‘ซลาตัน – โรเซนเบิร์ก’ ตำนานที่แตกต่างของมัลโม่

ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ถือเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลอย่างมากในวงการฟุตบอลของสวีเดน หรือจะเรียกได้ว่าเป็นนักเตะที่ดีที่สุดเท่าที่ประเทศแห่งนี้เคยมีมาเลยก็ได้ เพราะผลงานที่พิสูจน์แล้ว สภาพร่างกายที่ยังแข็งแกร่งแม้จะอยู่ในวัยแตะ 40 รวมทั้งบุคลิกส่วนตัวที่มั่นใจในตัวเองเกินร้อย

ความยิ่งใหญ่ของซลาตันทำให้สมาคมฟุตบอลสวีเดนสร้างอนุสาวรีย์ให้เขาและตั้งอยู่หน้าสนามเอเลด้า รังเหย้าของ มัลโม่ เอฟเอฟ ทีมแรกที่ซลาตันเล่นฟุตบอลด้วย และเป็นเมืองบ้านเกิดของกองหน้าฉายา “พระเจ้า” นั่นเอง

อย่างไรก็ตามช่วงเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา ความสุขและรอยยิ้มของชาวมัลโม่ รวมถึงซลาตันเองหายไป เมื่อตัวนักเตะซุป’ตาร์ประกาศเข้าร่วมถือหุ้นของทีม ฮัมมาร์บี้ คู่แข่งของมัลโม่ ในลีกฟุตบอลสวีเดน และตั้งเป้าว่าจะพาฮัมมาร์บี้ครองความยิ่งใหญ่ในวงการฟุตบอลแถบสแกนดิเนเวียให้ได้

นับเป็นการทำร้ายจิตใจแฟนบอลมัลโม่คนบ้านเดียวกันแบบไม่ไว้หน้า

“พวกเราโกรธเขาเพราะเขาชอบคิดว่าตัวเองจะทำอะไรก็ได้แล้วผู้คนยังรักเขาอยู่ เขาไม่เข้าใจการจะเป็นแฟนบอลพันธุ์แท้ให้กับทีมทีมหนึ่งหรอก” ไซม่อน เบงต์สัน แฟนบอลมัลโม่กล่าวถึงอดีตฮีโร่ของเขา

ทั้งหมดนี้กลายเป็นเหตุผลที่ทำให้อนุสาวรีย์ของซลาตัน อิบราฮิโมวิช หน้าสนามเอเลด้า ถูกแฟนบอลพยายามทำลายมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง และซลาตันเองก็ถูกชาวมัลโม่จำนวนมากมองว่าเป็น “บุคคลที่ไม่น่าพึงปรารถนา” ไปเสียแล้ว

เมื่อวันที่ 5 มกราคมที่ผ่านมา มีการทุบข้อเท้าของอนุสาวรีย์จนล้มครืนลงมา มีการพ่นสีลงไป และยิ่งไปกว่านั้นมีความพยายามจะเผาทำลาย ก่อนหน้านั้นเมื่อปลายปีที่แล้วก็มีการพยายามทำลายในหลายๆ วิธี โดยเฉพาะการตัดจมูกรูปปั้นออกมาก่อนแล้ว

“ผมบอกได้เลยว่าชาวมัลโม่จำนวนมากผิดหวังกับสิ่งที่ซลาตันทำ ไม่มีใครจะปกป้องเขาแล้ว ถึงแม้จะมีคนจำนวหนึ่งที่มองว่าการทำลายข้าวของเป็นเรื่องไม่สมควร แต่คนเหล่านั้นก็เข้าใจว่าทำไมต้องทำลายอนุสาวรีย์อันนี้ ก่อนหน้านี้เราภูมิใจในตัวเขากันมาก เขาเป็นซุปเปอร์สตาร์ระดับโลกที่มาจากสโมสรของเรา แต่ตอนนี้ผมไม่อยากจะได้ยินอะไรเกี่ยวกับเขาอีกแล้ว เขาอาจจะมองว่าตัวเองทำอะไรให้มัลโม่มากมายมาก่อน แต่อย่าลืมนะว่าเขาไม่เคยคว้าแชมป์อะไรกับมัลโม่เลย ก็แค่ถูกขายไปแล้วสโมสรได้เงินกลับมามากมายเท่านั้นเอง” เบงต์สันกล่าว

ส่วนแฟนบอลอย่าง อเล็กซานเดอร์ อวานอฟสกี้ บอกว่า การที่ซลาตันไปซื้อหุ้น 25 เปอร์เซ็นต์ของฮัมมาร์บี้แล้วบอกว่าจะพาฮัมมาร์บี้ยิ่งใหญ่ที่สุดในสแกนดิเนเวียนั้นเป็นเรื่องที่ทรยศแฟนบอลมัลโม่อย่างรุนแรง เพราะเขาเคยพูดไว้ว่ามัลโม่ คือ บ้าน และจะไม่มีทีมไหนที่จะมายิ่งใหญ่กว่ามัลโม่ได้อีก การกระทำแบบนี้ก็เหมือนเป็นการเอามีดแทงตัวเองแท้ๆ

ตอนนี้สมาคมฟุตบอลสวีเดนไม่มีความพยายามที่จะกอบกู้อนุสาวรีย์นี้ของอดีตฮีโร่มัลโม่กลับมาแล้ว เพราะรู้ดีว่าถึงจะซ่อมแซมกลับมาก็จะถูกแฟนบอลมาทำลายอีก ดังนั้นสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้น คือ การเคลื่อนย้ายออกไปอยู่ในเมืองอื่น ซึ่งเป็นการกระทำเชิงสัญลักษณ์ว่า “แฟนบอลใหญ่กว่านักเตะเสมอ”

