หน้าแรก กีฬา Sport Scoops โค้ชอ๊อต กับ ...

โค้ชอ๊อต กับ ตั๋วโอลิมปิก จบลงแล้ว 30ปี…ที่รอคอย

1.09.26 | 07:15 น.

โค้ชอ๊อต กับ ตั๋วโอลิมปิก จบลงแล้ว 30ปี…ที่รอคอย

วอลเลย์หญิงทีมชาติไทยสร้างประวัติศาสตร์คว้าโควต้าเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ได้สำเร็จ หลังจากที่รอคอยกันมานาน ซึ่งต้องชื่นชมทุกคนที่มีส่วนร่วม ทุกๆ ฟันเฟือง มีความสำคัญกับการได้แชมป์เอเชีย สมัยที่ 4 และตั๋วลุยโอลิมปิกในครั้งนี้


คนหนึ่งที่ถูกยกย่องในการทุ่มเทและสร้างความสำเร็จในครั้งนี้ คือ “โค้ชอ๊อต” เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมตบสาวไทย ที่พาทีมบินไกลมาหลายรอบ แต่กว่าจะถึงฝั่งฝันที่รอคอย ก็เสียน้ำตาไปพร้อมกับหยาดเหงื่อนับไม่ถ้วน พร้อมกับคำวิจารณ์ที่บั่นทอนกำลังใจ แต่จนถึงตอนนี้ ผลงานที่เขาร่วมทำกับนักวอลเลย์บอลสาวไทยทุกชุด ก็ทำให้เห็นแล้วว่า ความพยายามและทุ่มเท จะตอบแทนด้วยความสุขเสมอ

“ผมไม่รู้จะพูดอะไรดี มันเหมือนปาฏิหาริย์ ผมดีใจมากๆ ขอบคุณทุกกำลังใจ เราได้ไปโอลิมปิกแล้ว” เป็นคำพูดแรกที่โค้ชวัย 60 ปี เอ่ยออกมาพร้อมรอยยิ้ม หลังจากที่ทีมไทยชนะจีน ในรอบชิงชนะเลิศ ในแผ่นดินมังกรได้

Advertisement

โค้ชอ๊อตไม่ได้เป็นคนที่พาทีมคว้าชัยชนะได้ด้วยระยะเวลาเพียงสั้นๆ เพราะเขาบอกว่า ความสำเร็จครั้งนี้ รอคอยมาถึง 30 ปี

โค้ชอ๊อตเคยอยู่ในบทบาทนักวอลเลย์บอลชายทีมชาติไทยมาก่อน รับใช้ชาติระหว่างปี 2527-2540 ผ่านมาแล้วทั้งการป็นแชมป์ซีเกมส์ และการบู๊ในเอเชี่ยนเกมส์ เมื่อถึงเวลาต้องเปลี่ยนบทบาทมาเป็นโค้ช ก็ได้รับหน้าที่ในการสร้างนักกีฬาหน้าใหม่ เพื่อก้าวสู่ฝันที่ใหญ่ขึ้น

โค้ชอ๊อตเริ่มต้นทำทีมวอลเลย์บอลทีมชาติไทยชุดเล็ก ที่ถูกเรียกว่า “ยุคดรีมทีม” เมื่อปี 2544 มีเป้าหมายในการสร้างสายเลือดใหม่ ขึ้นมาทดแทนชุดใหญ่ในยุคนั้นที่กำลังโรยรา

ยุคนั้นการเก็บตัวฝึกซ้อมต้องอยู่ในแคมป์ที่ จ.ยะลา ภายใต้การดูแลแบบเข้มข้น ใช้ชีวิต กิน นอน ฝึกซ้อม ด้วยนักกีฬาวัย 15-17 ปี ภายใต้แนวคิดความสามัคคี ร่วมกันรับผิดชอบกับผลงาน ถ้าใครสักคนในทีมวิ่งไม่ผ่านเกณฑ์ ทุกคนต้องวิ่งใหม่ทั้งหมด หรือความอดทนไม่กลัวเหนื่อย ที่โค้ชอ๊อตปลูกฝังให้กับทุกคน จนเกิดนักวอลเลย์บอลที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง อย่าง “7เซียน”

3 คนที่มาจากยะลา “หน่อง” ปลื้มจิตร์ ถินขาว, “นา” วรรณา บัวแก้ว, “แจ๊ค” อำพร หญ้าผา และอีก 4 คนที่ถูกเรียกตัวมาเสริมทีม “กิ๊ฟ” วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์, “ซาร่า” นุศรา ต้อมคำ, “อร” อรอุมา สิทธิรักษ์ และ “ปู” มลิกา กันทอง

ความสำเร็จจาก 7 เซียน ทั้งการคว้าแชมป์เอเชีย ครั้งที่ 15 เมื่อปี 2552 การจบอันดับ 4 เวิลด์กรังด์ปรีซ์ ในปี 2555 ต่อยอดไปถึงการเป็นแชมป์เอเชียอีกครั้ง ในปี 2556 การผูกขาดเหรียญทองซีเกมส์ การได้เหรียญ เอเชี่ยนเกมส์เป็นครั้งแรก โดยเป็นเหรียญทองแดง ที่เมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อปี 2557

