อิชิอิ ผู้นำไทยสู่เลข 2 หลัก กับบททดสอบแท้จริงที่รออยู่
ช้างศึก” ทีมฟุตบอลทีมชาติไทย สามารถทะยานขึ้นสู่ทีมอันดับที่ 96 ของโลก ซึ่งนับเป็นการนั่งเลข 2 หลักเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี
ครั้งสุดท้ายที่อันดับโลกของทีมชาติไทยเป็นเลข 2 หลัก ต้องย้อนไปตอนอยู่อันดับ 99 ของโลก เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2010 นอกจากนี้ยังเป็นการรั้งอันดับโลกสูงที่สุดในรอบ 16 ปี จากครั้งสุดท้ายที่ไทยเคยขึ้นถึงอันดับ 93 ของโลก เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2008
ส่วนหนึ่งเลยที่ทำให้ทีมฟุตบอลทีมชาติไทย ก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ของอาเซียน ทีมอันดับ 15 ของเอเชีย ต้องยกให้เป็นความดีความชอบของ มาซาทาดะ อิชิอิ หัวหน้าผู้ฝึกสอนชาวญี่ปุ่น ที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมใน 12 ทีมที่ผ่านมาที่เข้ามานั่งเฮดโค้ชทีมชาติไทย
อิชิอิ เปิดหัวด้วยการพ่ายญี่ปุ่นในเกมอุ่นเครื่อง 0-5 จากนั้นทำผลงานยอดเยี่ยมในเอเชี่ยนคัพ 2023 สร้างประวัติศาสตร์ไม่เสียประตูในรอบแรก และยังผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายก่อนจะลงเตะเกมสุดท้ายของรอบแรก แม้ว่าสุดท้ายจะพ่ายให้กับ อุซเบกิสถาน 1-2 แบบน่าเสียดายเพราะว่ารูปเกมไม่ได้เป็นรองมากนัก แต่แค่นั้นก็ทำให้กุนซือชาวญี่ปุ่นได้รับคำชมอย่างมาก เพราะเพิ่งเข้ามารับงานได้ไม่นาน แต่ก็ต้องมาเจอกับงานใหญ่ทันที
จากนั้นผลงานชิ้นโบว์แดงของกุนซือแดนปลาดิบ นั่นคือการบุกไปยันเสมอกับ “โสมขาว” เกาหลีใต้ ได้ถึงถิ่น 1-1 ปลุกความหวังในการเข้ารอบสามของฟุตบอลโลก 2026 รอบคัดเลือกขึ้นมาได้ แม้ว่าเกมที่กลับมาเล่นในราชมังคลากีฬาสถาน จะโดนถล่ม 0-3 ก็ตาม แต่ก็พอเข้าใจได้เพราะนั่นคือการเจอทีมระดับโลก
สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดการแพ้เกาหลีใต้ 0-3 ในเกมนั้น เพราะมันส่งผลต่อ 2 เกมสุดท้ายที่ถึงแม้ว่าไทยจะบุกเสมอจีนได้ 1-1 แต่ในนัดสุดท้ายที่ชนะสิงคโปร์ 3-1 มันไม่เพียงพอที่จะทำให้พวกเขาผ่านเข้าสู่รอบ 3 ของฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก ได้ตามเป้าหมายที่วางเอาไว้
ซึ่งพอไม่ได้เข้ารอบ ทำให้ฟีฟ่าเดย์ที่ผ่านมาไทยต้องเน้นไปที่การอุ่นเครื่อง เริ่มจากเดือนกันยายน ทีมชาติไทยได้รับเชิญไปเตะรายการพิเศษที่ประเทศเวียดนาม แต่ได้เตะแค่เกมเดียวกับเวียดนามเท่านั้นเพราะเกมกับรัสเซียถูกยกเลิกไป ก่อนที่ไทยจะชนะเวียดนามได้ 2-1
ก่อนที่ในฟีฟ่าเดย์ เดือนตุลาคม ไทยจัดเป็นฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน “คิงส์คัพ” ครั้งที่ 50 ซึ่งอิชิอิ ก็สามารถนำทีมชาติไทย กลับมาคว้าแชมป์คิงส์คัพได้เป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี เป็นแชมป์สมัยที่ 16 ของประเทศไทย จากผลงานเอาชนะฟิลิปปินส์ 3-1 ก่อนจะชนะ ซีเรีย ในนัดชิงชนะเลิศได้ 2-1

โดยรวมตลอด 12 นัดของอิชิอิที่ผ่านมา ชนะ 5 นัด เสมอ 4 นัด และแพ้ไป 3 เกม ซึ่ง 3 เกมที่แพ้คือการแพ้ให้ทีมอันดับโลกสูงกว่า 70 ทั้งญี่ปุ่น อันดับ 17 ของโลก, เกาหลีใต้ อันดับ 25 ของโลก และอุซเบกิสถาน อันดับ 68 ของโลก แต่เท่ากับว่าไทยในยุคของอิชิอิ ยังไม่แพ้ให้กับทีมอันดับต่ำกว่า 70 ของโลก แถมยังเก็บชัยชนะเหนือทีมที่อันดับต่ำกว่า 100 ของโลกทุกทีมอีกด้วย
