อาลัย ‘ดอน ชูล่า’ ผู้สร้างตำนาน ‘เพอร์เฟกต์ ซีซั่น’
การที่ทีมกีฬาสักทีมจะรักษาสถิติไร้พ่ายได้ตลอดทั้งฤดูกาลจนก้าวไปคว้าแชมป์นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายแม้แต่น้อย ยิ่งถ้าเป็น เพอร์เฟกต์ ซีซั่น การก้าวไปคว้าแชมป์โดยชนะรวดทุกนัดที่ลงสนามยิ่งยากเข้าไปอีก
ที่ผ่านมาเคยมีบางทีมในบางลีกกีฬาอาชีพของบางประเทศที่สร้างเกียรติประวัติ “เพอร์เฟกต์ ซีซั่น” เอาไว้ อาทิ ทีม คิมิก คว้าแชมป์ลีกบาสเกตบอลยูเครนฤดูกาล 2014-15 โดยชนะรวด 30 นัด หรือทีมวอลเลย์บอลหญิง วาคิฟแบงก์ อิสตันบุล ที่กวาดชัย 52 นัดรวดในฤดูกาล 2012-13 คว้าแชมป์ทั้งลีกและถ้วยในประเทศ ร่วมด้วยแชมป์สโมสรยุโรปและสโมสรโลกแบบไร้เทียมทาน
ข้ามไปฝั่งอเมริกัน ถ้าพูดถึงทีมกีฬาอาชีพที่สร้างผลงาน “เพอร์เฟกต์ ซีซั่น” ขึ้นมา เชื่อว่าแฟนกีฬาส่วนใหญ่จะเลือกคำตอบไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือประวัติศาสตร์หนึ่งเดียวของลีกอเมริกันฟุตบอล **เอ็นเอฟแอล** ฤดูกาล 1972 ซึ่ง ไมอามี ดอลฟินส์ ก้าวไปคว้าแชมป์ด้วยการทำสถิติชนะรวดในฤดูกาลปกติ 14 นัด และเก็บชัยในช่วงเพลย์ออฟ 3 นัด จบที่ถ้วย ซุปเปอร์โบว์ล ครั้งที่ 7 ก่อนจะป้องกันแชมป์ได้ในฤดูกาลถัดมา
นั่นคือครั้งแรกและครั้งเดียวตั้งแต่ลีกอเมริกันฟุตบอลก่อตั้งในปี 1920 (โดยใช้ชื่อ “เนชั่นแนล ฟุตบอล ลีก”) จนถึงปัจจุบันที่เกิดเหตุการณ์ “เพอร์เฟกต์ ซีซั่น” ขึ้น อีกทั้งยังเป็นแชมป์ซุปเปอร์โบว์ล 2 ครั้งในประวัติศาสตร์ของทีม “โลมามหาภัย” นับตั้งแต่ก่อตั้งทีมเมื่อ 54 ปีที่แล้ว
ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของดอลฟินส์ในยุค 70 คือ ดอน ชูล่า ตำนานเฮดโค้ชที่เพิ่งเสียชีวิตลงอย่างสงบด้วยวัย 90 ปี เมื่อวันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคมที่ผ่านมา
ดอลฟินส์สดุดีชูล่าหลังทราบข่าวเศร้าว่า เขาคือคนที่ช่วยปักหมุดเมืองไมอามีและทีมดอลฟินส์บนแผนที่กีฬาเมืองมะกัน และมีบทบาทสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ของทีมตลอด 50 ปีที่ผ่านมา

ชูล่าเริ่มต้นจากการเป็นผู้เล่นตำแหน่งดีเฟนซีฟแบ๊กส์ให้กับทีมคลีฟแลนด์ บราวน์ส, บัลติมอร์ โคลต์ส และวอชิงตัน เรดสกินส์ รวม 7 ฤดูกาล ต่อมาก็ผันตัวไปเป็นผู้ช่วยโค้ช และก้าวสู่ตำแหน่งเฮดโค้ชเต็มตัวให้กับบัลติมอร์ โคลต์ส ตั้งแต่ปี 1963
เขาพาทีมคว้าแชมป์ เอ็นเอฟแอล แชมเปี้ยนชิพ ปี 1968 หรือ 2 ปีก่อนการรวมลีกและเรียกการแข่งขันซุปเปอร์โบว์ล
จากนั้นจึงย้ายไปคุมดอลฟินส์ในปี 1970 และอยู่ยาวจนถึงปี 1995 จึงเกษียณตัวเอง พร้อมทำสถิติเป็นโค้ชที่คุมทีมคว้าชัยชนะมากที่สุดในลีกเอ็นเอฟแอล รวม 347 นัด และเมื่อรวมการคุมทีมตั้งแต่ยุคบัลติมอร์ โคลต์ส ชูล่าทำหน้าที่เฮดโค้ชรวม 526 นัด จาก 33 ซีซั่น ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเฮดโค้ชที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์กีฬาคนชนคน
คำยกย่องดังกล่าวไม่ถือว่าเกินความจริงแต่อย่างใด เพราะเขาใช้เวลาเพียง 2 ปีเปลี่ยนทีมดาดๆ ทีมหนึ่งให้กลายเป็นหนึ่งเดียวในประวัติศาสตร์ได้อย่างน่าทึ่ง
ก่อนชูล่าย้ายไป ดอลฟินส์มีสถิติชนะเฉลี่ยเพียง 4 นัดต่อฤดูกาล สมาชิกในทีมไม่ใช่นักกีฬาอาชีพเต็มตัว ต้องทำงานพาร์ทไทม์หาเลี้ยงชีวิต เหมือนแค่เล่นอเมริกันฟุตบอลเอาสนุก ไม่ได้จริงจังมากมาย และภาพลักษณ์ของทีมในสายตาคนนอกก็เป็นแค่ไม้ประดับของลีกเท่านั้น
แต่เมื่อชูล่าเข้าไปกุมบังเหียน ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาเริ่มจากเทรดตัวผู้เล่นที่โดนทีมอื่นเขี่ยทิ้งมารวมกัน ทำให้ดอลฟินส์มีผู้เล่นใหม่ถึง 22 คน และเน้นเรื่องระเบียบวินัยของทีม รวมถึงการฝึกซ้อมอย่างเข้มข้น
ปีที่สองในถิ่นไมอามี ชูล่าพาดอลฟินส์เข้าถึงรอบชิงซุปเปอร์โบว์ลครั้งแรก แต่ไปพ่ายให้ ดัลลัส คาวบอยส์ ยับเยิน 3-24
พอล วอร์ฟิลด์ ปีกนอกในทีมชุดนั้นเล่าว่า ดอลฟินส์เวลานั้นยังใหม่และขาดประสบการณ์ในเกมระดับนั้น แค่ได้เข้าชิงก็มีความสุขมากแล้ว

