บอลโกลรูหนู-ลิเวอร์พูล-ฟันหัก สู่วันนี้ที่พี่เอ้ปลูกฝังให้ลูกเล่นกีฬา
ที่ผ่านมาเราอาจจะรู้จัก “พี่เอ้” สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ในฐานะนักวิชาการ อาจารย์ วิศวกร หรือนักการเมือง ที่เต็มที่และมีความสุขกับทุกบทบาทที่ทำ แต่ในอีกมุมหนึ่งของพี่เอ้ที่อาจจะยังไม่ค่อยมีใครได้เห็น คือ การเป็นนักกีฬาที่ทุ่มเท เอาจริงเอาจัง เหมือนกับทุกมุมที่เราเคยได้สัมผัสกันมาแล้ว
ฟุตบอลโกลรูหนู เป็นกีฬาแรกที่สุชัชวีร์พูดถึง ในวันที่กำลังเติบโตที่ จ.ระยอง บ้านเกิด ในยุคนั้นกีฬายอดฮิตของเด็กวัยเรียนขาสั้น ก็คงเป็นการเตะบอลโกลรูหนู ที่มีให้เห็นในทุกโรงเรียน ยิ่งการที่พี่เอ้อยู่ในยุคที่ลิเวอร์พูล ทีมดังของเกาะอังกฤษ กำลังกวาดแชมป์ด้วยขุนพลอย่าง ปีเตอร์ เบียร์ดสลีย์, เอียน รัช, จอห์น บาร์นส์ ยิ่งทำให้การเล่นฟุตบอลในยุคนั้นสนุกมากขึ้น เพราะมีบรรดายอดนักเตะเป็นเหมือนแรงบันดาลใจ
ถึงแม้จะไม่ได้เล่นกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ หรือมองไปถึงการติดทีมชาติ แต่พี่เอ้ก็ยังเล่นเพื่อสุขภาพ อาจจะบอกว่าทั้งเพื่อสุขภาพที่ดีและการใช้ร่างกายอย่างหนักหน่วงไปกับกีฬาจนได้แผลมานักต่อนัก

“สมัยเป็นนักเรียน ผมเล่นฟุตบอล เล่นจริงจังถึงขั้นล้มฟันหัก เล่นบาสจนไหล่ฉีก เข่าฉีกมาแล้ว เป็นคนที่เล่นกีฬาแล้วทุ่มเท แต่การเล่นกีฬาทำให้เราได้เพื่อน สุขภาพแข็งแรง จนติดความเป็นนักกีฬาจนถึงทุกวันนี้”
เมื่อได้ไปเรียนที่สหรัฐอเมริกา การได้ดูอเมริกันเกม อย่าง บาสเกตบอลเอ็นบีเอ, อเมริกันฟุตบอลเอ็นเอฟแอล ยิ่งทำให้หนุ่มไฟแรงจากเมืองไทย สนุกกับกีฬาที่คนทั่วโลกให้ความสนใจ จนทำให้ตัวเองมีทีมเชียร์ในกีฬาอื่นๆ ที่ไม่ใช่ฟุตบอลเพิ่มมาอีก คือ กรีนเบย์ แพคเกอร์ส ทีมดังของเอ็นเอฟแอล
สุชัชวีร์ไม่ได้เก็บความรักในกีฬาเอาไว้แค่ตัวเอง แต่ยังส่งต่อไปที่ลูกชาย เพราะรู้ดีว่ากีฬาเป็นพื้นฐานของหลายๆ เรื่อง ทำให้น้องอิชิ วัย 6 ขวบ ได้ทดลองเล่นกีฬาหลายๆ ประเภท ทั้งเทควันโด, ว่ายน้ำ, ฟุตบอล เพื่อค้นหาพรสวรรค์ของตัวเอง

“น้องอิชิเป็นเด็กที่ติดอยู่กับหนังสือ เมื่ออ่านหนังสือแล้วก็จะติดอยู่แบบนั้น ทำให้พี่เอ้ต้องชวนออกไปทำกิจกรรมข้างนอกบ้านบ้าง แรกๆ ก็พาไปเดินห้าง ก็ไม่ได้อะไร เลย ก็เลยคิดว่าลองให้ไปเล่นฟุตบอลก็น่าจะดี เพราะเราก็ชอบฟุตบอลอยู่แล้ว”
โดยปกติแล้ว เราจะเห็นเด็กเล่นฟุตบอลโดยไม่สนใจการเรียน แต่พ่อเอ้เลือกฟุตบอลเพื่อให้ลูกชาย ได้สร้างความสมดุลในการเรียนหนังสือกับการทำกิจกรรมนอกบ้าน และการเล่นกีฬา เมื่อมีโอกาสก็พาลูกชายไปสัมผัสสนามฟุตบอลชื่อดังระดับโลกอย่างแอนฟิลด์ รังเหย้าของลิเวอร์พูล และโอลด์ แทรฟฟอร์ด โรงละครแห่งความฝันของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาแล้ว
“อิชิชอบเสื้อสีเขียวสะท้อนแสงของแมนยู เพราะมันสวยกว่าเสื้อแดงๆ เทาๆ ของลิเวอร์พูล เขาก็เลยเลือกที่จะซื้อเสื้อของแมนยู พ่อกับลูกก็เลยเชียร์คนละทีม หลังจากกลับมาไทย ก็ขับรถไปหาโรงเรียนสอนฟุตบอลแถวบ้าน หลังจากนี้ก็จะให้ไปเรียนอย่างที่ลูกชายสนใจ”
พี่เอ้ไม่ได้มองว่ากีฬาเป็นแค่การสร้างสุขภาพที่ดีเท่านั้น แต่มองถึงการพาลูกออกไปเจอสังคมใหม่ที่ไม่ใช่เพื่อนในห้องเรียน เพราะการเล่นฟุตบอลจะต้องเล่นกันเป็นทีม เด็กแต่ละคนมาจากต่างที่ จะได้สร้างความสัมพันธ์กับคนทุกรูปแบบ เมื่อมาเล่นฟุตบอลด้วยกัน ก็จะเป็นเพื่อนกัน