นับย้อนกลับไปก่อนที่อิชิอิจะเข้ามารับหน้าที่ ทีมชาติไทยเป็นอันดับ 113 ของโลก เป็นเบอร์ 2 ของอาเซียน และเป็นอันดับ 21 ของเอเชีย แต่อิชิอิพาทีมเก็บคะแนนฟีฟ่าได้ 55 คะแนน ขยับ 17 อันดับ จาก 113 ของโลก มาอยู่อันดับ 96 ของโลก
อย่างไรก็ตามในช่วง 12 เกมแรกของเซนเซอิชิอิ เรียกได้ว่าเป็นช่วงฮันนีมูน ที่อะไรๆ มันก็ดูดีไปเสียหมด แม้กระทั่งเกมอุ่นเครื่องฟีฟ่าเดย์ เดือนพฤศจิกายน ที่จะพบกับ เลบานอน ทีมอันดับ 114 ของโลก กับ ลาว ทีมอันดับ 187 ของโลก ดูแล้วไทยก็ไม่น่าพลาดในการเก็บชัยชนะทั้งสองเกมเช่นกัน
แต่บททดสอบของเซนเซ คงต้องว่ากันที่การแข่งขันชิงแชมป์อาเซียน “เอเอฟเอฟ มิตซูบิชิ อิเล็คทริก คัพ 2024” ซึ่งด้วยความเป็นรายการชิงแชมป์อาเซียน เป้าหมายของ “ช้างศึก” มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือต้องเป็นแชมป์ให้ได้
ทว่าปัญหาที่รออิชิอิอยู่ คือช่วงการแข่งขันนั้นไม่ใช่ฟีฟ่าเดย์ และสโมสรระดับท็อปของไทยที่มีนักเตะตัวหลักติดทีมชาติ อย่าง บุรีรัมย์, ทรู แบงค็อก, การท่าเรือ หรือเมืองทอง มีโปรแกรมในถ้วยเอเชีย รวมถึงโปรแกรมนัดตกค้างต่างๆ ที่จะทำให้พวกเขาไม่สามารถปล่อยตัวนักเตะมาให้กับทีมชาติได้

ช่วงที่ผ่านมาในฟีฟ่าเดย์เดือนกันยายน-ตุลาคม และน่าจะรวมถึงพฤศจิกายน อิชิอิเซนเซ พยายามจะเลือกเอานักเตะหน้าใหม่ๆ จะเห็นได้ว่าทั้ง ธีราทร บุญมาทัน, ธีรศิลป์ แดงดา หรือสารัช อยู่เย็น ที่เป็นตัวเก๋าของทีมชาติไทย ไม่มีชื่อติดเลยในช่วงที่ผ่านมา หรืออย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์ ก็เพิ่งติดคิงส์คัพ เพื่อเป้าหมายในการคว้าแชมป์เท่านั้น
การทำแบบนั้นก็เพื่อที่จะทดสอบผู้เล่นหลายๆ คนที่ยังไม่เคยติดทีมชาติมาก่อน ดูว่าคนไหนจะสามารถเข้ากับแนวทางการเล่นของอิชิอิได้ เพื่อที่จะเก็บไว้ใช้งานในช่วงชิงแชมป์อาเซียน
ไม่แน่ว่าในช่วงชิงแชมป์อาเซียน เราอาจจะต้องพึ่งนักเตะอย่าง เอกนิษฐ์ ปัญญา, พาทริก กุสตาฟสันส์, เจริญศักดิ์ วงษ์กรณ์ หรือโจนาธาร เข็มดี ในการเป็นตัวหลักแทนก็เป็นได้
จากสายการแข่งขัน ทีมชาติไทยจะต้องเจอกับ มาเลเซีย, สิงคโปร์, กัมพูชา และติมอร์เลสเต ว่ากันตามฝีเท้าแล้ว ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ทีมชาติไทยจะต้องเข้ารอบรองชนะเลิศได้เป็นอย่างน้อย และอาจจะไปถึงรอบชิงชนะเลิศได้ ดังนั้นคงต้องลุ้นกันว่าจะคว้าแชมป์ได้อย่างที่ตั้งใจหรือไม่
หลังจากนั้นก็จะเป็นเอเชี่ยน คัพ 2027 รอบคัดเลือก ในปีหน้า ที่จะเริ่มเตะกันตั้งแต่ฟีฟ่าเดย์ เดือนมีนาคม โดยจะมีการจับสลากแบ่งสายกันในวันที่ 9 ธันวาคมนี้ ซึ่งจากอันดับโลกปัจจุบัน ทีมชาติไทยจะการันตีอยู่ในโถ 1 อย่างแน่นอน
ซึ่งการที่ไทยอยู่โถ 1 จะทำให้เจอกับคู่แข่งที่ไม่หนักมาก และยังได้เปิดหัว-ปิดท้ายในบ้านตัวเองทั้งหมด เป็นความได้เปรียบที่จะทำให้ทีมไทยผ่านเข้ารอบได้
แต่การที่แบ่ง 6 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ทีม เอาแค่แชมป์กลุ่มเข้ารอบสุดท้ายเท่านั้น ก็ทำให้งานของทีมชาติไทยกดดันไม่น้อย เนื่องจากจะพลาดไม่ได้เลยแม้แต่เกมเดียว
ก็นับว่านี่คือบททดสอบที่สำคัญ ที่กำลังรอมาซาทาดะ อิชิอิ อยู่หลังจากนี้เป็นต้นไป

