บันทึก ‘ช้างศึก’ ทวงบัลลังก์อาเซียน มอบของขวัญปีใหม่ให้ชาวไทยทุกคน

บันทึก ‘ช้างศึก’ ทวงบัลลังก์อาเซียน มอบของขวัญปีใหม่ให้ชาวไทยทุกคน

เชื่อว่าชาวไทยทุกคนได้รับของขวัญชิ้นแรกสำหรับปี 2022 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว กับการทวงบัลลังก์แชมป์อาเซียนของทัพ “ช้างศึก” ทีมฟุตบอลทีมชาติไทย ที่สามารถคว้าแชมป์ “เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2020” มาครองได้สำเร็จ

ย้อนกลับไปเมื่อก่อนทัวร์นาเมนต์จะเริ่มต้นขึ้น ให้บอกว่าทีมชาติไทยจะสามารถกลับมาผงาดเป็นเจ้าอาเซียนอีกครั้งหนึ่งได้นั้น คนยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งกันอยู่เลย เพราะทีมชาติไทยชุดนี้ต้องบอกว่าเจอปัญหามากมายหลายอย่างก่อนจะเดินทางมา

ไหนจะเรื่องของผลงานที่ดิ่งลงเหวมาอย่างต่อเนื่อง ผลงานในฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาก็ไม่ชนะใครเลย ตกรอบด้วยการเป็นรองบ๊วยของกลุ่ม ทั้งๆ ที่มีทีมจากอาเซียนร่วมกลุ่มถึง 3 ทีม

การเตรียมทีมชาติเองก็ไม่มีเวลาได้เตรียมทีม ฟีฟ่าเดย์ที่ต้องมีทุกเดือนก็ยกไปให้ฟุตบอลลีก ที่เลื่อนการแข่งขันช่วงต้นเพราะโควิด-19 มาอีก และไหนจะขอให้เลื่อนโปรแกรมเพื่อเพิ่มเวลาเก็บตัวก่อนทัวร์นาเมนต์ก็โดนปฏิเสธ เรียกได้ว่าเป็นทีมชาติที่การเตรียมตัวน้อยมากๆ จริงๆ

นอกจากนี้ผลงานออกสตาร์ตเกมแรก ต้องบอกว่าไม่ค่อยน่าประทับใจแฟนบอลส่วนมาก เพราะเอาชนะทีมสมันน้อยของกลุ่มอย่าง ติมอร์เลสเต ได้แค่ 2 ประตู ด้วยรูปทรงเกมที่ยังดูไม่ค่อยเข้าทีเท่าไหร่ เลยยิ่งทำให้หวั่นใจว่าทีมชาติไทยชุดนี้คงจะไม่ถึงฝันอีกเป็นแน่แท้

แต่ถ้าเราลองเปรียบเปรยว่า การบ่มเพาะเหล้าหรือไวน์ ต่างต้องใช้เวลาที่จะทำให้มันกลมกล่อมและรสชาติถูกใจคนกิน “ช้างศึก” ตัวนี้ก็ไม่ต่างกัน เพราะมันก็ต้องใช้เวลาในการที่จะผสมผสาน หลอมรวมสิ่งต่างๆ ให้มันออกมาเป็นผลผลิตที่ยอดเยี่ยมที่ถูกใจแฟนฟุตบอล

ด้วยความที่ทัวร์นาเมนต์นี้ใช้เวลาในการแข่งขันร่วม 1 เดือนเต็ม ทำให้นักเตะทีมชาติไทยชุดนี้ ค่อยๆ กลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน กลายเป็นทีมที่แข็งแกร่งขึ้นมา

ข้อดีอีกข้อหนึ่งของทีมชุดนี้คือการที่ได้นักเตะที่เรียกว่าดีที่สุดในประเทศไทยมาอย่างพร้อมเพรียง ทั้ง “เมสซี่เจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์, “อุ้ม” ธีราทร บุญมาทัน, “มุ้ย”​ ธีรศิลป์ แดงดา รวมถึงตัวจากไทยลีกที่เป็นตัวระดับท็อปสุดๆ เรียกได้ว่าเป็นชุดที่สมบูรณ์มากที่สุดในรอบ 5-6 ปีให้หลังมานี้เลยก็ว่าได้

ดังนั้นด้วยชื่อชั้นนักเตะที่เรียกมา ไม่เป็นรองใครในอาเซียนแน่นอน อย่างไรก็ตามมันอยู่ที่ตัวโค้ชด้วยว่าจะปรุงรสออกมาได้ดีแค่ไหน