คาเวห์ ฮูเซนปูร์ รองประธานสโมสรมัลโม่ออกมายอมรับว่า เมื่อมีข่าวว่าซลาตันไปซื้อหุ้นของฮัมมาร์บี้ ก็มีความคิดว่าควรจะย้ายอนุสาวรีย์ของเขาออกไปจากมัลโม่ เพราะมันไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงการถูกทำลายได้

หลังจากที่เขาไปเล่นนอกประเทศ เขาก็เริ่มลืมความเป็นสโมสรและเมืองนี้ไปเรื่อยๆ เขาต้องไม่ลืมว่าซลาตันไม่ได้สร้างมัลโม่ขึ้นมา แต่มัลโม่ต่างหากที่สร้างเขาขึ้นมา

เมื่อถูกแฟนบอลตัดความสัมพันธ์ที่ดีไปแล้ว ซลาตันออกมาพูดแค่ว่า “ไม่มีคำตอบโต้กับสิ่งที่เกิดขึ้น” แล้วเขาก็ย้ายไปร่วมทีม เอซี มิลาน ในอิตาลีอีกครั้ง ซึ่งน่าจะเป็นสโมสรสุดท้ายของตัวเองก่อนจะแขวนสตั๊ดอย่างเป็นทางการ หรือถ้าไม่ใช่แบบนั้น ก็ไม่มีทางที่จะกลับไปเล่นในบ้านเกิดอีกแน่นอน เพราซลาตันได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้แล้ว

แฟนบอลมัลโม่ได้ยกให้ มาร์คุส โรเซนเบิร์ก กองหน้าวัย 37 ปี เลื่อนชั้นขึ้นมาเป็นยอดนักเตะของสโมสรที่เหนือกว่าอิบราฮิโมวิชไปแล้ว เพราะโรเซนเบิร์กที่เป็นชาวมัลโม่ เป็นเด็กปั้นของสโมสรมาตั้งแต่ 5 ขวบ ออกไปค้าแข้งในยุโรปมาแล้วกับหลายต่อหลายทีม ทั้ง อายแอ็กซ์, เบรเมน, ราซิ่ง ซานตานเดร์, เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ก่อนจะย้ายกลับไปช่วยทีมบ้านเกิดอีกครั้ง เมื่อปี 2014 และอยู่กับทีมมาจนถึงวันที่เขาประกาศแขวนสตั๊ดเมื่อปลายปีที่แล้ว

แมตช์สุดท้ายของโรเซนเบิร์กในชีวิตนักฟุตบอลอาชีพ เป็นศึกยูโรป้าลีก รอบแบ่งกลุ่ม นัดสุดท้าย ที่มัลโม่ออกไปเยือน เอฟซี โคเปนเฮเก้น ที่เดนมาร์ก และโรเซนเบิร์กสวมปลอกแขนกัปตันทีม มีส่วนในการได้ประตูชัยในเกมนี้ ให้มัลโม่บุกชนะ 1-0 ก่อนคว้าแชมป์กลุ่มได้สำเร็จ

คาเวห์ ฮูเซนปูร์ บอกว่า ความยิ่งใหญ่ของซลาตันที่มีต่อความรู้สึกของแฟนบอลมัลโม่เลือนลางไปเรื่อยๆ มาหลายปีแล้ว แต่สิ่งที่แฟนบอลรอคอยคำตอบ คือ โรเซนเบิร์กที่เป็นฮีโร่อีกคนของพวกเขาจะต่อสัญญาช่วยทีมไปอีกฤดูกาลหรือไม่

สุดท้ายแฟนบอลก็ต้องผิดหวัง เพราะโรเซนเบิร์กเลือกที่จะประกาศอำลาสนามตามที่ตั้งใจเอาไว้

โรเซนเบิร์กทิ้งท้ายหลังจบแมตช์สุดท้ายของตัวเองอย่างดราม่าว่า “มันมีความหมายมากๆ และไม่เคยฝันเลยว่าจะปิดฉากการเล่นฟุตบอลได้สวยงามขนาดนี้”  

สโมสรมัลโม่ได้สร้างอนุสาวรีย์ที่เป็นรูปสตั๊ดฟุตบอลที่โรเซนเบิร์กใส่ลงเล่นฟุตบอลวางไว้อยู่ที่สถานีรถไฟกลางเมืองมัลโม่ ก่อนที่เขาจะลงเตะเกมสุดท้ายที่โคเปนเฮเก้น

โรเซนเบิร์กและซลาตันเคยลงเล่นร่วมกันในทีมเยาวชนของมัลโม่ และในทีมชาติสวีเดนมาก่อน ซลาตันย้ายไปอายแอ็กซ์ก่อนหน้า หลังจากนั้นก็ไป ยุเวนตุส โรเซนเบิร์กไปเป็นตัวแทนซลาตันที่อายแอ็กซ์ มันเหมือนกับว่าโรเซนเบิร์กอยู่ในร่มเงาของซลาตันอยู่เสมอ

จนถึงวันนี้ ความทุ่มเทของโรเซนเบิร์ก และการถูกแฟนบอลมองว่าซลาตันหักหลัง ทำให้ร่มเงาเหล่านั้นหายไปกับตา โรเซนเบิร์กกลายเป็นนักเตะที่แฟนบอลรักมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร ซึ่งสวนทางกับนักเตะที่ยกตัวเองให้เป็นพระเจ้าของโลกฟุตบอล

ที่ตอนนี้ได้กลายเป็นคนทรยศไปเสียแล้ว

บทความก่อนหน้านี้หนองคายส่งเสริมเด็กรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี จัดทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 67 รูป
บทความถัดไปเด็กเชียงราย แห่ร่วมงานค่ายเม็งราย ทหารยก รถถัง-ปืนใหญ่ รอต้อนรับเพียบ