คำถามที่ต้องตอบของซาอุดีอาระเบีย เจ้าภาพฟุตบอลโลก2034
ทันทีที่ ซาอุดีอาระเบีย ได้รับการรับรองจากชาติสมาชิกของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ(ฟีฟ่า) ให้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2034 หรือในอีก 10 ปีข้างหน้า ที่กรุงริยาดมีการฉลองกันอย่างเต็มที่ แต่ในเวทีโลก มีเสียงวิจารณ์ตามมามากมายอย่างคาดไม่ถึง
ซาอุดีอาระเบียนับชาติเอเชีย ชาติที่ 4 ที่มีโอกาสได้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก ต่อจากเกาหลีใต้-ญี่ปุ่น ที่จัดฟุตบอลโลก 2002 และกาตาร์ ที่เพิ่งจัดฟุตบอลโลก 2022 ไปหมาดๆ
2 สัปดาห์ก่อน ฟีฟ่าได้มีการประกาศคะแนนประเมินชาติที่เสนอตัวเป็นเจ้าภาพ ทั้งปี 2030 ที่มีโมร็อกโก, โปรตุเกส, สเปน รวมทั้งอาร์เจนตินา, อุรุกวัย, ปารากวัย ที่ร่วมกันจัด และซาอุฯ ที่เสนอตัวในปี 2034 โดยฟีฟ่าให้คะแนนความพร้อมของประเทศเศรษฐีน้ำมันที่ 4.2 คะแนน จากเต็ม 5 คะแนน นับเป็นประเทศที่ได้รับคะแนนจากการประเมินมากที่สุดเท่าที่ฟีฟ่าเคยทำมา

สตีฟ ค็อกเบิร์น หัวหน้าฝ่ายสิทธิแรงงานและกีฬา องค์กรนิรโทษกรรมสากล(แอมเนสตี้) ออกมาแสดงความเห็นว่า เป็นไปอย่างที่คิดไว้ ฟีฟ่าพยายามใช้การเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกในการฟอกขาวให้กับซาอุดีอาระเบียในเรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชน และไม่ได้เห็นความพยายามในการปกป้องแรงงานที่ได้รับผลกระทบในด้านลบ คนที่ถูกขับไล่ออกจากประเทศ หรือนักเคลื่อนไหวที่ถูกจับ
ถ้าจะตีความกันง่านๆ คือ แอมเนสตี้มองว่าฟีฟ่าเห็นด้วยการกับละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยการให้ซาอุฯได้จัดทัวร์นาเมนต์กีฬาที่มีผู้คนสนใจมากที่สุดในโลก
กาตาร์ที่เพิ่งจัดเวิลด์คัพ 2022 จบไป โดนวิจารณ์อย่างหนักในเรื่องของการใช้แรงงานในการสร้างสนามเกินความเหมาะสมจนมีแรงงานเสียชีวิตนับพัน และการมีกฎหมายที่ลงโทษกลุ่ม LGBTQ+ หรือกลุ่มเพศทางเลือก ซึ่งซาอุฯดูจะมีปัญหาเดียวกันกับกาตาร์ในสายตาของชาวโลก โดยเฉพาะกลุ่มที่เน้นหนักเรื่องสิทธิมนุษยชน
อีกปัญหาหนึ่งที่เหมือนเป็นเดจาวู คือ ช่วงเวลาแข่งขันที่กาตาร์เคยถูกเล่นงานอย่างหนัก เพราะต้องปรับช่วงเวลาแข่งขันจัดหน้าหนาวของประเทศเจ้าภาพ เนื่องจากในช่วงมิถุนายน-กรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงปกติที่จัดฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ภูมิภาคตะวันออกกลางจะเป็นหน้าร้อนที่อุณหภูมิสูงมาก จึงต้องปรับไปแข่งช่วงหน้าหนาว ซึ่งตรงกับปลายปี ที่ฟุตบอลลีกฝนหลายประเทศฟาดแข้งกันอยู่

อย่างไรก็ตามฟีฟ่ายืนยันว่าซาอุฯ ไม่ได้แจ้งว่าจะเลื่อนไปแข่งหน้าหนาวแบบที่กาตาร์ทำ แต่ด้วยความที่ยังมีเวลาอีก 10 ปี กว่าจะถึงวันนั้น ทำให้ต้องคอยติดตามกันว่าเจ้าภาพในปี 2034 จะจัดการเรื่องนี้อย่างไร
ฟีฟ่าและซาอุฯรู้ดีอยู่แล้วว่าในวันที่ยืนยันให้ซาอุฯเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก ก็จะต้องถูกตั้งคำถามมากมายหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องแรงงาน สิทธิมนุษยชน การมีส่วนร่วมของผู้หญิง ซึ่งก็มีการเตรียมตอบคำถามเหล่านี้เอาไว้พอสมควรแล้ว อาจจะไม่ได้เป็นคำตอบโดยตรง แต่ก็ถือว่าตรงประเด็น
จานนี่ อินฟานติโน่ ประธานฟีฟ่า ออกมาแก้ต่างเรื่องนี้ว่า เข้าใจถึงการถูกวิจารณ์และความกังวล แต่ก็เชื่อมั่นในเจ้าภาพที่จะจัดการกับเรื่องเหล่านี้ได้ เราได้มีการทำทุกเรื่องให้โปร่งใส และเปลี่ยนแปลงในหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องทางสังคมและสิทธิมนุษยชน เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งในการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก ซึ่งทั่วโลกจับตามองอยู่
ซาอุดีอาระเบียมีแรงงานข้ามชาติที่เข้าไปทำงาน 13.4 ล้านคน คิดเป็น 42 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมดในประเทศ การที่มีแรงงานเยอะขนาดนี้ เพราะโปรเจ็กต์ “วิชั่น 2030” ที่รัฐบาลกำลังยกระดับความทันสมัยของประเทศด้วยการผุดสิ่งก่อสร้างอัลงการมากมาย ซึ่งแรงงานก่อสร้างและรงงานบริการต้องสู้กับปัญหาต่างๆ เช่น การไปทำงานแบบผิดกฎหมาย อากาศร้อนจัด ค่าแรงน้อย และการโจรกรรม

