หน้าแรก กีฬา Sport Scoops อินไซด์สมรภูม...

อินไซด์สมรภูมิครัวบอลโลก! ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้…เพียงแค่คุณลงมือทำ

21.07.26 | 16:28 น.

อินไซด์สมรภูมิครัวบอลโลก! ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้…เพียงแค่คุณลงมือทำ

“เพิ่งย้ายมาอยู่นิวยอร์ก งานก็ยังไม่เข้าที่ ค่าใช้จ่ายสูง ทำยังไงจะได้ไปดูบอลโลก?” คำถามที่คำตอบเกือบจะเป็นศูนย์ แต่สำหรับ “ใบตอง” กนกวรรณ (กลินณศักดิ์) มั่งมีทรัพย์ ที่ย้ายถิ่นฐานติดตามคู่ชีวิตไปอยู่สหรัฐอเมริการ่วม 10 ปี กลับมีคำตอบที่ต่างออกไป

เธอใช้ประสบการณ์การเป็นอดีตผู้สื่อข่าว หนังสือพิมพ์มติชน และงานสื่อสารสายคอร์เปอร์เรต เสาะหาวิธีการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในอีเวนต์ระดับโลกอย่าง ฟีฟ่า เวิลด์คัพ 2026 หรือ ฟุตบอลโลก 2026 ที่มีสหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และแคนาดา เป็นเจ้าภาพร่วมจัด

“เริ่มจากเสิร์ชหาข้อมูลในเว็บไซต์ ก็จะมีทั้งเปิดรับอาสาสมัครที่จะเข้าไปอำนวยความสะดวกตามจุดต่างๆ ทั้งในสนาม ตามสถานีรถไฟ และรถโดยสารสาธารณะ แต่ยังไม่ตอบโจทย์ เพราะว่าเราต้องการทำงานแล้วได้เงินด้วย ได้ฟินในสนามด้วย”

แล้วก็มาเจ็กพ็อตใน Indeed.com ที่เปิดรับสมัครพ่อครัวแม่ครัวในสนาม เมทไลฟ์ สเตเดียม ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ ห่างจากนิวยอร์กราวครึ่งชั่วโมง พอส่งเรซูเม่ผ่านระบบ ก็นัดสัมภาษณ์ออนไลน์ ใช้เวลาราว 3-4 สัปดาห์ ก่อนจะได้รับอีเมลตอบรับให้ไปรับบัตรเข้างาน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของฟุตบอลโลกปี 2026

“ตอนสัมภาษณ์ออนไลน์ผ่านระบบ Zoom ก็สมัครไปในฐานะเชฟซูชิ ตองโชคดีได้งานแรกในนิวยอร์กเป็น “ซูชิ เชฟ เทรนนี่” ของร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดังสัญชาติไทย อิซากายะ ฟุคุ (Izakaya Fuku) @izakayafukunyc ในย่านควีนส์”

Advertisement

แม้จะมีประสบการณ์ครัวไทยและครัวเวียดนามมาแล้ว ตั้งแต่สมัยเปิดธุรกิจส่วนตัวในรัฐโอไฮโอ แต่พอย้ายมาอยู่นิวยอร์กที่มีการแข่งขันสูงในทุกด้าน ความที่อยากได้ทักษะครัวเย็นเพิ่ม เลยลองสมัคร และหัวหน้าเชฟซูชิ อาลีฟ เจะมาริกัน ก็ให้โอกาสเธอเรียนรู้ จำจี้จำไชจนสามารถพัฒนาทักษะพื้นฐาน ตั้งแต่การตัดปลาชนิดต่างๆ เช่น แซลมอน ทูน่า ฮามาจิ การเก็บรักษาปลาให้สดสะอาด เทคนิคการใช้มีดญี่ปุ่นในการหั่นผัก การโรลล์ซูชิ ศิลปะการจัดวาง และการทำซอสพื้นฐาน จนสามารถสมัครเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในงานฟุตบอลโลกครั้งนี้ได้

“ตอนได้อีเมลคอนเฟิร์ม มันงงๆ เหมือนฝันนะคะ คิดว่าชีวิตเราครั้งหนึ่งจะมีโอกาสได้สัมผัสฟุตบอลโลกแล้วจริงๆ ใช่มั้ย ตอนนั้นคิดถึงคุณพ่อ (ชินวร กลินณศักดิ์) ที่เสียไป ว่าถ้าคุณพ่อทราบ คุณพ่อจะพูดกับเราว่าอะไร”

