ก.กีฬา ผนึก กกท.-กองทุน เดินหน้า Domestic Power 2026 รุกพัฒนากีฬาครบวงจร
ดร.วนิดา พันธ์สอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) สนับสนุนโครงการส่งเสริมกีฬาที่มีศักยภาพอย่างเต็มระบบครบวงจร “Domestic Power 2026″ ระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ โดยมี นายสุรศักดิ์ เกิดจันทึก รองผู้ว่าการ กกท.ฝ่ายส่งเสริมกีฬา, นายทนุเกียรติ จันทร์ชุม ผู้จัดการกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และผู้บริหาร เข้าร่วมพิธีลงนามอย่างเป็นทางการ ที่โรงแรมเอสซี ปาร์ค กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์
ความรวมมือกันในครั้งนี้ถือเป็นนโยบายที่สำคัญของรัฐบาลในการพัฒนารากฐานด้านกีฬาอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ และเสริมสร้างศักยภาพนักกีฬาไทยสู่การแข่งขันในระดับสากลอย่างยั่งยืน เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมห่างไกลยาเสพติด และอบายมุข โดยสำหรับแผนการดำเนินงานภายใต้โครงการความร่วมมือในปีนี้ ครอบคลุมทั้งสิ้น 8 ชนิดกีฬา ประกอบด้วย ฟุตบอล, ฟุตซอล, แบดมินตัน, วอลเลย์บอล, เทควันโด, อีสปอร์ต, กรีฑา และบาสเกตบอล
ดร.วนิดา กล่าวว่า โครงการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพนักกีฬา มีวัตถุประสงค์หลักในการยกระดับขีดความสามารถของนักกีฬาให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น โดยในปีที่ผ่านมาเราได้ริเริ่มดำเนินการใน 6 ชนิดกีฬา ซึ่งประสบความสำเร็จในการพัฒนาบุคลากร ทั้งในส่วนของผู้ฝึกสอนและผู้ตัดสินให้มีทักษะความเชี่ยวชาญสูงขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่งจาก กกท. รวมถึงกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติที่ช่วยจัดสรรงบประมาณ เพื่อผลักดันให้เป้าหมายของโครงการบรรลุผลสำเร็จ
”ส่วนทางด้านการเพิ่มชนิดกีฬาอีก 2 ประเภทในปีนี้ กรีฑาและบาสเกตบอล มีเป้าหมายสำคัญเพื่อขยายโอกาสให้แก่เยาวชนไทยได้เข้าถึงเส้นทางสายกีฬามากขึ้น โดยเราคัดเลือกกีฬาที่มีศักยภาพและมีความหวังในการคว้าเหรียญทองในระดับนานาชาติ ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาให้เยาวชนก้าวสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพที่มีคุณภาพในอนาคต” ดร.วนิดา กล่าว
นายทนุเกียรติ กล่าวว่า สำหรับโครงการปีนี้ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 มุ่งเน้นการสร้างประโยชน์ให้แก่เยาวชนและบุคลากรทางการกีฬา รวมกว่า 200,000 คน เพื่อส่งเสริมให้ผู้ได้รับโอกาส จนสามารถบรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งไว้ แม้ในปัจจุบันศักยภาพของกองทุนฯ อาจจะยังไม่ครอบคลุมการสนับสนุนครบทุกสมาคมกีฬาในประเทศ แต่เรายืนยันที่จะขยายขอบเขตการช่วยเหลือให้ทั่วถึงยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน
นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า นโยบายสำคัญของรัฐบาลในชุดนี้ คือการมุ่งเน้นให้เด็กไทยสามารถเข้าถึงการเล่นกีฬาได้อย่างทั่วถึง เราจึงมองเห็นความสำคัญในการสร้างพื้นที่ หรือเวทีให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพ เพื่อหาผู้ที่มีความสามารถโดดเด่นนำมาพัฒนาต่อยอดให้ได้รับประสบการณ์ในระดับที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการส่งตัวเข้าฝึกซ้อมร่วมกับทีมชาติ หรือการลงแข่งขัน โดยเราตั้งเป้าหมายสูงสุดเพื่อให้เยาวชนเหล่านี้ ก้าวไปสู่การเป็นนักกีฬาทีมชาติอย่างเต็มตัว รวมถึงสร้างโอกาสในการเซ็นสัญญาเป็นนักกีฬาอาชีพกับสโมสรชั้นนำต่อไปในอนาคต
”สำหรับปีนี้ เราพร้อมทั้งมุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรในแวดวงกีฬาให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ซึ่งเป็นเครื่องสะท้อนถึงความตั้งใจจริงของโครงการในการผลักดันเยาวชนไทยให้มีศักยภาพทัดเทียมระดับสากล” นายสุรศักดิ์ กล่าว

