อโมริม และโจทย์ใหญ่ก่อนเริ่มนับถอยหลัง
หลายสัปดาห์ก่อนหน้าศึก ยูโรป้าลีก นัดชิงชนะเลิศ ระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ กระแสข่าวจากเมืองผู้ดีเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ไม่ว่าผลลัพธ์นัดนี้จะลงเอยด้วยชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ บอร์ดบริหารทีมปีศาจแดงจะยังคงให้โอกาส รูเบน อโมริม กุนซือชาวโปรตุกีสทำหน้าที่ต่อไป
ตรงกันข้ามกับฝั่ง อังเก้ ปอสเตโคกลู ผู้จัดการทีมไก่เดือยทองที่มีข่าวบางกระแสบอกว่า ต่อให้ทีมได้แชมป์ ขาเก้าอี้ของเขาก็อาจจะไม่มั่นคงเสียทีเดียว เนื่องจากผลงานในลีกที่น่าผิดหวัง
คู่ชิงยูโรป้าลีกระหว่างแมนยูกับสเปอร์สถือเป็นการพบกันของทีมอันดับต่ำที่สุดในลีกในประวัติศาสตร์การแข่งขัน เนื่องจากปัจจุบันทั้ง 2 ทีมรั้งอันดับ 16 และ 17 ของพรีเมียร์ลีกตามลำดับ ขณะที่ที่ผ่านมา ทีมเข้าชิงอันดับที่แย่ที่สุดคืออันดับ 12

สุดท้ายแล้วชัยชนะตกเป็นของสเปอร์ส และอังเก้ยังรักษาสถิติคุมทีมชนะในฤดูกาลที่ 2 ของตัวเองเอาไว้ได้
ขณะที่คำถามย้อนกลับไปถึงอนาคตของอโมริม ซึ่งเจ้าตัวยืนยันหนักแน่นว่า จะไม่ลาออกด้วยตัวเอง และพร้อมสานต่อแผนงานที่วางไว้ เพราะเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำว่ามาถูกทาง แต่สุดท้ายแล้วจะได้ไปต่อหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบอร์ดบริหาร
แถมยังทิ้งท้ายแบบหล่อๆ ว่า ถ้าบอร์ดกับแฟนๆ มองว่าเขาไม่ใช่คนที่ใช่ และจะปลดจากตำแหน่ง เขาก็พร้อมเก็บข้าวของจากไปในวันรุ่งขึ้นโดยไม่พูดถึงเรื่องเงินชดเชยแม้แต่นิดเดียว
กระแสข่าวจากอังกฤษยังคงเหมือนเดิม บอร์ดบริหารยังเชื่อว่าแฟนๆ ยังสนับสนุนการทำหน้าที่ของอโมริมต่อไป โดยจะรอดูฟีดแบ็กจากเกมเตะนัดสุดท้ายของฤดูกาลพบ แอสตัน วิลล่า วันอาทิตย์นี้

คำถามคือความไว้วางใจนั้นจะยาวนานไปอีกขนาดไหน?
เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้บริหารแมนยูยังเชื่อในตัวอโมริมเพราะมองว่า เขาถูกดึงตัวมาจาก สปอร์ติ้ง ลิสบอน ช่วงกลางฤดูกาล ต้องเจอกับสภาพทีมที่ไม่สู้ดีนัก โดยเฉพาะในแง่คุณภาพนักเตะ จึงควรได้รับโอกาสให้ได้เสริมทัพและเลือกนักเตะที่ตัวเองอยากได้จริงๆ หรือที่คิดว่าจะเข้าแผนจริงๆ ในตลาดซื้อขายช่วงซัมเมอร์ก่อน
ปัญหาใหญ่ที่ถือเป็นโจทย์ยากสำหรับทั้งอโมริมและบอร์ดผีแดงคือ พอทีมพลาดแชมป์ยูโรป้าลีก ไม่ได้ตั๋วไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาลหน้า นั่นหมายถึงรายรับที่หายไปจากการเสียโอกาสตรงนี้ถึงราว 100 ล้านปอนด์ (4,400 ล้านบาท) ที่น่าจะทำให้การจับจ่ายในตลาดซัมเมอร์คล่องตัวขึ้น
ซ้ำร้าย การที่ทีมจบในครึ่งล่างของตารางแบบนี้ ยังหมายถึงการที่อดีตสโมสรอันเกรียงไกรแห่งนี้จะไม่ได้ไปเตะบอลถ้วยยุโรปแม้เพียงถ้วยเดียว เป็นครั้งที่ 2 นับตั้งแต่ปี 1990
ไหนจะปัญหาเรื่องการเงินที่ทีมกำลังเผชิญ จน เซอร์จิม แรทคลิฟฟ์ ผู้ถือหุ้นรายย่อยของสโมสรที่มีอำนาจบริหารด้านฟุตบอล กับทีมงาน ต้องนำมาตรการรัดเข็มขัดสุดโหดมาใช้ตั้งแต่ฤดูกาลก่อน

