โค้ชอ๊อต เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร ในมุมที่เป็น “ลูก” และ “ศิษย์”
อาจกล่าวได้ว่าไม่เคยปรากฏในวงการกีฬาไทย ที่มีการถ่ายทอดสดให้เห็นถึงการอำลาหน้าที่ของผู้ฝึกสอนกีฬา หลายครั้งหลายหนเราเห็นกันแต่การประกาศแขวนนวม แขวนสตั๊ด หรือแขวนแร็กเกตของนักกีฬาระดับตำนาน
แต่ครั้งนี้คงเป็นครั้งแรกของ “โค้ช” ที่เมื่อประกาศอำลาตำแหน่งแล้วมีการถ่ายทอดสดออกทีวีไปทั่วประเทศ
คงไม่ต้องพูดถึงกันมากสำหรับบทบาทหน้าที่ในการเป็นโค้ชทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ของ “โค้ชอ๊อต เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร” ทั้งสิ่งที่ถูกกล่าวขานและการชื่นชมในผลงานเป็นเครื่องการันตีความสำเร็จของเขาได้เป็นอย่างดี
แต่ในอีกบทบาทหนึ่งที่หลายคนไม่ค่อยได้เห็น ทั้งบทบาทของความเป็นลูก และบทบาทของความเป็นศิษย์นั้น บอกได้เลยว่า โค้ชอ๊อตทำได้ดีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผลงานด้านวอลเลย์บอลที่ปรากฏต่อสังคม
ภาพความประทับใจที่คนทั้งสนามและคนไทยทั้งประเทศได้เห็นโค้ชอ๊อตก้มลงกราบเท้าพ่อกับแม่ เรียกน้ำตาของผู้ชมที่ร่วมในเหตุการณ์ครั้งนี้ได้อย่างท่วมท้น ทุกอากัปกิริยาดูเป็นไปอย่างปกติไม่มีอาการเก้อเขินใดๆ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะการกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่โค้ชอ๊อตถือเป็นวัตรปฎิบัติต่อพ่อและแม่มาโดยตลอด
ทุกวันสงกรานต์ โค้ชอ๊อตจะกราบขอพรจากพ่อแม่ พร้อมทั้งกล่าวขออโหสิกรรมในสิ่งที่ได้ล่วงเกิน และล้างเท้าให้บุพการีทั้งสองทุกครั้ง เป็นเช่นนี้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงเมื่อครั้งต้องไปเดินทางไปเป็นโค้ชที่ประเทศจีน โค้ชอ๊อตก็จะบินกลับมากราบพ่อกับแม่ในช่วงวันสงกรานต์มิได้ขาด
และในอีกบทบาทของความเป็นศิษย์ ผู้ที่ชมการถ่ายทอดในวันนั้น จะได้ยินโค้ชอ๊อตกล่าวถึงอาจารย์ท่านหนึ่งอยู่ตลอดเวลา
“อาจารย์กรรวีครับ อาจารย์ช่วยลุกขึ้นยืนหน่อยครับ” แต่ไม่มีใครเห็นอาจารย์กรรวี ในตอนที่โค้ชอ๊อตพยายามจะขอให้ท่านลุกขึ้นยืน จนภายหลังลูกศิษย์ต้องมาแซวอาจารย์ว่า “ตอนผมขอให้อาจารย์ยืนขึ้นอาจารย์เขินเหรอ ถึงไม่ยอมลุกขึ้นยืน สงสัยเขินจนไม่กล้าออกกล้อง”
“ใครจะเขิน ครูไม่ได้เขิน แต่เค้าเอาครูย้ายไปนั่งที่อื่น บอกว่าจะได้นั่งสบายกว่าตรงนี้ ลูกศิษย์ที่อยู่ตรงนั้นก็ช่วยกันตะโกนว่าอาจารย์อยู่นี่ อาจารย์อยู่นี่ แต่เสียงในสนามมันดังไม่มีใครได้ยินเลย” (ฮา)
ถือเป็นความตั้งใจของโค้ชอ๊อตที่อยากกราบทั้งพ่อแม่ และอาจารย์ ในวันที่เค้าจะอำลาหน้าที่ในฐานะโค้ชทีมชาติไทย “พ่อแม่ผมก็เอาด้วยนะ พ่อบอกว่า ไม่มาหรอก ขอดูอยู่ที่บ้านดีกว่า ผมก็นึกว่าพ่อกับแม่คงอยู่บ้าน แต่ทางสมาคมให้น้องสาวไปรับแล้วเอาไปซ่อนไว้ที่ห้องวีไอพีด้านบน ตอนแรกสมาคมจะส่งตั๋วไปให้น้องคุน (ภรรยา) มาด้วยนะ แต่กลัวแผนแตกเพราะผมวิดีโอคอลคุยกันทุกคืน เลยทำเซอร์ไพรส์แค่พ่อกับแม่เท่านั้น”
