ทีมฟุตบอลพรีเมียร์ ลีก กับผู้ปิดทองหลังพระ โดย พิศณุ นิลกลัด

ทีมฟุตบอลพรีเมียร์ ลีก กับผู้ปิดทองหลังพระ

ทีมฟุตบอลพรีเมียร์ ลีก กับผู้ปิดทองหลังพระ

คนไทยในช่วงเวลานี้ไม่ว่าจะเป็นแฟนฟุตบอลทีมใดในพรีเมียร์ ลีก ต่างใจจดจ่อที่จะได้เห็นทีมเลสเตอร์ ซิตี้ ที่มีเจ้าของเป็นคนไทย ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งแชมป์

เมื่อฤดูกาลที่แล้ว เลสเตอร์ ซิตี้ หวุดหวิดจะตกชั้นดิวิชั่น แต่เพียงฤดูกาลเดียวทีมนอกสายตาทีมนี้กำลังจะเป็นแชมป์พรีเมียร์ ลีก!

ถามว่าความสำเร็จในการสร้างทีมฟุตบอลมีองค์ประกอบอะไรบ้าง?

การสร้างทีมฟุตบอลพรีเมียร์ ลีกให้ประสบความสำเร็จนั้น ไม่ใช่มีเพียงแค่นักฟุตบอลและผู้จัดการทีม

แต่มีผู้อยู่เบื้องหลังอีกมากมายที่ร่วมแรงร่วมใจในการสร้างทีมฟุตบอล สร้างนักฟุตบอลที่แข็งแกร่งจนทีมก้าวขึ้นสู่ความสำเร็จ

ตำแหน่งสำคัญที่อยู่เบื้องหลังทีมฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จ ที่หลายคนอาจนึกไม่ถึง มีดังนี้

หมอนวด

พรีเมียร์ ลีกทุกทีม มีทีมหมอนวดคอยนวดนักฟุตบอลก่อนและหลังฝึกซ้อมทุกวันเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวเร็ว

พอล สมอลล์ (Paul Small) หัวหน้าทีมหมอนวดของทีมลิเวอร์พูล พูดถึงตำแหน่งหมอนวดประจำทีมว่า พวกเขาต้องเดินทางไปกับทีมทุกที่ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันทีมเยือนต่างเมือง หรือต่างประเทศ

นอกจากนี้ พอลยังเป็นหมอนวดของนักเตะทีมชาติอังกฤษอีกด้วย

หมอนวดประจำทีมจะทำงานร่วมกับนักกายภาพบำบัดในกรณีที่นักเตะมีอาการบาดเจ็บ เพื่อดูประวัติอาการบาดเจ็บที่ผ่านมาว่าบาดเจ็บตรงไหนบ้าง เพื่อวางแผนในการนวดฟื้นฟูและทำกายภาพบำบัดให้นักเตะกลับมาฟิตเต็มที่ได้เร็วที่สุด

รายได้ของหมดนวดประจำทีมฟุตบอลนั้น เริ่มต้นที่ปีละ 30,000 ปอนด์ หรือ 1 ล้าน 6 แสนบาท

นักโภชนาการ

ทีมฟุตบอลทุกทีมจะมีนักโภชนาการทำงานร่วมกับเชฟ

ทำอาหารของทีมและทีมแพทย์ประจำของทีม

เพื่อคิดเมนูอาหารให้เหมาะสมกับนักฟุตบอลแต่ละคน

แมวมอง

ตําแหน่งแมวมองหานักเตะมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า ฟุตบอล สเก๊าต์ (Football Scout) มีหน้าที่ดูการแข่งขันฟุตบอลระดับเยาวชนหรือระดับท้องถิ่นที่สนามแข่งจริง เพื่อหานักฟุตบอลดาวรุ่งให้มาเซ็นสัญญาเข้าทีมเยาวชนของสโมสร

ตำแหน่งแมวมองหานักฟุตบอล มีรายได้ประมาณปีละ 40,000 ปอนด์ หรือ 2 ล้านบาท

นับเป็นอาชีพที่เหมาะมากสำหรับแฟนฟุตบอล

เพราะนอกจากจะได้ดูฟุตบอลแล้วยังได้เงินค่าจ้างอีกด้วย

ผู้จัดการแผนกเตรียมเครื่องแต่งกายลงแข่งขัน

ตําแหน่งนี้มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Kit Manager ฟังดูแล้วอาจจะไม่ใช่ตำแหน่งสำคัญ แต่นักฟุตบอลทุกคนมีความชอบ มีการถือเคล็ดเรื่องเครื่องแต่งกายที่แขวนในห้องล็อกเกอร์ รูม ที่ต่างกันออกไปเพราะมีผลต่อความมั่นใจของนักเตะ

เวลาแข่งขันบางคนชอบให้จัดเรียง เสื้อ กางเกง รองเท้าในแบบที่เฉพาะเจาะจงตามเคล็ดที่ตัวเองถือ ซึ่งผู้จัดการแผนกเตรียมเครื่องแต่งกายก็ต้องทราบถึงความชอบ การถือเคล็ดของนักเตะแต่ละคน

