เนื่องด้วยความเก่าแก่และความนิยมในวงกว้างของ พรีเมียร์ลีก ลีกลูกหนังเมืองผู้ดี ทำให้ทีม “สิงโตคำราม” ทีมฟุตบอลทีมชาติอังกฤษ ได้รับความสนใจและมีแฟนๆ ติดตามเอาใจช่วยทุกครั้งที่ถึงทัวร์นาเมนต์ใหญ่ระดับนานาชาติ
แต่แทบทุกครั้ง ผลงานในศึกฟุตบอลโลกและฟุตบอลยุโรปของทีม “ทรี ไลออนส์” มักลงเอยด้วยความผิดหวัง ไม่สมกับที่แฟนๆ ตั้งความหวัง และไม่เท่ากับที่สื่อเมืองผู้ดีนิยมประโคมข่าว
กระทั่งในปีนี้ จู่ๆ แฟนบอลอังกฤษก็มีข่าวดีมาให้ปลาบปลื้มอย่างต่อเนื่อง ทั้งแชมป์ฟุตบอลโลกยู-20, แชมป์ฟุตบอลยุโรปยู-19, แชมป์ฟุตบอลโลกยู-17, แชมป์ฟุตบอลเยาวชนถ้วย “ตูลง ทัวร์นาเมนต์”, รองแชมป์ฟุตบอลยุโรปยู-17 และเข้าถึงรอบรองชนะเลิศฟุตบอลยุโรปยู-21
ถือเป็น 1 ปีทองในเวทีนานาชาติของวงการลูกหนังเมืองผู้ดีนับตั้งแต่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกปี 1966 บนแผ่นดินเกิด ชวนให้นักวิจารณ์และผู้สังเกตการณ์คาดหวังว่าในอีก 5-10 ปีข้างหน้า เมื่อแข้งยังบลัดเหล่านี้เติบโตขึ้นสู่ทีมชาติชุดใหญ่ สิงโตคำรามจะไปได้ถึงตำแหน่งแชมป์โลกหรือแชมป์ยุโรปที่รอคอยเสียที!

ก่อนหน้านี้ สื่อหรือแม้กระทั่ง สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) เคยยกให้แข้งผู้ดีระหว่างปี 2001-2010 เป็น “โกลเด้น เจนเนอเรชั่น” ของทีมสิงโต เนื่องจากประกอบด้วยนักเตะฝีเท้าระดับแนวหน้า แถมยังเป็นซุป’ตาร์ของวงการในหลายๆ แง่มุม อาทิ เดวิด เบ๊คแฮม, สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด, แฟรงก์ แลมพาร์ด, เวย์น รูนี่ย์, ฟิล เนวิลล์, ริโอ เฟอร์ดินานด์, โซล แคมป์เบลล์, แอชลีย์ โคล, จอห์น เทอร์รี่ และอีกมากมาย
อย่างไรก็ตาม แม้จะประสบความสำเร็จในระดับสโมสรมามากมาย เมื่อรวมตัวในนามทีมชาติ นักเตะชื่อดังเหล่านี้กลับทำผลงานน่าผิดหวัง ทั้งภายใต้การดูแลของ สเวน โกรัน อีริกส์สัน, สตีฟ แม็คคลาเรน และช่วงต้นของ ฟาบิโอ คาเปลโล่ โดยผลงานดีที่สุดคือการเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ 3 ศึกเมเจอร์ติดต่อกันในยุคสเวน คือ ฟุตบอลโลก 2002 และ 2006 กับฟุตบอลยูโร 2004

หนึ่งในอุปสรรคสำคัญของการพัฒนาทีมชาติเมืองผู้ดีคือการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในเชิงธุรกิจของพรีเมียร์ลีก ซึ่งทำให้แต่ละสโมสรมุ่งเน้นความสำเร็จแบบสำเร็จรูปด้วยการซื้อนักเตะฝีเท้าเยี่ยมจากหลากหลายเชื้อชาติ แทนที่จะให้โอกาสแข้งท้องถิ่นได้พัฒนาตัวเองจากการลงเล่นอย่างสม่ำเสมอ
หลังจากได้เห็นความสำเร็จของบรรดาเพื่อนบ้านร่วมทวีปอย่าง สเปน และ เยอรมนี ที่กลายเป็นแชมป์โลกหรือแชมป์ยุโรปด้วยฐานนักเตะอายุยังน้อยที่สามารถใช้งานได้นาน
ช่วงปลายปี 2014 เอฟเอจึงระดมสมองเรียกผู้เกี่ยวข้องในฝ่ายพัฒนานักกีฬา (ซึ่งรวมถึง แกเร็ธ เซาธ์เกต กุนซือสิงโตชุดใหญ่คนปัจจุบันที่ยังคุมทีมยู-21 ในขณะนั้น) มาวางนโยบายสร้างนักเตะที่มี “ดีเอ็นเออังกฤษ” แท้ๆ ให้สมกับที่เป็นประเทศต้นกำเนิดของกีฬาฟุตบอลสมัยใหม่
ใช้เวลา 2 เดือนจึงได้พิมพ์เขียวออกมาแบบครึ่งๆ กลางๆ โดยมีโค้ชชื่อไม่ค่อยดัง ผลงานไม่ค่อยเด่นมาเป็นผู้รับผิดชอบ ได้แก่ สตีฟ คูเปอร์, พอล ซิมป์สัน และ เอดี้ โบธรอยด์ กระนั้น คูเปอร์ก็พิสูจน์ตัวเองให้เห็นด้วยการพาสิงโตชุดเล็กคว้าแชมป์โลกยู-17 เมื่อไม่กี่วันก่อน
อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์หลายคน อาทิ เจมี่ คาร์ราเกอร์ และ แฟรงก์ แลมพาร์ด อดเป็นห่วงไม่ได้ว่า “อนาคต” ของนักเตะชุดนี้อาจไม่ได้สวยงามอย่างที่แฟนๆ และสื่อคาดหวังนัก

