กีฬา (บางครั้ง) ไม่ได้ช่วยสร้างสามัคคี (บางที) เป็นต้นเหตุของสงคราม

กีฬา (บางครั้ง) ไม่ได้ช่วยสร้างสามัคคี (บางที) เป็นต้นเหตุของสงคราม

2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นเวลาของนักวอลเลย์บอลสาวไทยอย่างแท้จริง

สื่อและโซเชียลมีเดียต่างกล่าวถึงเรื่องราวของพวกเธอในเกมรอบคัดเลือกตัวแทนไปแข่งโอลิมปิกรอบสุดท้าย

ซึ่งตลอดทัวร์นาเมนต์ มีหลายเรื่องราวเกิดขึ้น ทั้งที่น่ายินดี รวมไปถึงความผิดหวัง และความคับแค้นใจ

การแข่งขันหลายนัดแสดงให้เห็นความมุ่งมั่นของสาวไทยอย่างน่าประทับใจ

แต่ก็คงไม่มีเกมนัดไหนที่คนไทยส่วนใหญ่ฝังใจมากที่สุดเท่ากับเกมที่ไทยต้องเจอกับเจ้าภาพญี่ปุ่น ซึ่งไทยเป็นฝ่ายพ่ายแพ้

แม้ไทยจะเอาชนะทีมชั้นนำอย่างเกาหลีใต้ได้ในเกมถัดมา แต่สุดท้ายก็เป็นญี่ปุ่นที่ได้ไปแข่งรอบสุดท้าย ทำไทยตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย

สิ่งที่น่าเจ็บใจที่สุดในเกมกับญี่ปุ่นคือผลการแข่งขันที่แทบจะอยู่ในกำมือของทีมไทยอยู่แล้ว แต่การตัดสินที่ค้านสายตาของกรรมการกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ไทยเสียศูนย์

ขณะที่ทำให้ญี่ปุ่นค่อยๆ ตีตื้นขึ้นมาและพลิกเอาชนะไทยไปได้ในเซ็ตตัดสินทั้งๆ ที่ไทยนำโด่งไปก่อนถึง 6 คะแนน (12-6) ด้วยกรรมการช่วยแจกแต้มให้ญี่ปุ่นไปถึงสองคะแนน จากข้อหาที่ไทยไม่ยอมรับคำตัดสินของกรรมการ

การแข่งขันในนัดดังกล่าวจึงถูกคนไทยจำนวนมากตัดสินว่าเป็นการ “ล็อก” ผลการแข่งขัน เนื่องจากญี่ปุ่นกำลังตกอยู่ในสภาพความกดดันอย่างหนัก หลังเพิ่งแพ้ให้กับเกาหลีใต้

หากแพ้ให้กับไทยอีกอาจถึงขั้นตกรอบได้

ดังนั้น เกมนัดนี้ญี่ปุ่นจะแพ้ไม่ได้ ไม่ว่าจะต้องทำอย่างไรก็ตาม

บางคนอุตส่าห์โยงไปถึงเกมที่ญี่ปุ่นแพ้ให้กับเซอร์เบีย ในรอบคัดเลือกโอลิมปิกปี 2012 ซึ่งทำให้ไทยต้องตกรอบ บวกกับเหตุการณ์อื้อฉาวแวดล้อมอื่นๆ ที่คนญี่ปุ่นไปเกี่ยวข้อง

เพื่อสรุปว่า คนญี่ปุ่นเป็นพวก “ขี้โกงโดยสันดาน”

เหยื่อชาวญี่ปุ่นรายแรกๆ ที่ถูกตราหน้าย่อมหนีไม่พ้นบรรดานักกีฬาวอลเลย์บอล ทั้งๆ ที่คนไทยเหล่านี้ไม่มีหลักฐานสักชิ้นว่าพวกเธอมีส่วนร่วมต่อการกำหนดผลการแข่งขัน (ซึ่งถึงขณะนี้ยังไม่มีใครพูดพิสูจน์ได้ด้วยซ้ำว่าการกำหนดผลการแข่งขันมีจริง)

ซาโอริ คิมูระ กัปตันทีมชาติญี่ปุ่นถูกคนไทยหลายคนเข้าไปถล่มในอินสตาแกรมของเธอด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย

บ้างก็สำเร็จความใคร่ลงบนภาพของนักกีฬาญี่ปุ่นแล้วเอาคราบน้ำกามมาอวดกันอย่างสนุกสนาน

ไม่เพียงแต่นักกีฬาในเกมแข่งขันดังกล่าวที่เป็นเป้าหมายของคนไทยที่แยกแยะถูกผิดไม่ออก

ชาวญี่ปุ่นที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทยก็ถูกโจมตี บ้างก็ไล่ให้กลับประเทศ พร้อมสาปแช่งให้ญี่ปุ่นประสบกับภัยธรรมชาติทั้งแผ่นดินไหว และสึนามิ

แต่ Akihiro Koki Tomikawa ชาวญี่ปุ่นที่ทำกิจกรรมช่วยเหลือสังคมในเมืองไทยก็ตอบกลับได้อย่างน่าฟังว่า

“…แต่น่าแปลกนะครับ มีข้อความจากคนไทยหลายคนส่งมาหาผม บางคนพูดว่า ‘น่าละอาย’ ถึงบางคนที่ส่งข้อความมานะครับ ผมขอถามพวกคุณนะครับ ถึงผมจะเจอประสบการณ์แย่ๆ จากสนามบินหรือคนขับแท็กซี่บางคน คุณจะคิดยังไงครับถ้าผมพูดแบบนี้ ‘น่าละอาย’ ถ้าผมพูดแบบนี้กับคนขายบะหมี่ที่สะพานควาย?”

