5 แนวทางแก้ปัญหา เรือใบสีฟ้าฝ่าวิกฤต
นับเป็นสถานการณ์ที่ชวนตื่นตระหนกไม่น้อยสำหรับแฟนบอล แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เมื่อแชมป์เก่าพรีเมียร์ลีก 4 สมัยซ้อน ออกอาการเสียศูนย์อย่างหนัก ทั้งฟอร์มในสนามและผลงานที่น่าผิดหวังต่อเนื่อง
แมนซิตี้ไม่ชนะใครมาแล้วถึง 6 นัดติดต่อกัน เป็นเวลา 1 เดือนเต็ม อีกทั้งที่ว่าไม่ชนะนั้น 5 นัดก่อนหน้านี้เป็นการแพ้ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นครั้งแรกในชีวิตการเป็นโค้ชอาชีพของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า แถมผลเสมอนัดล่าสุดยังเป็นการเสมอแบบน่าเจ็บใจเพราะทำสกอร์นำ 3-0 เสียของ มาโดนไล่เจ๊า 3-3
ภาษากายของเป๊ปและนักเตะแมนซิตี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความตึงเครียดและกดดันที่พวกเขาต้องเผชิญ พอเสียความมั่นใจก็ส่งผลกับฟอร์มการเล่น และย้อนกลับไปทำให้เสียความมั่นใจมากขึ้นไปอีก
ประเด็นที่เป๊ปยอมรับกับสื่อช่วงที่ทีมแพ้ติดๆ กันคือ แมนซิตี้มีปัญหาเรื่องเกมรับ และไม่สามารถคุมเกมได้ดีเท่าที่ควร จากที่เคยเป็นจุดเด่นของทีมมาโดยตลอด
เว็บไซต์อย่างเป็นทาางการของ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ โดยผู้สื่อข่าว อเล็กซ์ เคเบิล จึงเขียนบทความวิเคราะห์ปัญหาพร้อมเสนอแนะแนวทางแก้ไข 5 ประการ เพื่อที่เรือใบสีฟ้าจะฝ่าฟันวิกฤตครั้งนี้ไปได้ ดังนี้

ขยับอาคันจีไปตำแหน่งหมายเลข 6
ปัญหาของซิตี้ในช่วงหลังๆ คือการเปิดโอกาสให้คู่แข่งเข้าถึงกรอบเขตโทษมากขึ้น มีปัญหาในการเล่นเคาน์เตอร์เพรสซิ่ง และไม่สามารถหยุดเกมโต้กลับเร็วของอีกฝ่ายได้
เทียบสถิติ 5 ฤดูกาลหลังสุด เวลาโดนสวนกลับ คู่ต่อสู้มีโอกาสจบสกอร์เฉลี่ยต่อนัด 0.3-0.7 ในช่วง 4 ฤดูกาลก่อนหน้านี้ แต่มาฤดูกาลนี้ คู่แข่งมีโอกาสจบสกอร์เฉลี่ยนัดละ 1.2 เข้าไปแล้ว
ปัญหาใหญ่ของทีมเวลานี้คือการขาด โรดรี้ ที่สภาพร่างกายไม่สมบูรณ์ เมื่อเขายังไม่สามารถกลับมาคุมแดนกลางได้ เป๊ปก็ต้องหาผู้เล่นเบอร์ 6 ที่เหมาะสมมาทดแทนก่อน
ที่ผ่านมาเขาลองใช้ อิลคาย กุนโดกัน กับ มาเตโอ โควาซิช แต่ยังไม่ตอบโจทย์เท่าที่ควร
พรีเมียร์ลีกเสนอให้ลองพิจารณา มานูเอล อาคันจี ซึ่งมีทั้งพลัง การเล่นที่ดุดัน เพื่อแย่งบอลกลับมากุมความได้เปรียบอีกครั้ง
เป๊ปเคยใช้งานอาคันจีในตำแหน่งนี้มาก่อน แต่ไม่ไว้ใจเขาอีกตั้งแต่เกมเสมอ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ 3-3 เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว
บางทีนี่อาจถึงเวลาต้องทบทวนความคิดนั้นใหม่อีกครั้ง

ยกระดับเกมเพรสซิ่ง
เกมเพรสซิ่งของซิตี้ดร็อปลงจริงโดยเฉพาะตอนที่เสียบอล เพราะเดิมนั้น เมื่อพลาดพลั้งเสียบอลให้ฝ่ายตรงข้าม นักเตะเรือใบก็จะรีบเข้าไปเพรสซิ่งเพื่อแย่งบอลคืนทันที
มีสถิติยืนยันว่าตอนนี้ซิตี้เป็นอันดับบ๊วยของลีกทั้งเรื่องเสียบอลเมื่อโดนคู่แข่งเพรสซิ่งใส่ (211 ครั้ง), สถิติเคาน์เตอร์เพรสซิ่งรวม (512 ครั้ง) และสถิติเคาน์เตอร์เพรสซิ่งในแดนกลาง (183 ครั้ง)
ซิตี้ยุคก่อนเมื่อเสียบอลก็จะรีบไล่บี้กดดันเอาบอลคืนในทุกตำแหน่งของสนาม เพื่อหยุดเกมเคาน์เตอร์แอทแทคของคู่ต่อสู้ นำมาสู่การคุมเกมที่เหนือกว่า
แต่สถิติการเคาน์เตอร์เพรสซิ่งเวลานี้ตอกย้ำเรื่องปัญหาในแดนกลางของซิตี้อีกครั้ง ซึ่งไม่ใช่จะแก้กันได้ง่ายๆ ประการหนึ่งเพราะอายุเฉลี่ยของนักเตะที่ค่อนข้างสูง เช่นเกมแพ้สเปอร์ส 0-4 จากผู้เล่น 14 คนที่ได้ลงเล่น มีถึง 9 คนที่อายุไม่ต่ำกว่า 29 ปี

