วงการลูกหนังกับกรณีฆ่าตัวตาย และคำบอกเล่าจากใจ ‘อเดบายอร์’

22.11.17 | 19:19 น.

เมื่อปี 2014 สหพันธ์นักฟุตบอลอาชีพนานาชาติ หรือ ฟิฟโปร เคยทำการศึกษาวิจัยว่าด้วยการเสียชีวิตของนักฟุตบอลอาชีพทั้งที่เลิกเล่นไปแล้วและกำลังเล่นอยู่ (อายุไม่เกิน 45 ปี) ระหว่างปี 2007-2013 ปรากฏว่า มีนักเตะและอดีตนักเตะอาชีพทั่วโลกเสียชีวิตรวม 214 คน

สาเหตุสูงสุดของการเสียชีวิตคือ โรคต่างๆ 50.3 เปอร์เซ็นต์ (ในจำนวนนี้มาจากอาการเกี่ยวกับหัวใจถึง 23.4 เปอร์เซ็นต์), อุบัติเหตุ 22.4 เปอร์เซ็นต์, ฆ่าตัวตาย 10.3 เปอร์เซ็นต์, อาชญากรรม 7.9 เปอร์เซ็นต์ และไม่ทราบสาเหตุ 8.9 เปอร์เซ็นต์

บางสาเหตุอาจเป็นเรื่องสุดวิสัย หรือเป็นโชคร้ายที่ยากจะหลีกเลี่ยง แต่ก็มีสาเหตุการเสียชีวิตบางอย่าที่ผู้วิจัยให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ เพราะน่าจะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้หากได้รับความใส่ใจช่วยเหลืออย่างทันท่วงที โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการฆ่าตัวตายที่คิดเป็น 10.3 เปอร์เซ็นต์ หรือรวม 22 รายด้วยกัน

ก่อนหน้านี้เคยมีงานวิจัยอีกชิ้นระบุว่า นักฟุตบอลอาชีพมีปัญหาอาการป่วยทางจิต เช่น โรคซึมเศร้า ถึงราว 25-40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต้นเหตุของการเกิดอาการเหล่านี้มีได้หลายอย่าง ในจำนวนนั้นคือความกดดันจากความคาดหวังของคนรอบข้าง แฟนบอล รวมถึงเจ้าตัวเอง และช่วงเวลาที่สุ่มเสี่ยงที่สุดคือช่วงหลังการแขวนสตั๊ดใหม่ๆ เนื่องจากสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ไหนจะเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิต แล้วยังเกิดความหวาดหวั่นเรื่องอนาคตหลังเลิกเล่นฟุตบอลอาชีพอีกด้วย

แนวทางสำคัญในการก้าวผ่านช่วงเวลายากลำบากเหล่านี้ คือการเปิดใจพูดคุยกับคนรอบข้าง หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา ไม่ใช่เก็บความทุกข์ใจเอาไว้คนเดียวจนวันหนึ่งก็ตัดสินใจทำในสิ่งไม่คาดฝัน
เมื่อไม่นานมานี้ เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ แข้งทีมชาติโตโกวัย 33 ปี ได้เปิดใจกับนิตยสาร “โซ ฟุต” ของฝรั่งเศส ถึงความลับบางอย่างที่เขาเก็บงำมานานว่าเขาเองก็เคยคิดถึงเรื่องฆ่าตัวตายมาแล้วหลายต่อหลายครั้งเช่นกัน

Advertisement

อดีตแข้งอาร์เซน่อล, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ และอีกหลายทีม เผยว่า เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยสาเหตุหลักมาจากความรู้สึกอึดอัดกับคนในครอบครัวที่คอยเอาแต่เข้ามาควบคุม วุ่นวาย และจัดแจงทุกอย่างในชีวิตของตน

“ผมรู้สึกแย่มากที่เรื่องมันเลวร้ายจนถึงจุดนี้ แต่ก็โล่งอกที่ได้เปิดใจเล่าให้คนอื่นฟัง เพราะหลังจากนี้คงเล่นฟุตบอลอาชีพได้อีกสัก 3-4 ปี แต่สิ่งที่จะอยู่ติดตัวผมไปตลอดคือนามสกุลนี้ที่ยังต้องใช้ร่วมกับคนพวกนั้น”

อเดบายอร์เล่าว่า เขาเติบโตมาจากครอบครัวยากจน พยายามอย่างหนักที่จะทำงานหาเงินมาจุนเจือครอบครัว ยกระดับฐานะทางบ้าน ในช่วงพีคๆ เคยได้ค่าเหนื่อยถึงสัปดาห์ละ 170,000 ปอนด์ (7.48 ล้านบาท) แต่สุดท้ายสิ่งที่ได้รับกลับมามีแค่การแบมือขอเงินจากคนในครอบครัวไม่หยุดหย่อน และแทบไม่เคยได้รับกำลังใจใดๆ เลย

“พวกเขาคอยแต่ค้านเรื่องที่ผมอยากทำ ผมเคยบอกพวกน้องชายว่า ตอนนี้เราโดนที่บ้านปั่นหัวให้ทำทุกอย่างตามที่พวกเขาต้องการ ที่ผ่านมา ผมเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์มาแล้วหลายครั้ง เพราะไม่อยากให้ครอบครัวติดต่อมา”

แต่สุดท้ายพวกเขาก็หาเบอร์มาจนได้ ซึ่งอเดบายอร์บอกว่า ประโยคแรกที่คุยกันไม่ใช่การถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ แต่เป็นอีกฝ่ายโทรมาขอเงิน

อเดบายอร์บอกว่าความรู้สึกที่เจ็บปวดที่สุดคือตอนรับโทรศัพท์ขณะเข้ารับการเอ็กซ์เรย์อาการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อหลังต้นขาตอนเล่นให้สเปอร์ส ตอนนั้นไม่มีแม้แต่ความเป็นห่วงหรือถามว่าตนเป็นอย่างไร มีแต่เรียกร้องจะเอาเงินอย่างเดียวเท่านั้น


แม้อเดบายอร์จะไม่ได้เอ่ยชื่อสมาชิกครอบครัวคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ แต่สื่อต่างประเทศรายงานว่า เมื่อปี 2014 เคยมีกระแสข่าวว่า อเดบายอร์มีปัญหากับแม่แท้ๆ ของตัวเอง โดยฝ่ายแม่ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อว่าโดนลูกชายไล่ออกจากบ้าน ขณะที่อเดบายอร์ก็ตอบโต้ว่าไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับแม่ และอ้างว่าโดนทำคุณไสยมนต์ดำใส่ด้วย

แน่นอนว่าปัญหาภายในครอบครัวเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และยากจะชี้ชัดจากมุมมองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งว่าใครผิดใครถูก แต่อย่างน้อยการได้เปิดใจระบายสิ่งที่อยู่ในใจออกมากับใครสักคนก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนที่เคยมีความคิดแวบขึ้นมาว่าไม่อยากอยู่ต่อไป

ก่อนที่อะไรๆ จะสายเกินแก้