ถึงแม้วอลเลย์บอลสาวไทยจะเป็นทีมระดับบนในวงการวอลเลย์บอลโลกไปแล้ว แต่สิ่งที่ขาดหายไปและทุกคนต่างอยากเห็น คือ การได้เป็น 1 ใน 12 ทีม ของรอบสุดท้าย มหกรรมโอลิมปิกเกมส์ ที่ยังไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน

ในวันที่อยู่ในแคมป์ที่ยะลา โค้ชอ๊อตเคยให้นักตบสาวเยาวชนวันนั้น เขียนความฝันและเป้าหมายของตัวเองใส่กระดาษ แน่นอนว่าหลายๆ คนมีโอลิมปิกเป็นฝันสูงสุด

ฝันที่หลายคนแบกมานาน เกือบทำได้สำเร็จ ในรอบคัดเลือก โอลิมปิกเกมส์ 2012 วันนั้นทีมไทยทำหน้าที่ของตัวเองเสร็จสิ้นแล้ว แต่ยังต้องลุ้นให้ญี่ปุ่นชนะเซอร์เบียให้ได้ เพื่อไทยจะได้ไปโอลิมปิก ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ แต่กลับไม่เป็นแบบนั้น เมื่อญี่ปุ่นแพ้ให้กับเซอร์เบียแบบน่าเหลือเชื่อ 2-3 เซต ทั้งๆ ที่เป็นทีมที่ภาษีดีกว่า เรียกได้ว่าวันนั้นทีมวอลลเลย์บอลสาวไทยและทุกคนที่คอยเชียร์น้ำตาท่วม

โค้ชอ๊อตอำลาตำแหน่งเฮดโค้ชของทีมชาติไปในปี 2559 ให้โค้ชคนอื่นๆ เข้ามาทำหน้าที่ ซึ่งฝันก็ยังไม่สำเร็จ ก่อนจะกลับมาอยู่ตรงจุดเดิมอีกครั้ง ในปี 2567

14 ปีหลังจากนั้น แม้ว่าจะไม่มี 7เซียนอยู่ในสนาม บางคนอยู่ข้างสนามในฐานะสต๊าฟโค้ช แต่ฝันที่จะไปโอลิมปิก ก็ไม่เคยจางหายไปไหน และยังเป็นโค้ชอ๊อตคนเดิม กับนักตบสาวที่สร้างขึ้นมาใหม่ ซึ่งแข็งแกร่งมากพอที่จะทำเป้าหมายของของยุค 7เซียนให้สำเร็จเสียที

ชัยชนะเหนือจีนที่เทียนจิน เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2569 เป็นความสำเร็จที่ไม่ใช่แค่โค้ชอ๊อต นักกีฬาในสนาม สต๊าฟโค้ช ร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ แต่เซียนทั้ง7 ที่ไม่ได้ร่วมดูอยู่ในที่เดียวกัน ก็แสดงความรู้สึกไปในทิศทางเดียวกัน คือ “เราทำได้แล้ว ฝันเป็นจริงแล้ว”

จะบอกว่าพวกเขาไม่เกี่ยวหรือมือไม่ถึง เพราะทำแบบนี้ในวันที่ยังเล่นอยู่ไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง เพราะถ้าไม่มี 7เซียน ให้โค้ชอ๊อตได้ร่วมหัวจมท้าย ได้ลองผิดลองถูก ตั๋วโอลิมปิก 2028 ก็อาจจะเป็นแค่ความฝันเหมือนที่ผ่านมา

อาวุธลับข้างกายโค้ชอ๊อตที่ลืมไม่ได้ คือ เฝิง คุน อดีตกัปตันวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติจีน ชุดแชมป์โอลิมปิกเกมส์ 2004 ซึ่งเป็นคู่ชีวิต และมาช่วยกันทำงานกับทีมชาติไทย จนปราบทีมบ้านเกิดในแผ่นดินเกิดของตัวเอง

ผลงานครั้งนี้ไม่ได้เป็นการทำผิดต่อใคร แต่แค่ทำด้วยความเป็นมืออาชีพ ไม่ว่าอยู่กับทีมไหน ก็ย่อมต้องความสำเร็จให้กับทีมนั้น

ชิน โยชิดะ โค้ชเกมรับชาวญี่ปุ่น ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกมรับของทีมไทยแข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การเอาชนะญี่ปุ่นในรอบรองชนะเลิศ เขาก็ถูกคนบ้านเดียวกันวิจารณ์ แต่ในเหตุผลเดียวกับโค้ชเฝิง คุน ความเป็นมืออาชีพ ก็ย่อมต้องตัดสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ออกไป

เรียกได้ว่า ทุกฟันเฟืองทำหน้าที่ประกอบกันอย่างลงตัว ถูกที่ ถูกเวลา รวมทั้งพลังงานสำคัญอย่างกองเชียร์ ที่ไม่หยุดเชื่อมั่น ว่าวันหนึ่ง ฝันไปโอลิมปิกเกมส์ จะเป็นจริง

ทุกคนมีส่วนร่วมในความสุขครั้งนี้ อีก 2 ปีข้างหน้า เจอกันที่ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา

โอลิมปิกเกมส์ครั้งประวัติศาสตร์ ที่วอลเลย์บอลไทยนับ 1 และจะนับ 2, 3, 4 ต่อไป ในอนาคต