บิ๊กต้น เปิดนโยบายชิงนายกรักบี้สมัย 3 ดึงเวิลด์ซีรีส์บู๊ที่ไทย-สร้างผู้ฝึกสอนเพิ่ม-จัดรายการกึ่งอาชีพ
เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที โรงแรมเบสท์เวสเทิร์น นาดา แอร์พอร์ต “บิ๊กต้น” พ.ต.ท.กุลธน ประจวบเหมาะ อดีตนายกสมาคมกีฬารักบี้ฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ แถลงนโยบายก่อนการเลือกตั้งนายกสมาคมกีฬารักบี้ฯ วาระใหม่ ในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้
พ.ต.ท.กุลธนได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกสมาคมฯ ในวันนี้เนื่องจากจะเป็นวันประชุมสมาคมฯ วันสุดท้าย ก่อนหมดวาระสมัย และจะหยุดอนุมัติ ในเรื่องงบประมาณต่างๆ และ ที่สำคัญเพื่อให้การเลือกตั้งนายกสมาคมคนใหม่ในวันที่ 7 เมษายน ตามระเบียบ ข้อบังคับ เป็นไปด้วยความโปร่งใส
พ.ต.ท.กุลธน กล่าวว่า หนึ่งในนโยบายหลักคือ การดึงการแข่งขันระดับโลก “เวิลด์ซีรีส์” มาจัดที่ประเทศไทย ซึ่งจะเป็นรายการใหญ่กว่าศึกเอเชียซีรีส์ และจะทำให้นักกีฬารักบี้จากทั่วโลกเดินทางมาแข่งขันในประเทศไทย พร้อมมีการถ่ายทอดสดไปทั่วโลก รวมทั้งมีเป้าหมายสำคัญในการ ผลักดันระบบรักบี้กึ่งอาชีพ เพื่อสร้างโอกาสให้นักกีฬารักบี้ไทยสามารถมีรายได้และเงินรางวัลจากการเล่นกีฬาได้อย่างจริงจัง หลังจากที่เคยประกาศเป็นนโยบายไว้ในสมัยที่ 2 แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้สำเร็จ
นายกสมาคมกีฬารักบี้ฯ 2 สมัยหลังสุด กล่าวอีกว่า อีกหนึ่งนโยบายสำคัญคือ การยกระดับผู้ฝึกสอนในต่างจังหวัด ผ่านการอบรมตามมาตรฐานของเวิลด์รักบี้ ในแต่ละระดับ พร้อมเปิดโอกาสให้โค้ชที่ทำทีมประสบความสำเร็จในระดับพื้นที่ ได้เข้ามามีบทบาทเป็นทีมสต๊าฟโค้ชของทีมชาติไทย เนื่องจากปัจจุบันจำนวนนักรักบี้เพิ่มมากขึ้น ทำให้จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนผู้ฝึกสอนให้สอดคล้องกับการพัฒนานักกีฬา
พ.ต.ท.กุลธนกล่าวต่อว่า ในบทบาทของประธานสมาพันธ์รักบี้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีความตั้งใจที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการพัฒนากีฬารักบี้ของภูมิภาค โดยได้มีความร่วมมือกับสมาคมรักบี้จากหลายประเทศในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง และไต้หวัน เพื่อนำองค์ความรู้และประสบการณ์ในด้านต่างๆ มาร่วมกันพัฒนาวงการรักบี้ อีกโครงการหนึ่งที่สมาคมได้เริ่มผลักดันคือ รักบี้ชายหาด สมาคมเตรียมผลักดันให้ การกีฬาแห่งประเทศไทยรับรองกีฬารักบี้ชายหาดอย่างเป็นทางการ เพื่อให้สามารถจัดการแข่งขันทั้งในประเทศและระดับนานาชาติได้