มีคนส่งเทปให้น้องคุนดู ดูเสร็จมาดุผมด้วยนะว่าทำไมไม่บอกว่าจะมีพิธีอำลา เธอจะได้มาอยู่ด้วย ผมบอกผมก็ไม่รู้ เค้าปิดกันเงียบเลย ทั้งพ่อแม่ น้องสาว นักกีฬาทุกคนช่วยกันปิดหมด
ส่วนอาจารย์นั้นโค้ชอ๊อตเช็กแล้วเช็กอีกกับเพื่อนว่า “อาจารย์มาแน่นะ” จนเมื่อรู้แน่ว่าอาจารย์มาถึงแล้ว ก่อนลงสนาม โค้ชอ๊อตก็เตรียมพวงมาลัยแล้วเดินเข้ามากราบอาจารย์ในทันที โค้ชอ๊อตเคยพูดให้ทุกคนฟังเสมอๆ ผมมีวันนี้ได้ ประสบความสำเร็จเช่นทุกวันนี้ก็เพราะอาจารย์กรรวี
รศ.ดร.กรรวี บุญชัย เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาพลศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จบการศึกษาทางด้านพลศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจากเป็นอาจารย์ได้ระยะหนึ่ง ก็ได้ทุนข้ามน้ำข้ามทะเลไปศึกษาปริญญาเอกที่สหรัฐอเมริกา ลูกศิษย์รุ่นแรกที่อาจารย์รับหน้าที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาภายหลังจากที่จบการศึกษามาก็คือ PE14 รุ่นของโค้ชอ๊อด
“ไม่รู้จักเลย ตอนนั้นเค้าติดทีมชาติแล้วนะ เราก็…ใครอะ… เกียรติพงษ์ เราไม่รู้จักเพราะเราไม่ได้ดูวอลเลย์บอล เราสนใจแต่บาสเกตบอล แต่พอได้มาเจอกันก็มีปัญหาให้ได้แก้ไขตั้งแต่ครั้งแรกเลย”
“อาจารย์ครับผมมาเรียนไม่ได้ ผมติดทีมชาติวอลเลย์บอลชุดใหญ่ไปแข่งซีเกมส์ ต้องซ้อมทั้งเช้า กลางวัน เย็น ผมไม่มีเวลามาเรียนเลย ยังไงผมก็ต้องขอดร็อป”
“เอาไงล่ะ ยังไม่ทันเรียนเทอมหนึ่งเลย จะมาขอดร็อปซะแล้ว จะเขียนเหตุผลกันยังไง ระเบียบมหาวิทยาลัยก็ไม่ให้ลาเรียนตั้งแต่เทอมแรก จะบอกว่าไม่สบายเค้าก็เป็นนักกีฬาทีมชาติ จะไม่สบายได้อย่างไร แต่เมื่อยังไงก็ต้องดร็อป ฉะนั้น เข้าพบคณบดีกันเลยละกัน”
หลังจากจูงมือพากันไปหาคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ ทางมหาวิทยาลัยจึงให้ดร็อปเรียนได้ในเทอมแรก ขาดเรียนไปหนึ่งเทอมใช่ว่าโค้ชอ๊อดจะจบช้าไปแค่หนึ่งเทอม แทนที่จะใช้เวลาแค่สี่ปีครึ่งกลับต้องใช้เวลาถึง 6 ปีกว่าจะจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีได้
“คนอื่นลงได้ 5-7 วิชาต่อเทอม อ๊อตลงได้ 3 วิชาบ้าง 4 วิชาบ้าง ให้เรียนเยอะก็ไม่ได้ เพราะเดี๋ยวไม่มีเวลามาเรียน ที่คณะเช็กชื่อเป็นจริงเป็นจังมาก เราสอนพลศึกษาเรื่องวินัยต้องมาก่อน เลยต้องทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง”
“ผมท่องขึ้นใจเลยนะ สองสายเท่ากับหนึ่งขาด” (ฮา) เสียงโค้ชอ๊อตแซวอาจารย์ หมายถึงมาสายสองครั้งเช็กชื่อเป็นขาดหนึ่งครั้ง เทอมหนึ่งขาดเกินสี่ครั้งหมดสิทธิ์สอบ
ดังนั้น ก่อนลงทะเบียนทุกเทอมต้องเอาตารางสอนกับตารางซ้อมมานั่งดูกัน อันไหนต้องสลับตารางซ้อมบ้าง อ๊อตก็ต้องไปเจรจากับทางสมาคม แต่เมื่อไม่ได้ซ้อมพร้อมทีม อ๊อตก็เลยถูกติวเข้มแบบตัวต่อตัวซึ่งกลายเป็นผลดีในเวลาต่อมาที่ทำให้โค๊ชอ๊อตมีพัฒนาการที่เร็วขึ้นมากกว่านักกีฬาในรุ่นเดียวกัน
