟาเอล มาร์เกซ ที่ยังมาเล่นฟุตบอลโลกในวัย 39 ปี

ทีมที่ 3 ของกลุ่มนี้คือ “ไวกิ้ง” สวีเดน ทีมจากยุโรปซึ่งคว้าตั่วรอบสุดท้ายมาได้เป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี หลังจากที่ก่อนหน้านี้พวกเขาเป็นขาประจำมาโดยตลอด ซึ่งผลงานที่ดีที่สุดคือการได้รองแชมป์เมื่อปี 1958 ที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพเอง
นอกจากนี้ในรอบคัดเลือก แม้ว่าทัพไวกิ้งจะเป็นรองฝรั่งเศสในรอบแบ่งกลุ่ม แต่ตอนเพลย์ออฟ พวกเขาโชว์ฟอร์มสุดยอดถีบ “อัซซูรี่” อิตาลี แชมป์เก่า 4 สมัย ร่วงรอบคัดเลือกด้วยสกอร์รวม 2 นัด 1-0
ทีมชุดนี้ของกุนซือ ยานน์ แอนเดอร์สสัน นำมาโดย อันเดรียส กรานควิสต์ เซนเตอร์แบ๊กกัปตันทีม, เอมิล ฟอร์สแบร์ก จอมทัพของ อาร์เบ ไลป์ซิก และ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ปราการหลังจาก “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ปิดท้ายด้วย “โสมขาว” เกาหลีใต้ ตัวแทนจากทวีปเอเชียที่คว้าโควต้ามาเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้ทุกครั้ง นับตั้งแต่ที่ผ่านเข้ามาครั้งแรกเมื่อปี 1986 และเคยฝากผลงานช็อกโลกด้วยการทะลุเข้าถึงรอบรองชนะเลิศในปี 2002 ที่เป็นเจ้าภาพร่วมกับญี่ปุ่น
ในรอบคัดเลือกที่ผ่านมา ทีมโสมขาวอาจจะมีผลงานที่ไม่ดีเท่าไร พวกเขาเป็นรองแชมป์กลุ่มเอ มีแต้มตามหลังอิหร่านถึง 7 คะแนน แถมยังต้องลุ้นจนถึงนัดสุดท้ายจึงจะผ่านเข้ารอบสุดท้ายแบบอัตโนมัติ
จากผลงานในรอบคัดเลือกที่ไม่ดี ทำให้โสมขาวตั้ง ชิน แตยอง ขึ้นมาแทน อูลี สติลิเก้ ในช่วงท้าย ก่อนจะประกาศรายชื่อ 23 คนสุดท้ายนำมาโดย ซอน เฮืองมิน กองหน้าตัวเก่ง, กิ ซองยอง กัปตันทีม และดาวรุ่งเจ้าของฉายา “เมสซี่เกาหลี” อย่าง อี ซึงวู
เรียกได้ว่าทุกทีมในกลุ่มนี้เป็นทีมที่มีประสบการณ์ในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายกันมาอย่างโชกโชน หลายคนอาจจะมองว่าเยอรมนีค่อนข้างเป็นต่อ แต่อีก 3 ทีมก็พร้อมที่จะเป็นตัวแสบได้เสมอ
อีกทั้งสถิติที่ผ่านมาของแชมป์เก่า มักจะทำผลงานได้ไม่ดีในฟุตบอลโลกหนต่อมา จึงต้องดูด้วยว่าเยอรมนีจะฝ่าอาถรรพ์นี้ได้หรือไม่
สุดท้ายเชื่อว่ากลุ่มนี้จะฟาดฟันกันอย่างสนุกจนถึงนัดสุดท้ายอย่างแน่นอน

