‘รูเบน อโมริม’ นายใหญ่อสูรแดง ผู้แบกความหวังปลุก DNA แมนฯยู

4.11.24 | 06:00 น.

‘รูเบน อโมริม’ นายใหญ่อสูรแดง ผู้แบกความหวังปลุก DNA แมนฯยู

ในที่สุด “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อดีตยอดทีมแห่งเกาะอังกฤษก็ประกาศเลือก รูเบน อโมริม กุนซือหนุ่มชาวโปรตุกีส นั่งแท่นกุนซือคนใหม่ของทีมบอลขวัญใจมหาชนคนทั่วโลกแทนที่ อีริก เทน ฮาก ที่กระเด็นออกไปหลังจากออกสตาร์ตฤดูกาลใหม่ย่ำแย่ผ่านไป 9 นัดอยู่อันดับ 14 ของตาราง

รูเบน อโมริม ในวัย 39 ปี เซ็นสัญญากับ แมนฯ ยูไนเต็ด ถึงเดือนมิถุนายน ปี 2027 พร้อมออปชั่นขยายได้อีก 1 ปี และจะเริ่มงานวันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน ก่อนประเดิมคุมนัดแรกในเกมออกไปเยือน อิปสวิช ทาวน์ วันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน

อโมริม ถือเป็นอีกหนึ่งกุนซือมากฝีมือในยุทธจักรผู้จัดการทีมฟุตบอลในยุคนี้ เขาเคยถูกหมายปองจาก “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล โคตรทีมแห่งยุคของเกาะอังกฤษมาแล้วแต่สุดท้าย “หงส์แดง” เลือกไปที่ อาร์เน่อ ชล็อต กุนซือเฟเยนูร์ด

 

Advertisement

สมัยเป็นนักฟุตบอล อโมริม เคยเป็นนักเตะในตำแหน่งมิดฟิลด์ให้กับสโมสรเบเลเนนส์ (2003-2008) และเบนฟิก้า (2008-2017) รวมทั้งเคยไปเล่นให้บราก้า แบบยืมตัว ฝีเท้าในสนามของ อโมริม ไม่เบา โดยผ่านการติดทีมชาติโปรตุเกส มาทั้งรุ่น ยู-18, ยู-19, ยู-20 และ ยู-21 และชุดใหญ่ที่รับใช้ชาติไป 14 นัด

อโมริม แขวนสตั๊ดในปี 2017 ก่อนผันตัวเป็นโค้ชโดยมีโอกาสไปคุม คาซา เปีย สโมสรระดับดิวิชั่น 3 เป็นทีมแรกในปี 2018 ก่อนไปคุม บราก้า ปี 2019 และมา สปอร์ติ้ง ปี 2020

 

 

กุนซือชาวโปรตุกีส ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมให้กับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน ตั้งแต่เข้ามาคุมทีมเมื่อปี 2020 โดยพาทีมคว้าแชมป์ลีกสองสมัยในซีซั่น 2020/21 และ 2023/24 รวมทั้งฟุตบอลถ้วยอีก 3 รายการ ขณะที่ฤดูกาลนี้คุมทีมลงเล่นไป 9 เกมยังไม่เสียแต้มให้ใครชนะรวด ยิงไป 30 ลูก เสียเพียง 2 ประตู ขณะที่ผลงานในแชมเปี้ยนส์ลีก ลงเล่นไป 3 เกม ชนะ 2 เสมอ 1

อโมริม ได้รางวัลกุนซือยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาลของ พรีเมียร่า ลีก้า สองสมัยในปี 2021 และ 2024 รวมทั้งเคยได้เทรนเนอร์ยอดเยี่ยมประจำเดือน 9 หน

อโมริม ขึ้นชื่อในเรื่องการวางแท็กติก โดยมีความยืดหยุ่นปรับได้ตามสถานการณ์ และมีความแข็งแกร่งทั้งเกมรับและเกมรุก จุดเด่นสำหรับกุนซือคนหนุ่มรายนี้ คือถนัดใช้ระบบการเล่นแบบ 3-4-3 หรือปรับเป็น 3-4-2-1 ก็ได้ และมักให้โอกาสกับบรรดานักเตะดาวรุ่งอยู่เสมอ

แท็กติกของ อโมริม เป็นฟุตบอลสมัยใหม่ที่เน้นเกมรุก โจมตีคู่แข่งรวดเร็ว และบุกมันเร้าใจสร้างความเอนเตอร์เทนให้แฟนบอลซึ่งน่าจะถูกใจกองเชียร์ “อสูรแดง” แน่นอน

นอกจากฝีมือการคุมทีมแล้วนั้น อีกหนึ่งอย่างที่หลายคนมองว่า อโมริม คล้ายกับ โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือเพื่อนร่วมชาติคือเรื่องจิตวิทยา และฝีปากในการพูด

สมัยเป็นนักเตะ อโมริม เคยเล่นให้กับ เบนฟิก้า เจอ “ปีศาจแดง” ในถ้วยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่มซีซั่น 2011/12 ซึ่งจบลงด้วยผลเสมอทั้งสองนัด อโมริม ยังเคยมาดูงานที่ แมนเชสเตอร์ สมัยที่ โชเซ่ มูรินโญ่ คุมแมนยู เมื่อปี 2018 และเจ้าตัวก็ยกให้เฮียมูเป็นเหมือนอาจารย์ของตัวเอง