“ดูกันขนาดที่ว่าวิชาไหนลงเรียนแล้วต้องได้เกรดอะไร เดี๋ยวโปรสูงเดี๋ยวโปรต่ำสลับไปมาอย่างนี้ หวุดหวิดจะรีไทน์อยู่หลายที ถ้าช่วงแข่งต้องหยุดก็ต้องมานับว่าเกินหรือยัง เป็นอย่างนี้ทุกเทอม”
จนมาเก็บหน่วยกิตได้ครบแล้ว คนอื่นใช้เวลาเรียน 4 ปี อ๊อตใช้เวลา 6 ปี พอจะทำเรื่องขอจบหน่วยกิตขาดไปหนึ่งหน่วยกิต ขาดได้ยังไงแค่หนึ่งหน่วยนี่นะจะทำให้ต้องเรียนปีที่ 7 เลยเหรอ เช็กแล้วเช็กอีกไปตกหล่นตรงไหนสุดท้ายขาดไปจริงๆ อาจารย์เลยต้องขอเปิดรายวิชาทักษะการเป็นโค้ชบาสเกตบอลให้มาเรียนตอนซัมเมอร์
“ตากแดดกันอยู่กลางสนามสองคน ให้มาเรียนช่วงปิดเทอมร้อนก็ร้อน คนอื่นที่เรียนภาคปกติก็มีเพื่อนสลับกันลงไปเล่นให้ได้ฝึกทักษะกัน ส่วนอ๊อตนี่ต้องอาศัยเอานักกีฬามหาวิทยาลัยมาให้เค้าหัดตัดสิน มาหัดฝึก ยังไงก็ต้องเอาให้จบปีนั้นให้ได้ หกปีเหนื่อยกันแล้วทั้งครูทั้งลูกศิษย์”
แต่ใช่ว่าสำหรับโค้ชอ๊อตแล้ว รศ.ดร.กรรวี จะมีบทบาทอยู่เพียงแค่นี้ แต่เพราะความที่อาจารย์เป็นโค้ชทีมบาสเกตบอล จึงนำเอาความรู้เมื่อครั้งไปศึกษาปริญญาเอกที่สหรัฐอเมริกาเรื่อง Weight Training มาใช้ในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้นักกีฬาบาสเกตบอล
โค้ชอ๊อตจึงมาขอคำปรึกษาและเชิญอาจารย์ไปวางแผนการยกน้ำหนักให้นักกีฬาวอลเลย์บอลอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งวอลเลย์บอลถือเป็นสมาคมแรกๆ ที่เริ่มเอาการฝึกด้านนี้มาใช้ให้สู้กับนักกีฬาระดับโลกได้
หรือแม้แต่เรื่องที่นักกีฬาต้องเข้ามาแสดงความยินดีซึ่งกันและกันในแต่ละแต้มซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับนักกีฬาไทยเมื่อ 30 ปีที่แล้วด้วยว่าเรายังเขินอายต่อการแสดงออกในลักษณะนี้
“ตอนนั้นเราต้องบอกนักกีฬาเลย ใครทำแต้มได้ คนอื่นต้องเข้าไปยินดี ไปตีมือไปแตะไหล่ ตอนที่ทำทีมบาสเกตบอลนักกีฬาชู้ตลูกเสร็จต้องขึ้นเร็วลงเร็ว ไม่มีจังหวะพักในแต่ละแต้มเหมือนวอลเลย์บอล ดังนั้น อาจจะแค่ตีมือกัน แตะหัวไหล่กัน แรกๆ ก็เขินไม่กล้าทำ เราก็บอกต้องทำ ใครทำแต้มเสียก็ต้องเข้าไปบอกไม่เป็นไร ให้กำลังใจกัน อันไหนดีแล้ว อันไหนไม่ดี ให้บอกกัน จะทำให้เกิดความเป็นทีมเวิร์ก”
โค้ชอ๊อตเองก็เริ่มเอาสิ่งนี้ไปใช้ตั้งแต่เมื่อเริ่มหัดการเป็นโค้ช เราจึงได้เห็นนักกีฬาวอลเลย์บอลให้กำลังใจกันในทุกๆ แต้มการแข่งขัน จนกลายเป็นภาพคุ้นตาที่หลายคนต่างชื่นชม
ระหว่างการพูดคุยระลึกความหลังระหว่างครูกับลูกศิษย์ให้ผู้ร่วมโต๊ะท่านอื่นฟัง น้องคุนก็วิดีโอคอลเข้ามาพอดี โค้ชอ๊อดกับน้องคุนคุยกันได้ไม่นาน เสียงแม่ก็ดังขึ้นฝากลูกชายให้บอกลูกสะใภ้ว่า
“อ๊อด…บอกน้องคุนด้วย กล้วยแห่ขันหมากตอนแต่งงาน มันออกลูกแล้ว น้องคุนว่ายังไง”
หรือโค้ชอ๊อดบินกลับไปจีนคราวนี้คนไทยต้องตามลุ้น (ลูกของโค้ช) วอลเลย์บอลกันอีกที (ฮา ฮา) เชียร์…เชียร์…เชียร์…สู้…สู้…สู้