นอกจากเรื่องการใช้เวลาให้สมดุล ความมีวินัย การสร้างสังคมที่หลากหลายให้ลูกแล้ว การเล่นกีฬาจะต้องมีโค้ช มีครู ที่คอยสอนและดูแล ดังนั้นจึงจะเป็นการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับครู
“อิชิเป็นเด็กที่เชื่อฟังครูทุกคน แต่กับพ่อแม่เป็นเรื่องปกติที่เด็กจะดื้อ ดังนั้นจึงเป็นกุศโลบายที่ทำให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นศาสตราจารย์ เป็นตำรวจ เป็นใครก็ตาม ลูกจะไม่ฟังเรา แต่ลูกจะฟังครู ฟังโค้ช ทำให้เด็กๆ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ใหญ่ที่คอยสอนวิชาความรู้ให้เรา”
ช่วงเวลาที่ไปเรียนและใช้ชีวิตที่สหรัฐอเมริกา ทำให้พี่เอ้พบว่า ก่อนที่คนอเมริกันจะเป็นแฟนกีฬาพวกเขาต้องเคยเล่นกีฬาชนิดนั้นมาก่อน เพราะสาธารณูปโภคด้านกีฬาของสหรัฐอเมริกามีอย่างแพร่หลาย ให้เด็กหรือคนในท้องถิ่นต่างๆ เล่นได้ บางโรงเรียนไม่ได้สร้างตึกใหญ่โต แต่จะมีสนามกีฬา มีงบประมาณในการซื้ออุปกรณ์ ซื้อชุดกีฬาให้นักเรียนได้เล่น เมื่อพวกเขาเล่นเป็น ก็จะกลายเป็นกองเชียร์ในวันข้างหน้าด้วย
“การเล่นกีฬาที่พี่เอ้สัมผัสได้จากสหรัฐฯ คือ การเล่นอย่างมีสติ รู้แพ้รู้ชนะ แพ้อย่างมีเกียรติเป็นแบบไหน ก่อนเล่นกอดกัน หลังจบก็กอดกัน พี่เอ้มองว่าก่อนที่เราจะดูกีฬาให้สนุก เราต้องเล่นมันให้เป็นก่อน เพื่อทำความเข้าใจแก่นแท้ของกีฬาให้ได้มากที่สุด”

ในช่วงหนึ่ง สุชัชวีร์เคยดำรงตำแหน่งประธาน คณะกรรมการบริหารกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ก.ก.ม.ท.) ซึ่งก็ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอแนวคิดต่างๆ เอาไว้เพื่อพัฒนากีฬาระดับมหาวิทยาลัยของไทยด้วย
“น่าเสียดายที่ช่วงนั้นเป็นช่วงที่โควิดระบาด ทำให้การแข่งขันกีฬามีข้อจำกัดพอสมควร แต่ก็ได้ทำเอ็มโอยูกับการกีฬาแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่จะสร้างประโยชน์ร่วมกันให้กับวงการกีฬาไว้พอสมควร ซึ่งก็ดีใจครับที่ได้ทำหน้าที่ตรงนั้น”
ย้อนกลับมาที่การเสริมประสบการณ์กีฬาให้ลูกชาย พี่เอ้ในฐานะพ่อมองว่า การเล่นเทควันโดเป็นกีฬาประเภทบุคคล ที่ต้องรับผิดชอบตัวเองเท่านั้น แต่ฟุตบอลเป็นกีฬาประเภททีม ที่ต้องรู้จักการเล่นกันให้เป็นทีม ซึ่งเป็นการสร้างพื้นฐานที่ไม่ใช่แค่กีฬาให้ลูกเท่านั้น แต่มาพร้อมวินัย ความรับผิดชอบ การมีสังคม ความเคารพในตัวเอง เพื่อนร่วมทีม และคู่แข่ง
นี่คือมุมมองจากคนที่คร่ำหวอดในวงการวิศวกรรม เป็นอาจารย์ และเป็นพ่อที่อยากให้กีฬาเป็นพื้นฐานให้กับเด็กๆ ในประเทศ ไม่ใช่แค่ลูกตัวเอง เพื่อต่อยอดสร้างประโยชน์ไปในมิติอื่นๆ ให้กับทั้งตัวบุคคลคนนั้น และสังคมไทยด้วย









