เจาะลึก 5 เหตุผลพา ‘สหรัฐ’ ผงาดแชมป์บอลหญิง 2 สมัยซ้อน

ฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลก 2019 ที่ประเทศฝรั่งเศส ได้ปิดฉากลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วยการเป็นแชมป์ของแข้งสาวจากแดนลุงแซม สหรัฐอเมริกา ที่สามารถเอาชนะสาวจากแดนกังหันลมสีส้มอย่าง เนเธอร์แลนด์ ไปได้ในรอบชิงชนะเลิศ 2-0

นับเป็นแชมป์โลกสมัยที่ 4 แล้วของพวกเธอ นับตั้งแต่ปี 1991, 1999, 2015 และ 2019 และยังถือว่าเป็นการป้องกันแชมป์ได้เป็นครั้งแรกของทีมฟุตบอลหญิงสหรัฐอีกด้วย

ขณะเดียวกันนี่คือฟุตบอลโลกครั้งที่เพอร์เฟคต์ที่สุดครั้งหนึ่งของพวกเธอ เพราะว่าสามารถเอาชนะคู่แข่งได้ทุกนัด จากการลงสนาม 7 นัด ตั้งแต่รอบแรกไปจนถึงรอบชิงชนะเลิศ

พวกเธอเปิดสนามด้วยการทำสถิติใหม่ของฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลกรอบสุดท้าย ด้วยการถล่มเอาชนะ “ชบาแก้ว” ทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย ของเราไปได้ถึ 13-0 ด้วยกัน จากนั้นก็ชนะชิลี 3-0 และชนะสวีเดน 3-0 เข้ารอบด้วย 9 คะแนนเต็ม ยิงไป 18 ประตูโดยไม่เสียสักลูกเดียว

จากนั้นสหรัฐสร้างซีรีส์สกอร์ 2-1 ตั้งแต่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ไปจนถึงรอบรองชนะเลิศ เอาชนะ 3 ทีมยุโรปคือ สเปน, ฝรั่งเศส (เจ้าภาพ) และอังกฤษ มาด้วยสกอร์เดียวกันหมดเลย จนผ่านเข้ามาชิงชนะเลิศได้สำเร็จ

ขณะเดียวกันตั้งแต่รอบ 8 ทีมสุดท้าย นี่คือตัวแทนชาติเดียวที่ไม่ได้มาจากทวีปยุโรป นอกจากนั้น 7 ทีมล้วนเป็นทีมยุโรปทั้งสิ้น

ส่วนในรอบชิงชนะเลิศกับเนเธอร์แลนด์ ก็ไม่ใช่ว่าจะล้มกันได้ง่ายๆ เพราะถ้าหากไม่ได้จุดโทษในช่วงนาทีที่ 60 ก็ยังไม่สามารถเดาได้ว่าเกมจะออกมาในรูปแบบใด

ทีนี้เรามาเจาะลึก 5 เหตุผลที่สหรัฐคว้าแชมป์ฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลกครั้งนี้ไปครองได้กัน

1. ฟอร์มของมอร์แกน
อเล็กซ์ มอร์แกน กองหน้าตัวเก่งของสหรัฐ ครั้งนี้ยังคงเป็นตัวหลักของทีมด้วยการทำไป 6 ประตู กับอีก 3 แอสซิสต์ คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกอีกสมัยไปครองได้ เพียงแต่เจ้าตัวพลาดรางวัลรองเท้าทองคำ เพียงเพราะว่า เมแกน ราปิโน นั้นลงเล่นนาทีน้อยกว่า

ทว่ามอร์แกนก็ได้ทำสถิติให้กับการแข่งขันด้วยการทำถึง 5 ประตูในเกมเดียว ในเกมที่ถล่มทีมชาติไทย 13-0 และตลอดทัวร์นาเมนต์ยังมีความโดดเด่นมากทีเดียว

2.สตาร์ทดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
ฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลกครั้งนี้ คู่แข่งของสหรัฐแทบจะไม่สามารถต้านทานทีมในช่วงเปิดเกมได้เลย หากไม่นับนัดชิงชนะเลิศ ประตูแรกที่ช้าที่สุดที่สหรัฐทำได้เกิดขึ้นในเกมเจอกับไทย คือนาทีที่ 12 นอกจากนั้นยิงได้ก่อนเวลาดังกล่าวทุกนัด ซึ่งการเปิดเกมรุกตั้งแต่ต้นเกมเป็นกลยุทธ์ที่วางมาเป็นอย่างดี และเพื่อให้คู่แข่งเจอกับการบุกแบบไม่หยุดยั้ง

