หน้าแรก 50 ปี ไทยจีน ความสัมพันธ์ไ...

ความสัมพันธ์ไทย-จีน 50 ปี ในสายตา สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ ‘จีนเบอร์หนึ่งท่องเที่ยว-ส่งออก ไทยต้องพัฒนาบุคลากร รองรับลงทุน’

27.05.25 | 11:16 น.
ความสัมพันธ์ไทย-จีน 50 ปี ในสายตา สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ ‘จีนเบอร์หนึ่งท่องเที่ยว-ส่งออก ไทยต้องพัฒนาบุคลากร รองรับลงทุน’

ความสัมพันธ์ไทย-จีน 50 ปี
ในสายตา สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
‘จีนเบอร์หนึ่งท่องเที่ยว-ส่งออก ไทยต้องพัฒนาบุคลากร รองรับลงทุน’

ในโอกาสครบรอบ 50 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศไทย ซึ่งความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นนี้ได้หยั่งรากลึกและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความสัมพันธ์ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมหรือการเมือง แต่ยังขยายลึกซึ้งไปถึงภาคการค้า การลงทุน และความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความเกื้อกูลและการพึ่งพาอาศัยกันทางเศรษฐกิจได้กลายเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ฉายภาพความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจของจีนกับไทย โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น 

เศรษฐกิจจีนโตเกินดุลก่อนมุ่งเอไอ-แก้เกมภูมิรัฐศาสตร์

รศ.ดร.สมชายระบุว่า สำหรับจีนนั้นมีการปรับเปลี่ยนตัวเศรษฐกิจ คือในอดีตจีนเคยเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตที่สูงมาตลอดเกือบ 30 ปี หรือตั้งแต่ปี 1980 (2523) จนกระทั่งมาถึงช่วงราวปี 2016 (2559) โดยประเทศจีนได้พัฒนาการค้า ให้สามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพแต่ราคาต่ำ ซึ่งทำให้จีนพัฒนาขีดความสามารถ จนเรียกว่าเกิดการค้าเกินดุลการค้ากับประเทศต่างๆ 

Advertisement

อย่างไรก็ดี จีนก็มาถึงจุดหนึ่ง คือจุดที่ภาคการผลิตเริ่มมีต้นทุนค่าแรงขึ้น ขณะเดียวกันโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่หลายประเทศ โดยเฉพาะมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา เริ่มใช้นโยบายการป้องกันการผงาดขึ้นมาของจีน เพราะฉะนั้นกลไกเหล่านี้ บวกกับจีนเองมาถึงจุดที่ใช้ความรู้ความสามารถ หรือผลิตภาพไปเต็มที่แล้ว ดังนั้น จีนเองจึงมีความจำเป็นในการที่จะปรับยุทธศาสตร์ในการพัฒนาใหม่ 

ซึ่งในการพัฒนายุทธศาสตร์นี้ จีนก็เน้นการพัฒนาเรื่องของเทคโนโลยีระดับสูง ซึ่งก็ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ส่วนที่สองคือ พยายามแก้ปัญหาเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ ที่หลายประเทศพยายามเล่นงานจีน โดยเฉพาะสหรัฐ โดยพยายามพึ่งพาตัวเองมากขึ้น อาทิ เรื่องการบริโภคภายในประเทศ 

DeepSeek ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) จีนมาแรง แข่งสหรัฐ
โดรนจีนบินไกลถึงดูไบ ให้บริการส่งพัสดุ สะท้อนความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีของจีนที่โลกจับตา (ภาพจาก China Xinhua News)

และอีกส่วนที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ ความพยายามขยายการค้า และความสัมพันธ์เรื่องเศรษฐกิจกับพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านทางเส้นทางสายไหม Belt and Road Initiative (BRI) ซึ่งเป็นการพัฒนาโครงสร้างความสัมพันธ์ในเชิงเขาออร์แกนิค เรียกว่าความสัมพันธ์ที่มีนัยยะเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่อยู่ในความสัมพันธ์นี้ด้วย  