เป้าหมายการเสริมทัพที่สำคัญที่สุดของทีมในตอนนี้คือตำแหน่งแนวรุกที่จะทำประตูให้ทีมได้มากๆ เพราะฤดูกาลนี้ แมนยูยิงคู่แข่งไม่ได้มากถึง 15 นัด และเจาะประตูไม่ได้มา 3 นัดติดแล้ว
ราสมุส ฮอยลุนด์ โดนวิจารณ์แรงว่าเป็นนักเตะฝีเท้าระดับลีกแชมเปี้ยนชิพ ส่วน เมสัน เมาท์ เล่นออกบ้างไม่ออกบ้าง ขณะที่ อาหมัด ดิยัลโล่ หวือหวาน่าตื่นตาตื่นใจ แต่ยังจบสกอร์ไม่เฉียบขาดนัก ด้าน อเลฮานโดร การ์นาโช่ ปรารภเรื่องอนาคตที่ไม่แน่นอน หลังได้ลงเล่นแบบจำกัดในยุคอโมริม
ปีศาจแดงมีข่าวลือหนาหูกับ มาเตอุส คุนญ่า กองหน้าวูล์ฟแฮมป์ตัน ซึ่งคาดว่าค่าตัวอยู่ที่ 62.5 ล้านปอนด์ (2,750 ล้านบาท)
ในตำแหน่งอื่นๆ ที่น่าจะมีความเปลี่ยนแปลงคือ วิกตอร์ ลินเดอเลิฟ กับ คริสเตียน อีริกเซ่น ซึ่งต่างหมดสัญญาหลังจบฤดูกาลนี้ ขณะที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด อยากย้าย แมนยูก็อยากให้ย้าย แต่จะมีทีมไหนพร้อมสู้ราคา โดยเฉพาะค่าเหนื่อยหรือไม่

กัปตันทีม บรูโน่ แฟร์นานเดส เป็นเป้าหมายของสโมสรจากซาอุดีโปรลีก แม้อโมริมยืนยันมาตลอดว่าไม่อยากขาย แต่ถ้าทำแล้วจะมีรายได้เข้าทีมเพื่อให้ไปต่อ ก็อาจจะต้องคิดให้หนัก
ว่ากันว่าโจทย์ยากที่สุดของอโมริมในช่วงซัมเมอร์นี้ คือการเลือกว่าจะเก็บนักเตะคนไหนเอาไว้กับทีม เพราะแมนยูต้องใช้เงินอย่างระมัดระวังที่สุดเพื่อไม่ให้เข้าข่ายทำผิดกฎผลกำไรและความยั่งยืน ดังที่พรีเมียร์ลีกเล่นบทโหดตัดแต้มหลายทีมให้เห็นมาแล้ว
จบเกมนัดสุดท้ายของฤดูกาลวันอาทิตย์นี้ อโมริมไม่มีเวลาให้คิดมากนัก เพราะต้องกระเตงลูกทีมบินมาฝั่งเอเชียเพื่อเตะเกมพิเศษ 2 นัด หารายได้เข้าทีม 10 ล้านปอนด์ (440 ล้านบาท) เรียกว่าเป็นไฟต์บังคับที่นักเตและสต๊าฟโค้ชไม่มีสิทธิบ่น
เพราะถ้าได้แชมป์ยูโรป้าลีกเมื่อไม่กี่วันก่อน อย่างน้อยก็คงพอหายในหายคอได้คล่องกว่านี้