นอกจากนี้ Kit Manager มีหน้าที่ตรวจดูความเรียบร้อยเสื้อผ้ารองเท้าที่นักเตะสวมลงแข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรองเท้า ว่าปุ่มสตั๊ดแน่นหรือเปล่า เพื่อป้องกันการหลุดระหว่างแข่งขัน

Kit Manager ในพรีเมียร์ ลีก จะเตรียมเสื้อแข่งขันให้นักเตะคนละ 3 ตัว

ตัวแรกใช้สวมแข่งครึ่งแรก ตัวที่สองสวมแข่งขันครึ่งหลัง ส่วนตัวที่สามเป็นตัวเผื่อฉุกเฉิน หากเสื้อเกิดขาดระหว่างการแข่งขัน

ในอดีต เสื้อทีมฟุตบอลหลังนักเตะสวมแล้ว ทางทีมจะซักรีดเพื่อกลับมาสวมอีกในนัดต่อไป

แต่สมัยปัจจุบัน นักเตะพรีเมียร์ ลีก สวมเสื้อตัวใหม่เอี่ยมลงแข่งแทบทุกนัด เพราะพอสวมเสื้อแข่งเสร็จแล้วมักมีมูลนิธิต่างๆ มากมายติดต่อ ขอให้ทีมบริจาคเสื้อให้กับมูลนิธิ เพื่อนำไปประมูลหารายได้เข้ามูลนิธิ

แกรม เลอโซ อดีตนักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษ วัย 47 ปี ที่เคยเล่นให้กับทีมเชลซี ย้อนอดีตถึงการซักเสื้อทีมไว้น่าสนใจ

เลอโซบอกว่า สมัยก่อนหากไม่ได้อยู่ในพรีเมียร์ ลีก หรือถ้าอยู่ลีกระดับรองลงมา นักฟุตบอลต้องเอาเสื้อที่สวมแข่งขันกลับไปซักเองที่บ้าน รวมถึงเสื้อที่สวมฝึกซ้อมก็ต้องซักเอง!

แต่เมื่อทีมขึ้นมาอยู่ระดับพรีเมียร์ ลีก เวลาแข่งขันเสร็จ หรือซ้อมเสร็จ เข้าล็อกเกอร์ รูม เพื่ออาบน้ำเปลี่ยนชุด แค่ถอดเสื้อ กางเกง ถุงเท้า ลงกับพื้นก็หมดหน้าที่ เพราะมี Kit Manager ทำหน้าที่เก็บไปซัก วันรุ่งขึ้นชุดที่สวมซ้อมสกปรกเมื่อวานก็จะสะอาดเหมือนใหม่ พับเป็นระเบียบเรียบร้อย รออยู่ในล็อกเกอร์ รูม

ตําแหน่ง หมอนวด, นักโภชนาการ, แมวมอง และผู้จัดการแผนกเตรียมเครื่องแต่งกาย อาจเป็นตำแหน่งในทีมฟุตบอลที่หลายคนลืมนึกถึง แต่มีบทบาทสำคัญอย่างมากที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของทีม

แต่ที่ลืมไม่ได้เลยก็คือ แฟนๆ ของทีมในสนามแข่งขัน โดยเฉพาะยิ่งเสียงเชียร์ของแฟนทีมเจ้าบ้าน

สำหรับนักกีฬาที่เป็นเจ้าบ้าน เสียงเชียร์จากแฟนๆ ช่วยในเรื่องจิตวิทยา สร้างขวัญกำลังใจนักเตะให้ฮึกเหิม

จากการศึกษาของ ยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ วูล์ฟแฮมป์ตัน (University of Wolverhampton) และ ลิเวอร์พูล จอห์น มัวร์ส ยูนิเวอร์ซิตี้ (Liverpool John Moores University) พบว่า เสียงเชียร์ของแฟนๆ ทีมเจ้าบ้านกดดันกรรมการทำให้เป่าฟาวล์ทีมเยือนมากกว่าทีมเจ้าบ้าน

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้มักเกิดกับกรรมการที่อ่อนประสบการณ์ แต่สำหรับกรรมการที่มีประสบการณ์มักจะไม่นำเสียงโห่ของแฟนๆ มาทำให้ไขว้เขวในการเป่าฟาวล์ทีมเยือน

นอกจากนี้ จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) โดยเก็บรวบรวมข้อมูลของอิงลิช พรีเมียร์ ลีก 5,000 เกม ระหว่างปี 1992-1996 พบว่า แฟนๆ ทีมเจ้าบ้านทุกๆ 10,000 คนที่เข้าชมเกมที่สนามเจ้าบ้าน จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ทีมเจ้าบ้านทำประตู 10%

บุคคลสำคัญเหล่านี้คือผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของทีมฟุตบอลระดับแนวหน้าของโลกทุกทีม

บทความก่อนหน้านี้ธนารักษ์ลงนามออมสิน-ธอส. ปล่อยสินเชื่อบ้านธนารักษ์ประชารัฐ ฟรีดอกเบี้ยปีแรก
บทความถัดไป“สเปซเอ็กซ์” เตรียมส่งยาน “ดรากอน2″ ไป”ดาวอังคาร”