จีนส่งออกโต 8.1% ส่งไปสหรัฐหด 21% แต่ส่งมาอาเซียนเพิ่ม 21% สะท้อนการเปลี่ยนแปลงตลาดปลายทาง (ภาพจาก REUTERS)

จีนเชื่อมไทยผ่านมติการค้า-ลงทุน

สำหรับความสัมพันธ์ของไทยกับจีนในหลายมิติ โดยมิติแรกคือความสัมพันธ์ทวิภาคี เขตการค้าเสรีระหว่างประเทศในอาเซียนกับจีน หรือ FTA ASEAN Plus One (ASEAN+1) มิติที่สองระดับอนุภูมิภาคเช่น อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เรื่องของยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMES) ก็คือความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) 

เพราะฉะนั้นเห็นได้ชัดว่าจีนได้อาศัยพัฒนาผ่านความร่วมมือทางเศรษฐกิจเหล่านี้ ทำให้สถานะของจีนแม้ว่าจะถูกรุมล้อมจากการคุกคามของประเทศต่างๆ แต่จีนก็สามารถพัฒนาความสำเร็จในด้านยุทธศาสตร์ทางด้านเศรษฐกิจได้ดี จนกระทั่งอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนยังขยายตัวได้ดี เฉลี่ยได้ถึง 5% ต่อปีติดต่อกัน ซึ่งเป็นการขยายตัวที่ดีมากสำหรับประเทศใหญ่ เพราะจะเห็นได้ว่าประเทศขยายใหญ่ จะขยายตัวชะลอลงเหลือเพียง 2-3% เมื่อถึงจุดหนึ่ง

แต่ภายใต้ปัจจัยบวกเหล่านี้ จีนเองก็ต้องยอมรับว่ามันมีต้นทุนหรือความท้าทาย ซึ่งจะต้องมีการแก้ไขต่อไป เช่น เรื่องภาวะเงินฝืด การพัฒนาด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ขยายตัวจนกระทั่งอยู่ในจุดที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับศักยภาพ เศรษฐกิจภายใน เรื่องการกระตุ้นและการค้า หรือการพยายามที่จะดึงการลงทุนจากต่างประเทศที่ชะลอลง เป็นต้น 

โดยภาพรวมแล้วสถานการณ์ของจีน แม้จะเกิดวิกฤตแต่ก็สามารถที่จะต่อกรกับสหรัฐได้ ทำให้ภัยคุกคามลดลง เพราะฉะนั้นอาจจะกล่าวได้ว่าจีนนั้นเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ สามารถที่จะรักษาความยิ่งใหญ่ในแง่ของอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจได้อยู่ภายใต้การเปลี่ยนแปลง และสามารถรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ การคลัง และการเมืองได้ดี 

นอกจากนั้น ยังมีการพัฒนาอีกอันหนึ่งที่สำคัญมาก ก็คือเชื่อมโยงกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับเรื่องของกลุ่มประเทศโลกใต้ (Global South) ที่จีนกำลังขยายความสัมพันธ์ และอีกส่วนที่สำคัญคือ จีนมีนโยบายในเรื่องของการเคารพความเป็นอำนาจอธิปไตยของประเทศที่มีความสัมพันธ์ด้วย หรือการไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในประเทศ

ททท.เร่งเครื่องตลาดจีน จัดใหญ่รับคณะประชุมอินฟินิตัสกว่า 2,500 คนทั่วไทย
รัฐบาลมุ่งผลักดันให้ไทยคงสถานะจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับต้นๆ ของนักท่องเที่ยวจีน โดยเปิดแคมเปญ “สวัสดี หนีห่าว” ฉลอง 50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน

จีนเบอร์ 1 ท่องเที่ยว-ส่งออกของไทย

ทั้งนี้ สำหรับประเทศจีน ยังคงเป็นเบอร์ 1 ของไทยในหลายๆ เรื่องแน่นอน เรื่องแรกคือ จำนวนนักท่องเที่ยว โดยในช่วงก่อนโควิดที่ไทยมีนักท่องเที่ยว 40 ล้านคน ก็มีสัดส่วนที่เป็นจีนไปแล้ว 10 ล้านคน เฉลี่ยแล้วจีนอาจจะมีสัดส่วนประมาณสัก 20% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติในแต่ละปี ดังนั้น ถือว่าเป็นเบอร์ 1 ในด้านการท่องเที่ยวติดต่อกันมา จนทุกวันนี้ก็ยังเป็นเบอร์ 1 อยู่ แม้จำนวนอาจจะลดลงบ้างจากสงครามการค้า 

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้ ระบุว่าทุเรียนไทยครองใจผู้บริโภคชาวจีนมายาวนาน นับเป็นสินค้าส่งออกสำคัญ โดยเฉพาะในปี 2568 ที่กระแสความนิยมยังคง
เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ส่วนด้านการส่งออก ถ้านับเป็นรายประเทศนั้น จีนถือว่าเป็นคู่ค้าเบอร์ 1 ของไทย สลับไปมากับสหรัฐ แต่ถ้านับเป็นกลุ่มประเทศ อาเซียนจะเป็นที่หนึ่ง ทั้งนี้ การส่งออกไปจีนมีการขยายตัวประมาณ 10% ต่อปี 

ส่วนการลงทุนในไทยนั้น ก่อนหน้านี้จีนไม่ค่อยมีนโยบายการลงทุนมากนัก แต่ในระยะหลังจะเห็นว่าการลงทุนโดยตรงจากจีนมีการขยับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เห็นได้จากการยื่นคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน ผ่านการยื่นคำขอรับการส่งเสริมสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จีนก็อยู่ 1 ใน 5 ประเทศที่ยื่นคำขอมากที่สุด เพราะฉะนั้นแนวโน้มเรื่องการลงทุนโดยตรงของจีนกำลังมีการขยายตัวมากขึ้น 

รวมทั้งจากการที่จีนกำลังขยายความสัมพันธ์ในเส้นทางสายไหมสู่ทางใต้ หรือ South Belt ซึ่งจะเชื่อมโยงมาถึงประเทศไทยในส่วนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ไปภาคตะวันออก คือ โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ไปเชื่อมกับจีน 

และอีกเส้นทางคือเส้นทางเรือที่ผ่านทางใต้ ซึ่งทำให้เกิดความสัมพันธ์ในด้านการค้า การท่องเที่ยว โลจิสติกส์ และความมั่นคง ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งที่เป็นความสัมพันธ์อย่างเป็นรูปธรรมของไทยกับจีน  

รถไฟสินค้าห่วงโซ่ความเย็น ส่งออกองุ่นสดซินเจียงมาไทย เมื่อปลายปี 2567 (ภาพจาก China Xinhua News)

ประวัติ 2 ประเทศ สร้างสัมพันธ์ยาวนาน

ขณะเดียวกัน จีนมีความสัมพันธ์กับไทยมายาวนาน โดยในอดีตเป็นความสัมพันธ์แง่ประวัติศาสตร์ ซึ่งทางประวัติก็คือการโยกย้ายถิ่นฐาน ดังนั้น คนไทยจำนวนมากมีความผูกพันทางสายเลือดกับจีน จนบางคนก็แยกไม่ออกว่าเป็นคนไทยหรือคนจีน รวมทั้งอีกด้านที่สำคัญคือวัฒนธรรม สิ่งสำคัญคือเรื่องอาหารจีนในไทย แต่ที่สำคัญมากที่สุด เป็นความสัมพันธ์ที่จับต้องได้ ก็คือความสัมพันธ์ในเชิงการค้าและการลงทุน 