สำหรับรักบี้ 15 คน พ.ต.ท.กุลธน ยืนยันว่าจะยังคงให้ความสำคัญ เพราะถือเป็นพื้นฐานของกีฬารักบี้ ที่ผ่านมาได้เป็นผู้ริเริ่มการแข่งขันยูเนียนคัพ ซึ่งจัดมาแล้ว 2 ปี โดยมีทีมจากเอเชียและอาเซียนเข้าร่วม และในปีนี้จะมี 8 ทีมเข้าร่วมแข่งขัน พร้อมทั้งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพ นอกจากนี้ยังมีแผนสร้างทีมรักบี้หญิง 15 คนทีมชาติไทย เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันในระดับนานาชาติ ในส่วนของการแข่งขันรักบี้ 15 คนภายในประเทศ สมาคมพบว่า หลายโรงเรียนมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ บางแห่งมีงบทำทีมเพียง 40,000 – 50,000 บาทต่อปี ทำให้ไม่สามารถส่งทีมแข่งขันได้ จึงมีแนวคิดที่จะสนับสนุนงบประมาณให้โรงเรียนและมหาวิทยาลัย ที่ต้องการส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขัน
สำหรับการผลักดันให้กีฬารักบี้ก้าวสู่ระบบกึ่งอาชีพ สมาคมได้เริ่มต้นจากนักกีฬาทีมชาติในประเภท รักบี้ 7 คน ทั้งทีมชายและทีมหญิง โดยมีการสนับสนุนเงินเดือนให้กับนักกีฬาในช่วงที่ไม่มีการแข่งขัน เพื่อให้นักกีฬาสามารถฝึกซ้อมและพัฒนาศักยภาพได้อย่างต่อเนื่อง การเริ่มต้นจากประเภท 7 คน เป็นเพราะมองว่า ศักยภาพของนักกีฬาไทยมีความเหมาะสมกับรูปแบบการแข่งขันประเภทนี้ ทั้งในด้านรูปร่าง ความคล่องตัว และทักษะการเล่น
ขณะเดียวกันผลงานของทีมชาติไทยในประเภท 7 คน ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ โดยเฉพาะ ทีมหญิงที่มีศักยภาพพัฒนาไปสู่ระดับ ท็อปลีกของเวิลด์ซีรีส์ได้ในอนาคต สมาคมเชื่อว่าการพัฒนากีฬารักบี้อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องสร้าง “ความนิยม” ให้เกิดขึ้นกับกีฬา โดยตั้งใจใช้ทีมชาติรักบี้ 7 คนทั้งทีมชายและทีมหญิง เป็นกำลังสำคัญในการสร้างความนิยมให้กับกีฬารักบี้ในประเทศไทย
พ.ต.ท.กุลธนยังเปิดเผยถึงแผนจัดตั้งสำนักงานสมาคมแห่งใหม่เนื่องจากปัจจุบันที่ทำการสมาคมอยู่ใต้สนามราชมังคลากีฬาสถานซึ่งมีพื้นที่เพียงสองห้องเล็กและมีข้อจำกัดในการทำงานรวมถึงแนวคิดในการสร้างสนามรักบี้ของสมาคมเองซึ่งต้องใช้งบประมาณจำนวนมากจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชนและคนในวงการรักบี้ขอแรงสนับสนุนจากคนรักรักบี้
“ในสนามรักบี้นั้น ไม่มีทีมไหนที่จะชนะคนเดียว ชนะกันเป็นทีม สมาคมฯ ก็เช่นกัน ผมต้องการ การรวมพลังกัน เพื่อชัยชนะ ในอนาคต อีกไม่ถึง 2 เดือนข้างหน้า เราไม่ได้เลือกแค่ นายกสมาคมฯ แต่เรากำลังงจะเลือกอนาคตของกีฬารักบี้ไทย“
พ.ต.ท.กุลธน ยังได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “สิ่งหนึ่งที่ผมทำแล้วมีความสุข คือการได้อยู่กับกีฬา โดยเฉพาะกีฬารักบี้ แม้จะเหนื่อยมาก แต่ก็มีความสุขที่ได้พัฒนากีฬาที่ผมรักมาตั้งแต่เด็กและได้พบกับเพื่อนพ้องพี่น้องที่จริงใจ มาช่วยกันสร้างวงการรักบี้ พร้อมหวังว่าคนในวงการรักบี้จะให้โอกาสและสนับสนุนให้ได้ทำงานต่อ เพื่อร่วมกันพัฒนากีฬารักบี้ไทยให้ก้าวไปข้างหน้า”