เพราะสำหรับเด็กคนหนึ่งที่มีคุณพ่อพาดูบอลครั้งแรก ตั้งแต่ฟุตบอลโลกครั้งที่ 15 ปี 1994 ซึ่งบังเอิญจัดที่สหรัฐอเมริกา ภาพบราซิลคว้าแชมป์สมัยที่ 4 หลังจากดวลจุดโทษชนะอิตาลี 3-2 ยังอยู่ในความทรงจำ จนทำให้เริ่มดูบอลอังกฤษ มีทีม แมนเซสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นทีมรักในใจ

ในขณะที่ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ฟีเวอร์ของคนทั่วโลก แต่สำหรับความตื่นตัวและตื่นเต้นของเจ้าภาพร่วมอย่างสหรัฐอเมริกานั้น ยังเป็นรองหลายๆ ประเทศอยู่มาก ถ้าติดตามดูซอคเกอร์ลีกของที่นั่น จะพบว่า เพิ่งจะมากระเตื้องก็ตอนที่อดีตนักฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และกับตันทีมชาติอังกฤษ เดวิด เบ๊คแฮม ตั้งสโมสร อินเตอร์ ไมอามี และดึง ลิโอเนล เมสซี่ ร่วมทัพ ทำให้คนอเมริกันเริ่มดูฟุตบอลกันอย่างจริงจัง

“คนนิวยอร์กจะอินกับบาสเกตบอลมาก ล่าสุดทีมนิวยอร์ก นิคส์ คว้าแชมป์เอ็นบีเอในรอบ 53 ปี ก็มีการจัดงานเฉลิมฉลองใหญ่โต ผู้คนออกมาเดินตามท้องถนน ตามรถไฟใต้ดิน ทั้งกลางวันกลางคืนอย่างบ้าคลั่ง แต่พอมาถึงฟุตบอลโลกครั้งนี้ ความตื่นตัวกลับมาจากคนนอกประเทศ หรือส่วนใหญ่จะเป็นคนอเมริกันที่มีเชื้อสายอื่นๆ ก็จะออกมาแสดงความเป็นประเทศของเขา มีการนัดดูบอลกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ทั้งในย่านควีนส์ ย่านบร๊องส์ ทำให้เราสัมผัสได้ว่า นิวยอร์กเป็นเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยชนกลุ่มน้อย ที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย”

ตัดภาพกลับมาสู่ความจริงในสมรภูมิ “ครัวบอลโลก” หรือ World Cup Hospitality Village ตำแหน่งที่เธอได้รับคือ “Front of the House Chef Fifa 2026” หรือเชฟที่ดูแลให้บริการอาหารลูกค้าหน้างาน เนื่องจากอาหารเป็นสไตล์บุฟเฟ่ต์ จึงมีทั้งเชฟที่ต้องคอยเตรียมอาหารอยู่ในครัวกลางด้านหลัง และเชฟที่บริการแนะนำอาหารหน้างาน

“ในส่วนงานหลังบ้าน เราจะเริ่มงานประมาณ 11 โมงเช้า ใช้เวลาเตรียมอาหารอยู่ราว 2-3 ชั่วโมง ทำทั้งอาหารคาวหวาน จัดตกแต่งหน้าตาอาหารให้สวยงาม รวมทั้งเตรียมอาหารให้พร้อมสำหรับวันถัดไป เราได้เรียนรู้การทำอาหารสำหรับคนหมู่มาก ว่าต้องบริหารจัดการอย่างไร เลือกอาหารแบบไหนที่เราคุมค่าใช้จ่ายได้ ขณะเดียวกันเมื่อจัดลงภาชนะแล้ว ยังดูน่ารับประทาน และสะดวกกับผู้ที่ให้บริการ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ได้เรียนรู้ร่วมกับการทำงานกับคนต่างชาติต่างภาษา”

ส่วนงานหน้าบ้าน ตอนให้บริการเสิร์ฟอาหารลูกค้านั้น ทักษะที่เธองัดออกมากลับต่างออกไป ซึ่งเธอเล่าว่า แฟนบอลมักจะมาพร้อมกับความคาดหวังที่สูง ตามราคาตั๋วบอลโลกที่คนทำงานประจำ หรือหาเช้ากินค่ำ แทบจะไม่มีโอกาสซื้อหากันได้