ซึ่งนั้นก้ต้องให้เครดิตกับ มาโน่ โพลกิ้ง กุนซือลูกครึ่งบราซิเลี่ยน-เยอรมัน ที่เป็นคนมีจิตใจความเป็นไทยอย่างเต็มเปี่ยม เพราะมาโน่นั้นทำงานอยู่เมืองไทยมายาวนานเกือบ 10 ปี ตั้งแต่เป็นผู้ช่วยของวิลฟรีด เชเฟอร์ อดีตกุนซือทีมชาติไทย และยังได้ทำงานคุมทีม “แข้งเทพ” ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด อย่างยาวนานถึง 6 ปี ทำให้เป็นคนที่รู้จักนักฟุตบอลไทยเป็นอย่างดีด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตามตอนที่ประกาศรายชื่อมาว่ามาโน่ จะเข้ามากุมบังเหียนทีมชาติไทยนั้น ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันในหลายๆ ด้าน ทั้งด้านที่เชื่อมือ และไม่เชื่อมือ โดยในฝั่งที่ไม่เชื่อมือ มองว่ากุนซือรายนี้ยังไม่เคยประสบความสำเร็จใดๆ ไม่เคยคว้าแชมป์ในระดับสโมสรได้ และจะรับมือกับอีโก้ของนักเตะไทยไหวหรือไม่
แต่สุดท้ายมาโน่ก็สอบผ่านแบบฉลุยเลยทีเดียว

ถ้าคนติดตามฟุตบอลไทยจะรู้กันดีว่ามาโน่เป็นโค้ชสไตล์เกมรุกจ๋า เดินหน้าฆ่าไม่ยั้ง เสียเท่าไหร่ก็ได้แต่ขอให้ยิงให้ได้มากกว่าก็เป็นพอ แต่ทว่าในทัวร์นาเมนต์นี้มาโน่ทำให้เห็นว่าเขาก็เป็นโค้ชที่เล่นเพื่อเน้นผลการแข่งขันได้ดีไม่แพ้กัน

นอกจากนี้การวางแผนในการเล่นตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์เหมือนวางแผนเตรียมมาแล้วจากบ้าน ตั้งแต่เกมแรกกับติมอร์ที่เหมือนเป็นแค่อุ่นเครื่อง เพื่อให้ทีมได้มีเวลาซ้อมเต็มที่ก่อนเกมที่ 2 ที่จะได้ตัวชนาธิป-ธีราทร มาเสริม แล้วค่อยปล่อยทีเด็ดในแท็คติกตัวเองออกมา

หรือจะเป็นการเร่งเก็บ 9 แต้มใน 3 นัดแรกให้ได้เพื่อการันตีเข้ารอบแล้วนัดสุดท้ายถอดผู้เล่นตัวจริงยกชุด ให้สำรองลงไปเล่น ที่สุดท้ายผลงานออกมาดีเกินคาด กลายเป็นทำให้มาโน่มีตัวเลือกใช้งานตลอดทัวร์นาเมนต์ได้เลย

ไหนจะรอบรองชนะเลิศกับเวียดนาม ที่วางแผนให้ลูกทีมเดินหน้าบุกตะลุยตั้งแต่นาทีแรก จนได้ประตูขึ้นนำเร็ว แล้วจากนั้นเลือกเล่นแบบเพลย์เซฟ โดยเฉพาะในเกมที่สองที่ปิดจ็อบได้แบบสวยงาม รักษาสถิติไม่เสียประตูให้เวียดนามอีกด้วย

และที่พีคสุดคงเป็นรอบชิงชนะเลิศเกมแรก กับอินโดนีเซีย ที่เปลี่ยนผู้เล่นเกือบยกชุดอีกครั้ง แต่ทว่าชุดที่ลงไปกลับทำผลงานได้ดีสุดๆ เก็บชัยชนะตุนมาได้ถึง 4 ลูก จนแทบจะไม่ต้องเตะนัดสองแล้วก็ว่าได้

อีกจุดหนึ่งที่มาโน่ได้รับคำชมมากๆ นั่นคือการเปลี่ยนตัวแบบมือทอง ไม่ว่าใครที่จับส่งลงสนามไปล้วนแต่เป็นซุปเปอร์ซับให้ทีมได้ทั้งนั้น ทั้งนัดแรกอย่างปฐมพล เจริญรัตนาภิรมย์, นัดสอง วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ​ หรือแม้แต่รอบรองชนะเลิศนัดสองกับเวียดนาม การส่งเอเลียส ดอเลาะ ลงไป นั่นก็คือผลงานมาสเตอร์พีซด้านการเปลี่ยนตัวชัดๆ