กระทั่งได้สัมผัสกับความผิดหวังทั้งที่แชมป์อยู่แค่เอื้อม ผู้เล่นดอลฟินส์ก็เริ่มต้นฤดูกาลใหม่ด้วยความมุ่งมั่น นัดกันไปทำเวตเทรนนิ่งทุกเช้า แม้จะต้องขาดงานในอาชีพหลักที่ทำอยู่ประจำ
กลางเดือนกรกฎาคม ชูล่าให้ทีมเข้าแคมป์เก็บตัวปรีซีซั่น 6 สัปดาห์ พร้อมข้อความสั้นๆ ย้ำเตือนลูกทีมว่า “ท่านสุภาพบุรุษ ขอให้จำบทเรียนหนึ่งจากปีที่แล้ว ว่าไม่มีใครจดจำรองแชมป์ในซุปเปอร์โบว์ลหรอกนะ”
เรียกว่าเป็นแคมป์สุดเฮี้ยบที่มีกฎเหล็กมากมาย ทั้งการซ้อมวันละ 4 รอบ อนุญาตให้หยุดแค่สัปดาห์ละ 1 วัน และนักกีฬาต้องรักษาเวลาเคอร์ฟิวอย่างเคร่งครัด
6 สัปดาห์หฤโหดนั้นทำให้ผู้เล่นดอลฟินส์เกิดความผูกพันสามัคคี และต่างมีเป้าหมายเดียวกันนั่นคือแหวนซุปเปอร์โบว์ล
ไม่ใช่เพื่อเงิน (เพราะยุคนั้นนักกีฬาหลายคนทำเงินจากอาชีพหลัก อาทิ เซลส์แมน หรือทนายความ ได้มากกว่ารายได้จากการเล่นอเมริกันฟุตบอลเสียอีก) แต่เพื่อเกียรติยศของทีม

ดิ๊ค แอนเดอร์สัน ผู้เล่นตำแหน่งเซฟตี้เล่าว่า ผู้เล่นทุกคนมุ่งมั่นตั้งใจกันมากๆ โค้ชสอนอะไรก็เชื่อฟังและทำตาม ยกระดับทั้งเกมรุกและเกมรับขึ้นมาอย่างชัดเจน
สัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่า ดอลฟินส์คว้าชัยชนะอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ควอเตอร์แบ๊ก บ๊อบ กรีส เจ้าของรางวัลเอ็มวีพีฤดูกาลก่อนขาหักและข้อเท้าเคลื่อนในเกมกับซานดิเอโก ชาร์จเจอร์ส
ชูล่าตัดสินใจใช้งาน เอิร์ล มอร์แรลล์ ควอเตอร์แบ๊กวัย 38 ปีที่ดึงตัวมาในราคา 100 ดอลลาร์สหรัฐ ไม่กี่เดือนก่อนเปิดฤดูกาล
ปรากฏว่า มอร์แรลล์ที่เพื่อนร่วมทีมตั้งฉายาให้ว่า “ตาแก่” โชว์ผลงานยอดเยี่ยม พาทีมเก็บชัยต่อเนื่องอีก และด้วยกำลังใจอันแข็งแกร่ง แม้ในเกมที่หวุดหวิดจะแพ้ พวกเขาก็เอาตัวรอดมาได้
เข้าสู่ช่วงเพลย์ออฟ กรีสเริ่มฟื้นตัวและกลับมาช่วยทีมได้ พาทีมเข้าชิงซุปเปอร์โบว์ลอีกครั้ง คราวนี้คู่แข่งเป็น วอชิงตัน เรดสกินส์ ซึ่งกูรูหลายคนยกให้เป็นต่อ
ดอลฟินส์ขึ้นนำ 14-0 และรักษาสกอร์ได้จนเหลือเวลาอีก 2 นาทีเศษ แต่กลับทำพลาดในจังหวะเตะฟิลด์โกล ปล่อยให้คู่แข่งได้ลูกวิ่งย้อน 49 หลาเป็นทัชดาวน์ตีตื้นมา 7-14
กระนั้น โลมามหาภัยก็ยังรักษาสมาธิและคุมเกมรับได้ดี ยันสกอร์ดังกล่าวได้จนหมดเวลา เอาชนะไป 14-7 คว้าแชมป์ซุปเปอร์โบว์ลสมัยแรก พร้อมสร้างประวัติศาสตร์ “เพอร์เฟกต์ ซีซั่น” ขึ้นมา
…ในระยะเวลาเพียง 3 ปีหลังจากพวกเขาเป็นแค่ไม้ประดับและม้านอกสายตาของเพื่อนร่วมลีก
ด้วยฝีมือของชายชื่อ “ดอน ชูล่า”!