“เราเข้าใจแฟนบอลที่เดินเข้ามาพร้อมความคาดหวัง เพราะตั๋วใบหนึ่งไม่ใช่ราคาร้อยสองร้อยเหรียญ แต่อาจจะสูงถึง 10,000 เหรียญ (ราว 330,000 บาทต่อแมตช์) ยิ่งบังเอิญเจอคนรู้จักที่มาดูฟุตบอลโลกครั้งนี้ทุกแมตช์ที่เมทไลฟ์ สเตเดียม เลยได้คำตอบว่า เฉพาะค่าตั๋วสำหรับ 2 คน ร่วมๆ 30,000 เหรียญ (ราว 1 ล้านบาท) เลยไม่แปลกใจที่แฟนบอลจะขอนู่นนี่นั่น เพราะถ้าเป็นเราก็คงจะพยายามดื่มด่ำกับทุกวินาทีที่อยู่ในสนามฟุตบอลให้ได้มากที่สุดเช่นกัน”

เพราะฉะนั้นในฐานะเชฟที่ดูแลหน้าบ้าน ก็ต้องบริหารจัดการให้แฟนบอลแฮปปี้มากที่สุดกับอาหารที่เรามีอยู่

“บางวันครัวหลังบ้านทำเบอร์เกอร์มาน้อย แต่วันนั้นกลับมีแฟนบอลเด็กเยอะ แล้วเด็กจะไม่ยอมทานอะไรแปลกๆ เราก็ต้องสื่อสารกลับไปในครัวว่า พอจะมีออปชั่นสำรองบ้างมั้ย ก็อาจจะได้เป็นพิซซ่าหน้าง่ายๆ ให้เด็กได้ทานกัน หรืออาหารบางอย่างราคาต่อพอร์ชั่นสูง หัวหน้าเชฟก็จะกำชับว่าให้เสิร์ฟได้แค่คนละพอร์ชั่นเท่านั้น ถ้าจะเอาเพิ่มก็ต้องไปต่อแถวใหม่ หน้าที่เราก็คือ จะสื่อสารอย่างไรให้คนซื้อตั๋วแพงๆ มาดูบอล รู้สึกไม่พอใจให้น้อยที่สุด หรือพูดอย่างไรให้เขาเข้าใจและแฮปปี้ได้ ต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ได้เรียนรู้ และสนุกกับประสบการณ์ใหม่ๆ”

และก็ถึงช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอยในทุกวันทำงาน เมื่อเสียงนกหวีดในสนามเริ่มต้น ก็ตรงกับช่วงเวลาพักเบรกของบรรดา “เชฟ” ทุกสัญชาติ

“เพื่อนๆ เชฟ ก็จะเริ่มเปลี่ยนชุดยูนิฟอร์มเป็นเสื้อฟุตบอลประจำชาติของเขา ที่ละคนๆ โดยมีเป้าหมายเดียวกันคือ การสัมผัสบรรยากาศฟุตบอลโลกสักครั้งในสเตเดียม มันทำให้เรารู้ว่า ฟุตบอลนั้นไร้พรมแดน ฟุตบอลไม่ต้องการคำอธิบาย ฟุตบอลมีภาษาเดียวกันทั้งโลก มันเป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่มาก พูดไม่ออก และเรามีโอกาสเป็นหนึ่งในนั้น”

แมตช์แรกที่มีโอกาสได้เข้าดูคือ เอกวาดอร์ พลิกชนะ เยอรมนี แชมป์โลก 4 สมัย ไปอย่างเหนือความคาดหมาย

“ต้องยอมรับว่า ผู้คนในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะเมืองใหญ่ๆ อย่างนิวยอร์ก จะมีความเป็นอิมมิแกรนต์ (Immigrant) สูง คือมีความหลากหลายของคนทุกชาติพันธุ์ เพราะโอกาสที่เปิดกว้างสำหรับคนที่ไม่ย้อท้อ และคนที่สู้ชีวิต ทำให้ประเทศนี้ยังขับเคลื่อนไปข้างหน้า ฉะนั้นชัยชนะของเอกวาดอร์เหนือเยอรมนีจึงยิ่งใหญ่ เหมือนชัยชนะของคนตัวเล็ก คนสู้ชีวิตที่ไม่ยอมแพ้ เราตื้นตันกับบรรยากาศมากๆ ดีใจไปกับเขาด้วย”

แมตช์ที่ 2 คือ อังกฤษ พบกับ ปานามา ด้วยความที่เป็นทีมในดวงใจ พอเห็นภาพพลพรรคสิงโตคำรามวิ่งตัวเป็นๆ ในสนามพร้อมกองเชียร์ ก็อดคิดถึงคุณพ่อไม่ได้ สุดท้าย แฮร์รี่ เคน กับ จู๊ด เบลลิงแฮม ก็ช่วยกันซัลโวไป 2 ประตูในครึ่งหลัง โชคไม่ดีที่เราต้องกลับไปปฏิบัติหน้าที่เชฟต่อหลังหมดเวลาพักครึ่งแรก เลยได้ยินแต่เสียงโห่ร้องแสดงความดีใจในสนาม แม้จะเป็นแมตช์ที่ฝนตกค่อนข้างหนัก แต่ไม่มีใครยอมแพ้ ทั้งคนดู ทั้งนักเตะ