กลายเป็นว่าทรัพยากรดี ผู้ปรุงดี อาหารที่ออกมาจึงรสชาติดีถูกใจผู้กิน

ทีมชาติไทยชุดนี้ถือว่าสร้างสถิติมากมายให้เกิดขึ้นในทัวร์นาเมนต์นี้ ทั้งการเป็นทีมที่ยิงได้มากที่สุด 18 ประตู คลีนชีทมากที่สุด 6 จาก 8 นัด เป็นทีมเดียวที่ไม่แพ้ใครตลอดทัวร์นาเมนต์ และยังเป็นทีมแชมป์ที่ใช้ผู้เล่นที่เรียกมาครบทุกคนเป็นทีมแรกอีกด้วย

ไหนจะการทำสถิติส่วนตัวอย่าง “มุ้ย” ธีรศิลป์ แดงดา ที่ยิงไป 4 ประตูในทัวร์นาเมนต์นี้ ทำให้รวมแล้วซัดไปได้ 19 ประตู เป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน ลบสถิติเดิมของ **นอห์ อลัม ชาห์** ตำนานทีมชาติสิงคโปร์ที่เคยทำไว้ 17 ประตู

และยังเป็นการคว้ารางวัลนักเตะทรงคุณค่า ครั้งที่ 3 ของชนาธิป สรงกระสินธ์ กัปตันทีมชาติไทยชุดนี้ ที่ทำให้เขากลายเป็นนักเตะคนเดียวในอาเซียนที่คว้ารางวัลนี้ได้ถึง 3 ครั้ง สถาปนาตัวเองขึ้นเป็นนักเตะเบอร์ 1 ของอาเซียนในยุคนี้อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดทั้งมวลของความสำเร็จของทีมชาติไทยชุดนี้ เกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่มีการนำของ “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ ผู้จัดการทีมหญิงแกร่ง ที่ถือว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจของทีมเลยก็ว่าได้

ข้อแรกเลยคือถ้าไม่ใช่การเป็นมือประสานสิบทิศของมาดามแป้ง ในการคุยกับบรรดาสโมสรต่างๆ เพื่อขอให้ปล่อยนักเตะชุดที่ดีที่สุดมาร่วมทีม ก็เชื่อว่าทีมชาติไทยคงไม่ได้ผู้เล่นชุดเต็มขนาดนี้อย่างแน่นอน

ไหนจะการเลือกตัวกุนซือ (ซึ่งไม่รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังในการเลือกครั้งนี้) ด้วยคนที่จะมาทำงานต้องเจอข้อจำกัดมากมาย ทั้งช่วงเวลาเตรียมทีมที่น้อย ต้องใช้คนที่รู้จักนักเตะเป็นอย่างดี ซึ่งตัวเลือกนี้มีไม่มาก แต่สุดท้ายการเลือกมาโน่ของมาดามแป้งคือการเลือกแห่งปีเลยก็ว่าได้

รวมถึงจุดที่มาดามแป้งทำได้ดีมากๆ คือการสร้างบรรยากาศในแคมป์ของทีมชาติ เพราะอย่างที่รู้ว่าทีมต้องอาศัยในบับเบิลเป็นเดือนๆ มีความเครียดปกคลุมมากมายแน่นอนเพราะต้องอยู่แค่ในโรงแรม แต่มาดามแป้ง ที่เดินทางไปช่วงครึ่งทางของกการแข่งขัน ก็จัดกิจกรรมผ่อนคลายให้กับนักเตะ แจกของรางวัลต่างๆ เรียกเสียงหัวเราะเฮฮา และทำให้บรรยากาศในทีมมันดีขึ้น ยิ่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้นด้วย

อีกทั้งเรื่องระบบการอัดฉีด ที่แม้จะบอกว่านักฟุตบอลไทยไม่ได้เล่นเพื่อเงินเหล่านี้ แต่การมีของมันก็ทำให้เป็นกำลังใจได้เป็นอย่งาดี และต้องยอมรับว่ารางวัลอัดฉีดของนักฟุตบอลทีมชาติไทยชุดนี้ มากถึง 46 ล้านบาท สูงราวกับได้ไปฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเลยก็ว่าได้

อย่างไรก็ตาม การทวงแชมป์อาเซียนมันก็ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการกลับมาทวงความยิ่งใหญ่และต่อยอดไปสู่ระดับเอเชียของทีมชาติไทยเท่านั้น

เพราะในปี 2022 ทีมชาติไทยยังมีภารกิจอีกมากที่รออยู่ โดยเฉพาะกับการคัดเลือกเอเชี่ยน คัพ 2023 ที่จะแข่งขันในเดือนมิถุนายนนี้ ที่เป็นอีกหนึ่งงานสำคัญที่จะพลาดไม่ได้โดยเด็ดขาด

แต่ตอนนี้ เรามาเสพความสุขกับแชมป์ที่ช้างศึกมอบให้เป็นของขวัญปีใหม่แด่ชาวไทยทุกคนกันดีกว่าครับ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon