ฟุตบอลโลก 2018 มีตัวเต็งหน้าเดิมๆ ทั้งเยอรมนี, สเปน, บราซิล, ฝรั่งเศส, อาร์เจนตินา ซึ่งทีมเหล่านี้ล้วนเคยคว้าแชมป์โลกมาแล้วทั้งนั้น แต่อย่าลืมว่าทุกครั้งมักจะมีทีมม้ามืดที่โชว์ผลงานได้น่าทึ่ง แม้จะไปไม่ถึงแชมป์ แต่ก็เป็นการเปิดให้โลกรู้จัก และคู่แข่งระวังตัวมากขึ้นในทัวร์นาเมนต์ต่อๆ ไปเวิลด์คัพฉบับรัสเซีย มี 5 ทีมที่คาดว่าจะทำผลงานได้น่าประทับใจ มาดูกันว่ามีทีมไหนบ้าง

ไอซ์แลนด์
จากผลงานในยูโร 2016 ที่เข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ทั้งๆ ที่เป็นเข้ารอบรายการเมเจอร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ การมาฟุตบอลโลกครั้งนี้ ถือว่าไอซ์แลนด์ไม่ต้องกดดันอะไร เพราะเป็นน้องใหม่คู่กับ ปานามา คู่แข่งร่วมกลุ่มชื่อชั้นอาจจะดูอันตราย แต่ต้องไม่ลืมว่า อาร์เจนตินา กว่าจะเข้ารอบมาได้ ก็ดิ้นรนจนถึงนัดสุดท้าย ไนจีเรีย ก็นักเตะประสบการณ์น้อยเกินไป ส่วน โครเอเชีย อยู่ร่วมกลุ่มในรอบคัดเลือกโซนยุโรปกับไอซ์แลนด์กันมาแล้ว แต่ไอซ์แลนด์ทำผลงานได้ดีกว่า
การชนะ อังกฤษ ในรอบ 16 ทีมของยูโร 2016 มาได้ และการเป็นแชมป์กลุ่มในรอบคัดเลือก ก็เพียงพอที่จะยกให้พวกเขาเป็นหนึ่งในม้ามืด

โมร็อกโก
ผลงานในรอบคัดเลือกโซนแอฟริกาของโมร็อกโกถือว่าน่าทึ่ง มีเกมรับที่เหนียวแน่น เสียไปเพียงประตูเดียวจาก 8 นัด แถม แอร์เว่ เรอนาร์ กุนซือของทีมก็มีประสบการณ์ในการคว้าแชมป์แอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ กับ แซมเบีย และ ไอวอรีโคสต์ มาแล้ว นอกจากนั้นโมร็อกโกยังเป็นทีมที่มีนักเตะเลือดอพยพเกิดในยุโรปฝีเท้าดีจำนวนมาก ฮาคิม ซีเยช จาก อายแอ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม, อาชราฟ ฮาคิมี กองหลัง รีล มาดริด, ยูแนส เบลฮันดา มิดฟิลด์ กาลาตาซาราย และ เมห์ดี้ เบนาเตีย ปราการหลัง ยูเวนตุส ซึ่งมีประสบการณ์ในฟุตบอลระดับท็อปมาแล้วทั้งนั้น
ถ้าเบียด โปรตุเกส, สเปน ทีมใดทีมหนึ่งตกรอบแรกได้ โอกาสเข้ารอบลึกก็มีสูง