ปรับตำแหน่งปีกและแผนการเข้าทำ
ไม่ใช่แค่เรื่องเกมรับที่เป็นปัญหา เกมรุกของซิตี้เองก็ไม่มีประสิทธิภาพเท่าเก่าโดยเฉพาะในพื้นที่สุดท้ายในแดนฝ่ายตรงข้าม
ปัญหาหนึ่งคือการขาดการสร้างสรรค์เกมริมเส้นทั้งสองฝั่ง โดยที่ผ่านมา เป๊ปชอบให้ปีกสองข้างหุบเข้าไปเล่นตรงกลางบ่อยๆ เพื่อสนับสนุน เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ ปล่อยให้แบ๊กทั้ง ไคล์ วอล์กเกอร์ และ ยอสโก้ กวาร์ดิโอล รับผิดชอบทางกราบซ้ายขวาแทน
ที่น่าสนใจคือช่วงแพ้ 5 นัดติด เป๊ปจัดแผนเลือกใช้ปีกคู่ที่แตกต่างกันถึง 3 ชุด และไม่ว่าการจับคู่แบบไหนก็ดูไม่เวิร์ก
ปัญหาหนึ่งที่ทำให้การใช้งานปีกไม่ค่อยมีประสิทธิภาพนักก็คือปัญหาอาการบาดเจ็บ พอสร้างสรรค์เกมจากสองฝั่งไม่ได้ จำนวนประตูก็ลดลง
ทางแก้อาจจะต้องย้อนไปใช้ปีกสไตล์คลาสสิกที่เล่นริมเส้นจริงๆ ไม่หุบเข้ากลางบ่อยๆ แบบที่เป๊ปชอบทำในช่วงหลัง โดยมีมิดฟิลด์คอยสนับสนุน ซิตี้สมัยก่อนมีเกมรุกที่โดดเด่นหลายตำแหน่ง เหตุผลหนึ่งที่ยิงได้เป็นกอบเป็นกำก็จากการทำเกมริมเส้นสร้างโอกาสเข้าทำ
เว็บพรีเมียร์ลีกเสนอให้เลือกจับคู่ปีกระหว่าง ซาวินโญ่, เฌเรมี่ โดกู, แจ็ค กรีลิช โดยเฉพาะกรีลิชที่น่าจะช่วยลดสปีดเกมหรือเรียกฟาวล์ได้ดี แล้วให้เบอร์ 8 ที่มีอาคันจียืนสนับสนุนอยู่ด้านหลังคอยประสาน น่าจะช่วยให้เกมรุกของทีมยกระดับขึ้น

ใช้งานริโก้ ลูอิส ในตำแหน่งแบ๊กขวา
2 ฤดูกาหลัง เป๊ปขายฟูลแบ๊กตัวสร้างสรรค์เกมไปหลายคน แล้วเลือกเสริมทัพในตำแหน่งเซ็นเตอร์เสียมากกว่า
ทางฝั่งซ้ายถือว่ายังไม่เป็นปัญหา กวาร์ดิโอลทำประตูในลีกไปแล้ว 3 ประตู เป็นสถิติสูงสุดอันดับ 2 ของทีม แถมมีสถิติเป็นอันดับ 3 เรื่องการสร้างโอกาสลุ้นประตู 18 ครั้ง และมีสถิติผ่านบอลได้ประโยชน์สูงที่สุดของทีม 113 ครั้ง
แต่ตำแหน่งแบ๊กขวานั้น วอล์กเกอร์มีปัญหาเรื่องเกมรุก ขณะที่ ริโก้ ลูอิส ดาวรุ่งของทีมโดนใช้งานเป็นมิดฟิลด์ตรงกลางเสียมากกว่า
เว็บพรีเมียร์ลีกแนะให้ลองใช้งานลูอิสเป็นแบ๊กขวาดู น่าจะช่วยเรื่องการสร้างสรรค์เกมได้ กลับไปมีเกมบุกที่คล่องตัวและหลากหลายเหมือนสมัยก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้า เควิน เดอ บรอยน์ กลับมาฟิตสมบูรณ์อีกครั้ง

ยอมพักฮาแลนด์บ้าง
เรื่องความสามารถในการยิงประตูของฮาแลนด์นั้นไม่มีใครเถียง แต่การใช้งานเขาให้มีประสิทธิภาพทำให้ซิตี้ต้องปรับสไตล์การเล่นไปจากเดิมไม่น้อย
ฮาแลนด์มีสถิติสัมผัสบอลเฉลี่ยต่อนัด 19.8 ครั้ง เรียกว่ามีส่วนร่วมกับการทำเกมและการครองบอลน้อย โดยรอจบสกอร์เป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน ฮาแลนด์ทำได้เพียง 2 ประตูจากสถิติความคาดหวัง (Expected Goals (xG)) 6.0
ทางออกที่น่าสนใจคือลองพักดาวยิงชาวนอร์เวย์แล้วใช้ ฟิล โฟเด้น ในตำแหน่งฟอลส์ไนน์ การไม่มีฮาแลนด์ซึ่งยิงในเกมลีกไป 12 ประตู หรือคิดเป็น 55 เปอร์เซ็นต์ของประตูที่ทั้งทีมทำได้ก็น่าจะบีบให้นักเตะคนอื่นต้องยกระดับการเล่นเกมรุกไปในทางหนึ่งด้วย
เผื่อซิตี้สไตล์เดิมๆ ที่หลายคนคุ้นเคยจะกลับมา ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ปัจจุบันไปในเชิงบวกได้บ้างไม่มากก็น้อย