ยกตัวอย่างแข้งสิงโตน้อยชุดแซงชนะสเปน 5-2 ในรอบชิงยู-17 เวิลด์คัพ ผู้เล่น 11 คนแรก มีนักเตะจาก เชลซี 4 คน, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 3 คน, ฟูแล่ม, วูล์ฟแฮมป์ตัน, วัตฟอร์ด และ ลิเวอร์พูล ทีมละ 1 คน
กรณีของ 4 ทีมหลังอาจไม่เป็นปัญหามากนัก แต่สำหรับสิงห์บลูกับเรือใบสีฟ้าแล้ว หลายปีที่ผ่านมา พิสูจน์แล้วว่าดาวรุ่งที่อยู่ในมือพวกเขาล้วน “เสียของ” เนื่องด้วยเป็นทีมใหญ่ ต้องการผลแข่งแบบทันใจ จึงไม่พร้อมจะใช้งานแข้งยังบลัดอย่างค่อยเป็นค่อยไป บ่อยครั้งเราจึงเห็น 2 ทีมนี้ปล่อยแข้งดาวรุ่งให้ทีมอื่นยืมตัว บ้างนานหลายปี จนสุดท้ายก็ขายให้ทีมอื่นในราคาถูก
เช่นกรณี โดมินิค โซลันกี้ กองหน้าทีมชาติชุดยู-20 เจ้าของรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำศึกเวิลด์คัพ ยู-20 ปีนี้ ซึ่งต้นฤดูกาล เชลซีเพิ่งขายให้ลิเวอร์พูลด้วยราคาค่าโอนย้ายเพียง 3 ล้านปอนด์ (132 ล้านบาท) เท่านั้น

แม้จะหวังให้แมนฯซิตี้กับเชลซีเปลี่ยนนโยบายของตัวเอง แต่ 2 ทีมนี้คว้าแชมป์ลีกรวมกัน 5 จาก 8 ครั้งหลังสุด ด้วยผู้เล่นหลักต่างชาติอย่างที่เคยเป็น การจะหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคงยากเต็มที และต้องหวังให้แข้งหนุ่มเหล่านี้ไปเตะตาสโมสรใหญ่ๆ ในต่างแดนหากหวังจะเติบโต
กรณีตัวอย่างที่อาจไม่ใช่นักเตะอังกฤษแต่น่าจะเป็นต้นแบบที่ดีคือ ปอล ป๊อกบา กองกลางชาวฝรั่งเศสซึ่งรู้ว่าตัวเองคงไม่มีโอกาสแย่งพื้นที่ในทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยุค เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จึงเบนเข็มไป ยูเวนตุส และสร้างชื่อที่นั่น จนปีศาจแดงต้องไปง้อกลับมาในราคาเป็นสถิติโลกในขณะนั้น
ส่วนแข้งดาวรุ่งยุคนี้ที่น่าจับตาคือ จาดอน ซานโช่ กองหน้าวัย 17 ปี ซึ่งโตมากับวัตฟอร์ดและแมนฯซิตี้ แต่สุดท้ายตัดสินใจย้ายไป โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ก่อนขึ้นชุดใหญ่และกลายเป็นกำลังสำคัญของทีมเสือเหลืองอยู่ในขณะนี้
เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือเรือใบสีฟ้า อาจไม่ได้การันตีว่าจะใช้งานแข้งดาวรุ่งเมืองผู้ดีในการไล่ล่าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ก็จริง แต่ก็ให้กำลังใจวงการลูกหนังอังกฤษว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นการนับหนึ่งที่ดีสำหรับทีมสิงโตชุดใหญ่ โดยเปรียบเทียบกับทีมชาติสเปนในอดีตว่ามักโดนล้อเลียนว่าเป็น “หมูสนามจริง สิงห์สนามซ้อม” เพราะชื่อเสียงโด่งดังจริง แต่พอถึงทัวร์นาเมนต์สำคัญทีไรมักไปสุดแค่รอบ 16 ทีมสุดท้ายหรือรอบก่อนรองชนะเลิศทุกที

กระทั่งถึงจุดหนึ่ง เมื่อทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง ทีมกระทิงดุที่มีนักเตะ บาร์เซโลน่า กับ รีล มาดริด เป็นขุมกำลังหลัก ก็กวาดแชมป์แบบเกือบๆ จะไร้เทียมทานอยู่ช่วงหนึ่งเลยทีเดียว
ท้ายที่สุด สิงโตจะตามรอยกระทิงได้หรือไม่ คงต้องตามลุ้นกันยาวๆ