 

นอกจากนั้น อโมริม ยังจะได้มาร่วมงานกับ มานูเอล อูการ์เต้ กองกลาง แมนยู อีกครั้งด้วย หลังปลุกปั้นตอนคุม สปอร์ติ้ง ก่อนย้ายไปอยู่กับ ปารีส แซงต์ แชร์แมง จนกระทั่ง “ปีศาจแดง” ดึงมาร่วมทีมในฤดูกาลนี้

อโมริม คุมทีมในโปรตุเกสด้วยการครองบอลที่มากกว่าทีมอื่นๆ ทำให้วิงแบ๊กส่วนใหญ่จะอยู่ในแดนคู่แข่งเพื่อเล่นเกมรุก แต่การย้ายมาพรีเมียร์ลีก เขาอาจจะทำแบบนั้นไม่ได้ทุกเกม นั่นคือจุดที่เขาจะต้องปรับตัวและปรับแท็คติกให้ได้เช่นกัน

ปัญหาคือ การย้ายมาครั้งนี้ อโมริม จะยังสามารถยึดในแนวทางของตัวเองได้หรือไม่? ผู้เล่นที่มีอยู่จะสามารถปรับตัวให้เข้ากับระบบใหม่ของเขาได้รวดเร็วแค่ไหน? การไม่มีปรีซีซั่น บวกโปรแกรมลงเตะที่มีค่อนข้างต่อเนื่องจะทำให้ได้รับผลกระทบในการฝึกซ้อมแท็คติกใหม่แค่ไหน? จะรับมือกับความกดดันจากความคาดหวังของแฟนบอลปีศาจแดงได้แค่ไหน? จะกล้าเด็ดขาดกับนักเตะปีศาจแดงที่ชอบเล่นไล่โค้ชเมื่อพวกเขาไม่พอใจหรือไม่?

สิ่งเหล่านี้ล้วนยังเป็นเครื่องหมาย? ต่อการมานั่งแท่นกุนซือใหญ่ “ปีศาจแดง” ของ รูเบน อโมริม

ที่น่าจับตามองอีกอย่างคือ อโมริม จะได้เงินจากบอร์ดบริหารผ่าตัดทีมตามที่เขาต้องการได้มากน้อยแค่ไหน แล้วเขาจะกล้าเปลี่ยนนักเตะที่ “ไม่ใช่” แผนการทำทีมตามสไตล์ของเขาหรือไม่?

ว่ากันว่า ช่วงปีใหม่ยังจะไม่มีการเสริมทัพ จะใช้นักเตะที่มีอยู่ไปก่อน จึงมองกันว่า ไลน์อัพ 11 คนแรกของแมนยู จะยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากยุคของ เทนฮาก มากนัก แต่อโมริมน่าจะเข้ามาทำให้เกมรับ และรุก ของแมนยู สมดุลมากขึ้น และคงจะเล่นบอลบุกมากขึ้น เนื่องจากบอลจะถ่ายออกด้านข้างทั้งซ้าย-ขวา เหมือนลิเวอร์พูล มากขึ้น

DNA ของแมนยูไนเต็ด ไม่เหมาะกับสไตล์การเล่น 4-2-3-1 สไตล์ที่เหมาะกับแมนยู มากที่สุดยังยืนว่าน่าจะเป็น 4-4-2 ใครจะว่าโบราณถามกลับว่า เอาอะไรมาวัด? ถ้าผลสัมฤทธิ์มันคือ 3 แต้ม และถูกใจแฟนบอล

บอลอย่างแมนยู มันต้องเดินหน้าบุกแหลกแล้วแหกค่ายชนิดระเบิดภูเขาเผากระท่อม ถ้าเป็นหนังก็ต้องเป็นหนักแอ๊กชั่นแนวโหด ซาดิสต์ แพ้เป็นแพ้ ชนะก็ต้องท่วมท้น ไม่ต้องเกรงใจ “ราคาต่อรอง” กันอีกต่อไป

ยุคของ รูเบน อโมริม น่าจะปรับมายืนกันในระบบ 3-4-3 หรือ 4-3-3 แฟนแมนฯ ยู คงได้เห็น DNA ของปีศาจแดงฟื้นคืนชีพกลับมาพอสมควร

แต่ยังยืนยันว่า คุณภาพนักเตะที่มีอยู่ “ไม่พอ” ที่จะทำให้ แมนยูไนเต็ด ทวงคืนศักดิ์ศรีที่พังพินาศลงไปกลับคืนมา ต้องเสริมนักเตะคุณภาพระดับ “เกรด A+” ที่สำคัญต้องมีตัวคอนโทรลเกมคุณภาพคับแก้วมาผนึกกำลังกับ บรูโน่ แฟร์นานเดส อีก 1 ตำแหน่ง

หากหวังจะกลับมาต้องกล้าได้กล้าเสียกันพอสมควร เอาแค่ฤดูกาลนี้ให้รอดตัวกลับมาคว้าโควต้าบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาลหน้า ก็เหนื่อยแล้ว

ต้องรอวัดกึ๋น วัดฝีมือของ อโมริม อย่างจริงๆ จังๆ ฤดูกาลหน้าเลย…

 

 

เรื่องโดย นที ศรีพารัตน์