นูน (Noon) บริษัทขายสินค้าออนไลน์ยักษ์ใหญ่ของซาอุฯ ซึ่งเป็นสปอนเซอร์ของทั้งนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สองสโมสรฟุตบอลในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ออกมาปฏิเสธสิ่งที่ถูกกล่าวหา และยืนยันว่านูนและบริษัทต่างๆ ในประเทศต่างคำนึงคุณภาพชีวิตที่ดีของแรงงาน ทั้งเรื่องสุขภาพ ความปลอดภัย ตามกฎหมายที่กำหนดไว้
แรงงานคนหนึ่งได้บอกกับองค์กรสิทธิมนุษยชนว่า เขาได้รับเงินเดือน 2 เดือนแรกตรงเวลา แต่หลังจากนั้นก็ไม่เคยได้ตรงเวลาอีกเลย เมื่อไปถามผู้จัดการ ก็ได้รับคำตอบว่า ตายก่อนสิแล้วจะจ่ายให้
ฟีฟ่าเองได้ตอบเรื่องนี้ว่า ซาอุฯได้ยืนยันว่าจะมีการจ่ายค่าจ้างที่ยุติธรรม รวมทั้งคำนึงถึงสวัสดิภาพที่ดีของแรงงานด้วย โดยยึดกฎหมายแรงงานระหว่างประเทศในทุกด้าน

ในมุมของการจำกัดสิทธิผู้หญิงในประเทศนี้ ที่ไม่มีอิสระในหลายๆ เรื่อง แต่ทั้งซาอุและฟีฟ่าย้ำชัดว่า ฟุตบอลโลก 2034 จะเป็นการสร้างประโยชน์ให้กับวงการฟุตบอลหญิงซาอุฯ วางรากฐานที่ดีให้กับผู้หญิงในการมีส่วนร่วมกับฟุตบอล ในปัจจุบันมีการแข่งขันฟุตบอลลีกหญิง 2 ดิวิชั่น มีนักเตะกว่า 1,000 คน นับเป็นความสำเร็จขั้นแรกแล้ว
มุมของเพศทางเลือกที่ขัดกับกฎหมายศาสนาของซาอุฯ ซึ่งเป็นประเด็นที่ส่งผลต่อความรู้สึกต่อกลุ่ม LGBTQ+ อย่างมาก เพราะโทษในเรื่องนี้สูงสุดอยู่ที่การประหารชีวิต และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีรายงานว่ากลุ่มเพศทางเลือกถูกจับจากรสนิยมทางเพศจำนวนไม่น้อย ดังนั้นกลุ่มเพศทางเลือกจึงกังวลถึงอิสระและความปลอดภัยของพวกเขาเมื่อไปใช้เวลาอยู่ในซาอุฯ
เมื่อปี 2023 ได้มีการตั้งคำถามว่าประเทศนี้ต้อนรับกลุ่ม LGBTQ+ หรือไม่?
การท่องเที่ยวซาอุดีอาระเบียได้ประกาศในคู่มือการท่องเที่ยวว่า “ยินดีต้อนรับผู้มาเยือนทุกคน และจะไม่ถามรายละเอียดส่วนตัว” แต่ไม่ได้มีการพูดถึงกลุ่มเพศทางเลือกโดยเฉพาะเจาะจง
การชมฟุตบอลกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสิ่งมักจะอยู่ด้วยกันในหลายๆ ที่ แต่กฎหมายของซาอุฯก็มมีบทลงโทษสำหรับคนที่ดื่มเครื่องดื่มมึนเมา อย่างไรก็ตามเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ได้มีการเปิดร้านที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งแรกที่กรุงริยาดแล้ว ซึ่งเป็นร้านแรกในรอบ 70 ปี แต่จะกำหนดปริมาณที่ขาย และขายให้กับคนที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลามเท่านั้น

ทุกการถูกตั้งคำถาม มีคำตอบออกมาทั้งหมด แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เพราะคงไม่มีประเทศไหนออกมาเล่าเรื่องด้านลบให้ประชาคมโลกฟังอย่างเปิดเผย
ความคาดหวังที่แฟนบอลจากทั่วโลกต้องการ คือ การได้ดูฟุตบอลโลกอย่างมีความสุข บรรยากาศที่สนุกสนาน ในกฎที่ไม่เข้มงวดจนอึดอัด เมื่อกาตาร์เคยเป็นต้นแบบมาแล้ว ซาอุฯก็น่าจะทำได้ดีขึ้น
สิ่งสำคัญที่สุด เมื่อเจ้าภาพเคารพอิสระของแฟนบอลแล้ว แฟนบอลเองก็ต้องเคารพวัฒนธรรมของเจ้าภาพด้วย
เพราะฟุตบอลโลกในทุกเวอร์ชั่นมีความยิ่งใหญ่และข้อจำกัดในตัวเองเสมอ