เปรู
แม้จะต้องดิ้นรนเล่นในรอบเพลย์ออฟกับ นิวซีแลนด์ กว่าจะได้ตั๋วเข้ารอบสุดท้าย แต่ในรอบคัดเลือกโซนอเมริกาใต้ เปรูล้ม อุรุกวัย เสมอ อาร์เจนตินา กับ โคลอมเบีย มาแล้ว จึงไม่สมควรประมาททีมนี้แม้แต่น้อย
เปรูไม่ได้เล่นฟุตบอลโลก รอบสุดท้ายมาแล้ว 36 ปี และไม่มีนักเตะชื่อดังอะไรมากมาย แต่ ริคาร์โด้ กาเรก้า กุนซือชาวอาร์เจนไตน์ นำเอาสไตล์การจ่ายบอลสั้นๆ การเลี้ยงบอลติดเท้า และการจ่ายบอลที่เปรูยุครุ่งเรืองเคยทำไว้
เปรูไม่ต้องกดดันอะไร ไม่มีสตาร์มากมาย เล่นด้วยความดุดัน และเคารพในแบบแผนที่กุนซือวางไว้ ฝรั่งเศส อาจจะหนักทีมเดียว แต่ ออสเตรเลีย กับ เดนมาร์ก ก็น่าจะพอให้เปรูพอฟัดพอเหวี่ยงลุ้นเข้ารอบต่อไปได้

เซเนกัล
ตั้งแต่สร้างความตื่นตะลึงให้โลกด้วยการชนะ “แชมป์โลก” ฝรั่งเศส ในนัดเปิดสนาม เมื่อฟุตบอลโลก 2002 และผ่านเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายในครั้งนั้นได้ ซึ่งหนึ่งในนักเตะในสนามวันนั้น คือ อาลิอู ซิสเซ่ ที่เป็นกุนซือคนปัจจุบัน
นักเตะในทีมก็ไม่ธรรมดา มีแข้งเชื้อสายแองโกล-เฟร้นช์ถึง 14 คน มาจากทีมระดับหัวแถวของยุโรปมากมาย ซาดิโอ มาเน่ กองหน้า ลิเวอร์พูล, คาลิดู คูลิบาลี่ กองหลัง นาโปลี, เกอิต้า บัลเด้ ปีกจาก โมนาโก เป็นชื่อที่การันตีถึงความอันตรายได้ดี
คู่แข่งร่วมกลุ่มที่มี ญี่ปุ่น, โคลอมเบีย, โปแลนด์ ก็ไม่มีทีมไหนที่ศักยภาพจะชนะเซเนกัลได้แบบง่ายๆ สักทีม ประวัติศาสตร์อาจจะซ้ำรอยปี 2002 ก็เป็นได้

เซอร์เบีย
นักเตะเซิร์บค้าแข้งในทีมใหญ่และลีกแข็งกันนับนิ้วไม่พอ เซอร์เก มิลินโควิช-ซาวิช มิดฟิลด์ ลาซิโอ ที่ทั้งยิงทั้งจ่ายเป็นว่าเล่นในซีซั่นที่ผ่านมา จะยืนคู่กับ เนมันย่า มาติช ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กองหลังประสบการณ์ทั้ง อเล็กซานเดอร์ โคลารอฟ แบ๊ก โรม่า, บรานิสลาฟ อิวาโนวิช เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ เชลซี ก็อยู่กับทีม
กุนซือ มลาเดน เคิร์สตายิช อดีตนักเตะทีมชาติเซอร์เบีย ไม่เคยมีประสบการณ์คุมทีมาก่อน แต่มารับตำแหน่งแทน ซลาโวลยุบ มุสลิน โค้ชคนเก่าเมื่อ 8 เดือนที่แล้ว ก่อนจะมาปรับเปลี่ยนทีมใหม่ ดึงเด็กหน้าใหม่ไฟแรงเข้ามาร่วมทีมมากขึ้น อเล็กซานดาร์ พริโยวิช กองหน้าดาวซัลโวจากลีกกรีซ อเล็กซานดาร์ มิโตรวิช กองหน้าจาก คริสตัล พาเลซ ที่ยิงในรอบคัดเลือกไป 6 ประตู ลูก้า โยวิช ดาวรุ่งวัย 20 จาก เบนฟิก้า
เซอร์เบียอาจจะไม่ถึงกับมีลุ้นแชมป์ แต่สร้างความปั่นป่วนให้บราซิล เต็งแชมป์ และน่าจะปราบสวิตเซอร์แลนด์, คอสตาริกา ในรอบแบ่งกลุ่มได้ไม่ยาก