ส่วนประเทศไทยจะต้องพัฒนาอย่างไรนั้น สิ่งสำคัญคือ ส่วนแรกต้องพัฒนาให้ไทยสามารถพึ่งพาและช่วยเหลือตัวเองได้ภายใต้โลกที่มีการเปลี่ยนแปลง อีกส่วนหนึ่ง จีนเองต้องการจะขยายเรื่องของความสัมพันธ์ ดังนั้น นอกจากมีการขยายการค้าแล้ว ก็ต้องดูเรื่องการลงทุน โดยไทยจะต้องใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์อย่างพื้นที่อีอีซี ก็มีคนจีนเข้าไปเยอะ เพราะฉะนั้นไทยก็ต้องพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน 

นอกจากนี้ คือการพัฒนาบุคลากรให้ตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งถ้าไทยมีการพัฒนาส่วนนี้จะช่วยดึงดูดการลงทุนจากประเทศต่างๆ รวมทั้งจีน ซึ่งการลงทุนเหล่านี้ เราจะได้ประโยชน์ในเรื่องเทคโนโลยีจากจีนต่างๆ เหล่านี้เข้ามาช่วย 

ซินเจียงทดลองใช้อากาศยานไร้คนขับขนาดใหญ่เพิ่มปริมาณน้ำฝน ในเมืองฮามี่ครั้งแรกเมื่อปลายปี 2567 (ภาพจาก China Xinhua News)

แนะไทยสมดุล ‘จีน-สหรัฐ’

อย่างไรก็ดี ในเรื่องของการรักษาความสัมพันธ์ไทยและจีน ท่ามกลางสถานการณ์การค้าของจีนกับอเมริกานั้น ไทยควรจะวางตัวอย่างไร มองว่าสำหรับนโยบายการค้าของสหรัฐ ในปัจจุบันไม่มีนโยบายการทำข้อตกลงทางการค้าเสรี (FTA) กับประเทศต่างๆ อย่างจริงจัง แม้ว่าจะมีกรอบความร่วมมืออย่าง IPEF ที่มีสมาชิก 14 ประเทศ รวมถึง 7 ประเทศอาเซียนอยู่ด้วย ในขณะที่การเชื่อมโยงกับจีนในปัจจุบันนั้นเกิดขึ้นจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ แต่ในเชิงนโยบายแล้ว สหรัฐยังไม่ได้มีการเชื่อมโยงที่ชัดเจนนัก

ดังนั้น ในเชิงนโยบาย เราจึงควรดำเนินมาตรการที่เป็นมิตรกับทั้งสหรัฐอเมริกาและจีน โดยต้องรักษาสมดุล ไม่ให้การเป็นมิตรกับฝ่ายหนึ่งกลายเป็นการสร้างต้นทุนหรือความเป็นศัตรูกับอีกฝ่าย เราต้องบริหารความสัมพันธ์กับทั้งสองฝ่ายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อที่เราจะไม่ต้องเลือกข้างใดข้างหนึ่ง แม้ว่าเราอาจจะมีความชอบเป็นการส่วนตัวหรือมีนโยบายที่สอดคล้องกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากกว่าก็ตาม สิ่งสำคัญคือการสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าการลงทุนกับทั้งสองฝ่าย เพื่อสร้างความสมดุล

สิ่งที่รัฐบาลทรัมป์เคยทำก็คือการพยายามตอบสนองความต้องการของสหรัฐ เช่น การลดการเกินดุลการค้า โดยอาจมีการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐมากขึ้น รวมถึงการปรับปรุงมาตรฐานสินค้าและทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างมิตรภาพและความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐ โดยไม่เสียสมดุลความสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ

ในระดับภูมิภาค เราเห็นว่าอาเซียนมีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์กลางความสัมพันธ์กับทั้งสองมหาอำนาจ การใช้อาเซียนเป็นหลักในการดำเนินงานจะช่วยให้เราสามารถบริหารจัดการความสัมพันธ์ที่ละเอียดอ่อนนี้ได้อย่างมีเสถียรภาพ

ทีมข่าวเศรษฐกิจ