“เพลง Wonderwall ของวงบริทป๊อบชื่อดังอย่าง Oasis ถูกเปิดขึ้นและขับร้องร่วมกันระหว่างแฟนบอลชาวอังกฤษและนักเตะสิงโตคำรามจนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ เพื่อฉลองชัยชนะหลังจบแมตช์ ราวกับจะบอกว่า พวกเราจะเป็นกำแพงวิเศษป้องกัน และเป็นกำลังใจให้กันและกันตลอดไป”

แมตช์ที่ 3 ระหว่าง บราซิล กับ นอร์เวย์ จริงๆ แอบคาดหวังว่าจะได้ดูคู่ญี่ปุ่นกับนอร์เวย์มาสู้กันในแมตช์นี้ แต่สุดท้ายแม้ว่าผลจะออกมาว่า นอร์เวย์เป็นฝ่ายชนะบราซิลไป 2-1 แต่ความประทับใจอันดับหนึ่งต้องยกให้กองเชียร์ชาวบราซิล ที่ไม่ว่าทีมจะเป็นฝ่ายตามแค่ไหน แต่กองเชียร์บราซิลเสียงเชียร์แน่นตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งเสียงกลอง เสียงโห่ร้องให้กำลังใจ ไม่ขาดไม่เกินเลยสักวินาทีเดียว สร้างบรรยากาศให้การดูบอลสนุกขึ้นอีกหลายเท่าตัว

“เป็นแมตช์ที่รู้สึกดื่มด่ำไปกับแฟนบอลทั้งสองชาติมาก เหมือนฟุตบอลเป็นจิตวิญญาณของคนทั้งประเทศ ในขณะที่นอร์เวย์ผู้ชนะ สร้างตำนานพายเรือ ไวกิ้งโรว์ (Viking Row) กลายเป็นไวรัลสร้างกระแสทั่วโลก เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ กลายเป็นนักเตะขวัญใจคนใหม่ แต่ความพ้ายแพ้ของบราซิล ก็ไม่ได้ทำให้ชาวบราซิลหมดความศรัทธากับฟุตบอลน้อยลง เสียงเชียร์ในสนามกลายเป็นคำปลอบโยนให้แชมป์ตลอดกาลอย่างบราซิลไม่เคยหมดหวังกับฟุตบอล”

สำหรับแมตช์สุดท้าย ระหว่าง สเปน กับ อาร์เจนตินา ในวันที่ 19 กรกฏาคมนี้นั้น ไม่ว่าผลแพ้ชนะจะออกมาเป็นทีมใด สำหรับคนตัวเล็กแบบเธอ ดีใจที่สุดที่ได้มีโอกาสเป็นหนึ่งในนั้น

“ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายในนิวยอร์ก การปรับตัว การต่อสู้ในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ให้รอด สำหรับตองมันเป็นโมเมนต์ที่เราไม่ได้คิดหน้าคิดหลัง คิดแต่ว่าเราจะตอบรับกับโอกาสที่หยิบยื่นให้อย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด การได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของฟุตบอลโลกครั้งนี้ เหมือนเราได้เช็กบัคเก็ตลิสต์ของชีวิตเราให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น อีกคนสำคัญที่อยากขอบคุณนอกจากครอบครัวที่ประเทศไทย ก็คือคุณสามี นพดล มั่งมีทรัพย์ ที่ช่วยติดอาวุธ เพิ่มภูมิคุ้มกันทางความคิดในการต่อสู้ให้ได้ลองคิดทำอะไรใหม่ๆ เลยอยากส่งต่อสร้างแรงบันดาลใจให้หลายๆ คนที่กำลังตามล่าความฝัน ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ อยากให้ทุกคนเริ่มลงมือทำ เชื่อว่าทุกคนจะเข้าใกล้ความสำเร็จค่ะ”

เหมือนกับบทเพลงท่อนหนึ่งของแฟรงก์ ซินาตราที่ว่า “IF I CAN MAKE IT THERE, I’LL MAKE IT ANYWHERE. IT’S UP TO YOU, NEW YORK, NEW YORK!”

ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ที่นิวยอร์ก…ถ้าคุณลงมือทำ!