นอกจากนี้ Akihiro ยังแนะนำให้ผู้ที่ข้องใจกับผลการแข่งขันติดต่อกับ “สมาคมวอลเลย์บอลของญี่ปุ่น” ดีกว่ามาทำเรื่องแบบนี้

นี่แสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะของทั้งสองฝ่ายในการรับมือความผิดหวัง และการกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรมได้อย่างดี ซึ่งยังโชคดีที่คนไทยส่วนนี้ยังมีไม่มากพอที่จะสร้างปัญหาจนกลายเป็นเรื่องราวความขัดแย้งระดับประเทศ

แต่สำหรับบางประเทศ เกมการแข่งขันระหว่างชาติเคยเป็นสาเหตุของความรุนแรงจนนำไปสู่การยุติความสัมพันธ์ทางการทูตและประกาศสงครามต่อกันมาแล้ว

เหตุการณ์ดังกล่าวมีต้นเหตุสำคัญมาจากการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกปี 1970 ระหว่าง เอลซัลวาดอร์กับฮอนดูรัส สองชาติเพื่อนบ้านที่มีปัญหาบาดหมางเรื้อรังมาก่อนหน้า จากการที่ชาวเอลซัลวาดอร์อพยพย้ายถิ่นเข้าไปจับจองที่ดินทำกินในฮอนดูรัส ก่อนฮอนดูรัสออกกฎหมายปฏิรูปที่ดินยึดที่ดินเหล่านี้กลับมาให้ชาวฮอนดูรัส โดยไม่มีการพิสูจน์สิทธิของเกษตรชาวเอลซัลวาดอร์ จากนั้นจึงเนรเทศเกษตรกรเหล่านี้กลับประเทศ

ด้วยความบาดหมางนอกสังเวียน เกมการแข่งขันของทั้งคู่ได้เกิดความรุนแรงระหว่างแฟนบอลขึ้นทุกนัดไม่ว่าจะจัดขึ้นที่บ้านใคร

และในนัดเพลย์ออฟที่จัดขึ้นในเม็กซิโก ซิตี้ วันที่ 26 มิถุนายน 1969 เป็นเอลซัลวาดอร์ที่ได้ชัยชนะไป 3-2 ในช่วงทดเวลา

รายงานของนิวยอร์กไทม์ระบุว่า หลังการแข่งขัน ชาวฮอนดูรัสได้เข้าทำร้ายชาวเอลซัลวาดอร์ที่เข้าไปทำมาหากินอยู่ในฮอนดูรัส จนชาวเอลซัลวาดอร์นับหมื่นต้องลี้ภัยไปยังประเทศข้างเคียงรวมถึงนิการากัวด้วย

ในวันเดียวกัน เอลซัลวาดอร์ประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับฮอนดูรัส อ้างว่าฮอนดูรัสไม่ได้จัดการรับมือกับอาชญากรรมที่เกิดขึ้นกับชาวเอลซัลวาดอร์ซึ่งเข้าลักษณะเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และฮอนดูรัสก็มิได้มีท่าทีที่จะชดเชยความเสียหายให้กับชาวเอลซัลวาดอร์

แม้จะมีคนกลางพยายามเข้ามาเพื่อช่วยแก้ไขความบาดหมางของทั้งสองประเทศ แต่ในวันที่ 14 กรกฎาคม ปีเดียวกัน เอลซัลวาดอร์ได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อฮอนดูรัส กลายเป็นสงครามที่ถูกเรียกขานว่า “สงครามฟุตบอล”

ก่อนองค์การรัฐอเมริกัน (OAS) จะเข้าแทรกแซงให้ทั้งสองฝ่ายเข้าสู่โต๊ะเจราจาก่อนได้ข้อตกลงหยุดยิงในอีก 4 วันให้หลัง

ความรุนแรงในเกมกีฬาอันเนื่องมาจากอุดมการณ์เชิงชาตินิยมยังคงปรากฏให้เห็นอีกหลายครั้ง

เช่น ในอดีตประเทศยูโกสลาเวีย ซึ่งความตึงเครียดระหว่างเชื้อชาตินำไปสู่การจลาจลในการแข่งขันระหว่างทีมดินาโมซาเกร็บของชาวโครแอต กับเรดสตาร์เบลเกรด ของชาวเซิร์บ ในเดือนพฤษภาคม ปี 1990 ซึ่งเพียงไม่กี่เดือนจากนั้น ยูโกสลาเวียได้เกิดสงครามภายในจนนำไปสู่การแยกประเทศของชนเชื้อชาติต่างๆ

กีฬาที่ใครๆ ว่าช่วยสร้างความสามัคคีจึงเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เรื่องจริงในทุกกรณี หากการแข่งขันมุ่งเน้นไปที่ชัยชนะอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อเกียรติ เพื่อหน้าตาและศักดิ์ศรีของชาติ (ตามอุดมการณ์ชาตินิยม) จนทำให้ความพ่ายแพ้เป็นสิ่งที่ต่างฝ่ายต่างยอมรับไม่ได้

นำไปสู่ความเกลียดชังที่มิได้จำกัดแต่จำเพาะตัวบุคคล แต่เป็นการเหมารวมไปสู่สมาชิกทุกคนในชาตินั้นๆ ไปด้วย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon