เลือกตั้งสหรัฐ – ถอดรหัสสายสัมพันธ์ ทรัมป์กับกีฬา จากอดีต-ปัจจุบัน-อนาคต
ความที่ โดนัลด์ ทรัมป์ มีบทบาทในภาคธุรกิจโดยเฉพาะในด้านอสังหาริมทรัพย์มายาวนานก่อนจะลงเล่นการเมือง ทำให้เขามีความเกี่ยวพันกับวงการกีฬาอย่างลึกซึ้ง
ดังนั้น ในการหาเสียงก่อนการเลือกตั้ง จนถึงการคว้าชัยชนะ และการเตรียมกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐสมัยที่ 2 ต้นปีหน้าของเขา จึงมีความเกี่ยวเนื่องกับวงการกีฬาทั้งทางตรงและทางอ้อมอยู่ไม่น้อย
กีฬาที่ทรัมป์ผูกพันมากที่สุดคงไม่พ้น กอล์ฟ ครั้งหนึ่ง แจ๊ค นิคลอส ตำนานสะวิงชาวอเมริกัน เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “ทรัมป์รักกอล์ฟเสียยิ่งกว่าเงินของเขาเสียอีก” ขณะที่ตัวทรัมป์เองเคยให้สัมภาษณ์ก่อนการดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐสมัยแรกว่า เขายินดีเจรจาธุรกิจเรื่องสนามกอล์ฟบนโต๊ะอาหารกลางวัน แบบที่ไม่ทำกับธุรกิจอย่างอื่น

จากข้อมูลในปี 2016 ทรัมป์เป็นเจ้าของสนามกอล์ฟทั่วโลกรวม 17 แห่ง สนามกอล์ฟของเขาเคยได้รับเลือกให้จัดการแข่งขันทัวร์นาเมนต์ใหญ่ๆ ทั้งในพีจีเอทัวร์และแอลพีจีเอทัวร์บ่อยครั้ง อาทิ ศึกเมเจอร์ พีจีเอ แชมเปี้ยนชิพ เมื่อปี 2022
และทันทีที่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้ รอรี่ แม็คอิลรอย อดีตโปรกอล์ฟมือ 1 ของโลกชาวไอร์แลนด์เหนือ ก็ให้สัมภาษณ์ทันทีว่า หวังว่าทรัมป์จะช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างพีจีเอทัวร์และดีพีเวิลด์ทัวร์ กับลิฟกอล์ฟ ให้ลุล่วงได้
เพราะตั้งแต่ทั้ง 2 ฝั่งประกาศจับมือกัน จนถึงตอนนี้การเจรจาหาข้อสรุประหว่างผู้บริหารพีจีเอทัวร์กับ พับลิก อินเวสต์เมนต์ ฟันด์ (PIF) กลุ่มทุนจากซาอุดีอาระเบีย ซึ่งสนับสนุนลิฟกอล์ฟ เกี่ยวกับการควบรวมทัวร์คู่แข่ง 2 ฝั่งเข้าด้วยกันจะเป็นอย่างไร ทั้งที่กำหนดเส้นตายก็ล่วงเลยมาเกือบปีแล้ว

รอรี่บอกว่า ทรัมป์มีความสัมพันธ์ที่ดีกับซาอุดีอาระเบียมานาน ซึ่งไม่ใช่เรื่องเกินจริง เพราะ จาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของทรัมป์ทำธุรกิจกับซาอุฯตั้งแต่การดำรงตำแหน่งครั้งแรกของพ่อตา และยังมีสายสัมพันธ์ที่ดีต่อมาแม้หมดอำนาจจากทำเนียบขาวแล้ว นอกจากนี้สนามกอล์ฟของทรัมป์ก็ถูกใช้ในการแข่งขันลิฟกอล์ฟมาแล้ว 2-3 ครั้ง เจ้าตัวเองก็ประกาศในรายการพอดแคสต์ช่วงหาเสียงว่าพร้อมช่วยหาทางออกในเรื่องนี้
ว่ากันว่าอุปสรรคที่ทำให้การเจรจาไม่คืบหน้าเพราะกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐแสดงความเป็นห่วงเรื่องบทบาทของกลุ่มทุนนอกประเทศ แต่ถ้าทรัมป์เข้ามาบริหารประเทศแล้ว ก็น่าจะทำให้การดำเนินการง่ายขึ้นมาก เพียงแต่ตอนนี้ทรัมป์บอกว่ายังมีเรื่องใหญ่กว่าที่ต้องจัดการ เรื่องกอล์ฟจึงอาจต้องรอไปก่อน
นอกจากกอล์ฟแล้ว มิตรภาพทั้งระดับส่วนตัว ภาคธุรกิจ และการเมือง ยังทำให้เขาเกี่ยวพันกับคนกีฬาอีกมากมาย ตัวอย่างชัดๆ จากเวทีปราศรัยประกาศชัยชนะหลังเลือกตั้ง นอกจาก ไบรสัน เดอแชมโบ โปรกอล์ฟดังดีกรีแชมป์เมเจอร์ที่ขึ้นไปร่วมยินดีแล้ว ดาน่า ไวต์ ซีอีโอของ อัลติเมต ไฟติ้ง แชมเปี้ยนชิพ (UFC) สังเวียนแข่งขันศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน (MMA) ยอดนิยม ก็ขึ้นไปร่วมพูดออกไมก์ด้วยตัวเอง

ไวต์ผูกพันกับทรัมป์มานานหลายทศวรรษ โดยช่วงที่ UFC เพิ่งตั้งไข่ในปี 2001 (หลังไวต์ชักชวนพี่น้อง แฟร์ติตต้า ไปซื้อกิจการเดิมที่กำลังง่อนแง่น) ทรัมป์เป็นคนเสนอให้ UFC ใช้โรงแรมของเขาในนิวเจอร์ซีย์ จัดการแข่งขัน
และท่ามกลางกระแสต่อต้านจากนักการเมืองเบอร์ใหญ่ในช่วงแรก ทรัมป์ก็พร้อมให้การสนับสนุน UFC จนไวต์บอกว่า ทรัมป์เป็น “พันธมิตร” สำคัญที่ช่วยเปิดโอกาสให้ UFC ได้เติบโตจนกลายมาเป็นแนวหน้าของกีฬา MMA ในปัจจุบัน
ไม่ใช่แค่ทรัมป์ที่เป็นฝ่าย “ให้” อย่างเดียว เขาเองก็ “ได้รับ” อะไรๆ ย้อนกลับมาจากสายสัมพันธ์ที่ดีกับไวต์และ UFC เช่นกัน
นอกจากนักกีฬา UFC หลายคนจะประกาศตัวสนับสนุนทรัมป์แล้ว โจ โรแกน นักจัดพอดแคสต์ยอดนิยมอันดับ 1 ของสหรัฐหรืออาจจะของโลก ก็เป็นนักพากย์ UFC เขาเคยเชิญทรัมป์ไปให้สัมภาษณ์ในรายการพอดแคสต์ของตัวเอง (ซึ่ง คามาลา แฮร์ริส คู่ชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีของทรัมป์ปฏิเสธ) ต่อมาโรแกนประกาศสนับสนุนทรัมป์ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งว่ากันว่ามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยเฉพาะบรรดาคนหนุ่มซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของ UFC และผู้ศรัทธาในตัวโรแกนไม่มากก็น้อย
ไม่ใช่แค่ไวต์ ทรัมป์ยังมีสัมพันธ์ที่ดีกับผู้บริหารธุรกิจสปอร์ตเอ็นเตอร์เทนเมนต์อีกรายอย่าง ลินดา แม็คมาฮอน อดีตประธาน WWE เวทีมวยปล้ำอาชีพยอดฮิตซึ่งเมื่อปีที่แล้วเพิ่งจับมือกับ UFC สร้างองค์กร TKO เป็นยักษ์ใหญ่วงการกีฬาต่อสู้
แม็คมาฮอนเคยเป็นหนึ่งในทีมเศรษฐกิจของทรัมป์ในการดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐเทอมแรก และหลายคนเก็งว่าเธอเป็นตัวเต็งรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ใน ครม.ของทรัมป์ 2.0

นอกจากแม็คมาฮอนแล้ว บุคลากรอื่นๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับวงการกีฬาที่คาดว่าจะมีส่วนร่วมใน ครม.หรือทีมงานบริหารชุดใหม่ของทรัมป์ อาทิ ซูซี่ ไวลส์ หัวหน้าทีมหาเสียงของทรัมป์ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ เป็นลูกสาวของ แพ็ต ซัมเมอร์ออล ผู้บรรยายอเมริกันฟุตบอลผู้ล่วงลับ, วู้ดดี้ จอห์นสัน เจ้าของทีม นิวยอร์ก เจ๊ตส์ เคยเป็นเอกอัคราชทูตสหรัฐประจำสหราชอาณาจักรในช่วงที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งครั้งแรก, เฮอร์เชล วอล์กเกอร์ อดีตดาวเด่นอเมริกันฟุตบอลลีก USFL ซึ่งทรัมป์เคยเป็นเจ้าของ เคยลงชิงตำแหน่งวุฒิสมาชิกเมื่อปี 2020 (แต่แพ้) และมารอบนี้ ทรัมป์ก็เคยให้สัมภาษณ์ทีเล่นทีจริงว่าจะตั้งเขาดูแลระบบขีปนาวุธป้องกันประเทศ
ขณะที่ ฮัลก์ โฮแกน ตำนานนักมวยปล้ำอาชีพชื่อดังซึ่งประกาศตัวเชียร์ทรัมป์หลังเหตุลอบสังหารที่เพนซิลเวเนีย เคยเสนอตัวช่วยงานด้านสาธารณสุขโดยร่วมมือกับ โรเบิร์ต เอฟ เคนเนดี้ จูเนียร์ อดีตผู้ท้าชิงตำแหน่งพรรคเดโมแครตที่ผันตัวมาสนับสนุนทรัมป์และเพิ่งมีข่าวว่าได้รับการเสนอชื่อเป็น รมว.กระทรวงสาธารณสุขคนใหม่
ในส่วนของแนวทางการบริหารประเทศที่เกี่ยวเนื่องกับกีฬานั้น แม้ทรัมป์ไม่ได้กำหนดเป็นนโยบายชัดเจน แต่ก็พูดในช่วงที่ไปออกรายการพอดแคสต์ก่อนการเลือกตั้งเอาไว้
ประเด็นสำคัญนอกจากเรื่องสางปัญหาวงการกอล์ฟ คือประเด็นเรื่องค่าบัตรชมการแข่งขัน โดยว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐ แสดงทรรศนะว่า ปัจจุบันลีกกีฬาอาชีพละเลยแฟนๆ กลุ่มชนชั้นกลาง ตั้งราคาตั๋วเข้าชมไว้สูงลิบ จนแฟนๆ แทบจ่ายไม่ไหว และเขาจะเข้าไปจัดการเรื่องนี้ถ้าชนะเลือกตั้ง (ข้อมูลจากสื่อมะกันระบุว่า ถ้าครอบครัว 4 คน จะไปชมเกมลีกเอ็นเอฟแอล ต้องจ่ายเงิน 631.63 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 21,500 บาท ต่อนัด ในปี 2023 เพิ่มขึ้นจากดิม 7.1 เปอร์เซ็นต์)

เขายังบอกด้วยว่าถึงตอนนี้ก็ยังไม่ญาติดีกับ เอ็นเอฟแอล เพราะอีกฝ่ายปฏิบัติต่อคนอื่นไม่ดี โดยเฉพาะกับแฟนๆ
ย้อนไปในช่วงดำรงตำแหน่งผู้นำโลกเสรีครั้งแรกระหว่างปี 2016-2020 ทรัมป์เคยมีกรณีพิพาทกับทั้งลีกอเมริกันฟุตบอลเอ็นเอฟแอล และลีกบาสเกตบอลเอ็นบีเอ เมื่ออกมาวิจารณ์ทั้งลีกและเจ้าของทีมที่ปล่อยให้นักกีฬาคุกเข่าช่วงเคารพธงชาติก่อนเกม ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจาก โคลิน คาเปอร์นิค อดีตควอเตอร์แบ๊กทีมซานฟรานซิสโก ฟอร์ตี้ไนเนอร์ส คุกเข่าประท้วงการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อคนผิวดำซึ่งขยับขอบเขตเป็นการประท้วงความเหลื่อมล้ำต่างๆ ในเวลาต่อมา
ด้วยบุคลิกและคาแร็กเตอร์ รวมถึงสถานะของทรัมป์ในตอนนั้น ทำให้เขาโดนกระแสตีกลับอย่างหนักจากทั้งนักกีฬา แฟนๆ และผู้บริหารทีมหลายทีม เรียกว่าเป็นการจุดกระแสต่อต้านเขาจากฝั่งเสรีนิยมให้แรงยิ่งขึ้น จากเดิมที่ก็กรุ่นๆ อยู่แล้วในช่วงหลังเลือกตั้ง
มารอบนี้ สถานการณ์เปลี่ยน ผลการเลือกตั้งก็เปลี่ยน ไม่ได้แพ้ชนะกันสูสีเหมือน 2 ครั้งที่ผ่านมา เรียกได้ว่าทรัมป์และรีพับลิกันชนะแบบ “แลนด์สไลด์” จึงเป็นเรื่องน่าติดตามว่าปฏิกิริยาทั้งสองฝั่งที่มีต่อกันและกันจะยังเหมือนเดิมหรือเปลี่ยนไปขนาดไหน
อีกประเด็นที่น่าติดตามไม่แพ้กันคือ ในวาระการดำรงตำแหน่งผู้นำรอบใหม่นี้ สหรัฐอเมริกาจะเป็นเจ้าภาพอีเวนต์กีฬาระดับโลก 2 รายการต่อเนื่อง นั่นคือศึก ฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐจะเป็นเจ้าภาพร่วมกับแคนาดาและเม็กซิโก รวมถึง โอลิมปิกเกมส์ 2028 ซึ่งนครลอสแองเจลิสจะเป็นเจ้าภาพ
การแสดงแสนยานุภาพทั้งความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพและผลงานในสนามย่อมสอดคล้องกับนโยบายหาเสียงของทรัมป์ที่ว่า “Make America Great Again”
จึงเป็นประเด็นใหญ่ที่น่าสนใจและน่าติดตามไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน!