จริงอยู่ที่ฟุตบอลแข่งขัน 90 นาที และมีบางเกมสหรัฐเองก็ถูกตีเสมอ และเล่นภายใต้ความกดดัน แต่สุดท้ายพวกเขาก็แสดงให้เห็นถึงความอดทน และไม่ตื่นตระหนกจนสามารถเก็บชัยชนะทุกนัดได้สำเร็จ

3.ความเชื่อ
หลายครั้งเรามักจะเห็นเส้นกั้นบางๆ ระหว่างความมั่นใจและความเย่อหยิ่ง ที่เกิดขึ้นกับแข้งสาวสหรัฐในทัวร์นาเมนต์นี้สัก 2-3 ครั้ง โดยเฉพาะการเฉลิมฉลองชัยชนะอย่างบ้าคลั่งในเกมที่ถล่มทีมชาติไทย

ซึ่งความมั่นใจนั้นคือส่วนที่ทำให้สหรัฐต้องเจอกับบททดสอบหลายครั้งในทัวร์นาเมนต์นี้ ที่ทุกคนจ้องจะเห็นพวกเขาล้มเหลว แต่ทีมนี้กลับยอมรับความกดดันดังกล่าวและพยายามทำสิ่งที่คิดเอาไว้เสมอ จนเอาชนะความท้าทายและคว้ารางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไปครอง

4.ผู้เล่นทดแทนได้
ทุกทีมในโลกล้วนต้องเจอสถานการณ์ที่ขาดตัวผู้เล่นหลักอย่าง เมแกน ราปิโน่ ที่ไม่สามารถลงเล่นในรอบรองชนะเลิศ ให้สหรัฐได้จากอาการบาดเจ็บ แต่ก็มีคริสเต่น เพรสส์ ที่เป็นตัวแทนและสามารถทำผลงานอย่างยอดเยี่ยม ยิงประตูขึ้นนำอังกฤษในเกมนั้นได้

สหรัฐใช้ทีมที่ใหญ่มากๆ ในรอบแรก สับเปลี่ยนผู้เล่นเพื่อให้โอกาสทุกคน ก่อนที่ช่วงรอบน็อคเอาท์ จิลล์ เอลลิส จะเริ่มบีบทีมให้เหลือ 12-13 คนเป็นหลัก ซึ่งเป็นผลดีเพราะทำให้ทีมมีทีมที่มั่นคงและเล่นผสานกันได้มากขึ้นจนถึงรอบชิงชนะเลิศนั่นเอง

5. จิลล์ เอลลิส
ในทีมที่มีความสามารถสูงมากๆ ย่อมต้องการคนที่จะเข้ามาเป็นผู้นำให้พวกเขา ซึ่งเอลลิส สร้างประวัติศาสตร์เป็นกุนซือคนแรกที่คว้าแชมป์ฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลกได้ 2 ครั้ง ก่อนแข่งทงาด้านของโฮป โซโล อดีตนายทวารให้ความเห็นว่าเอลลิสน่าจะมีความกดดันอยู่ แต่สุดท้ายมันก็ไม่เกิดขึ้นในทัวร์นาเมนต์นี้

เอลลิสยังตัดสินใจหลายๆ ครั้งอย่างกล้าหาญ เช่นการย้ายคริสตัล ดันน์ ไปเล่นแบ๊กซ้าย และทำให้เธอได้มีทัวร์นาเมนต์อันแสนพิเศษเป็นต้น

บทความก่อนหน้านี้โรงเรียนดัง เปิดโรงอาหารแจง ปมโซเชียลแชร์ว่อน ส่อทุจริตอาหารกลางวัน ชี้เจอผลกระทบ
บทความถัดไป‘โบว์’ โต้ ‘บิ๊กป้อม’ ปมจ่านิว ชี้ไม่มีประเทศปชต.ไหนในโลกห้ามคนยุ่งการเมือง