ความสัมพันธ์ไทย-จีน 50 ปี
ในสายตา สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
‘จีนเบอร์หนึ่งท่องเที่ยว-ส่งออก ไทยต้องพัฒนาบุคลากร รองรับลงทุน’
ในโอกาสครบรอบ 50 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศไทย ซึ่งความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นนี้ได้หยั่งรากลึกและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความสัมพันธ์ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมหรือการเมือง แต่ยังขยายลึกซึ้งไปถึงภาคการค้า การลงทุน และความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความเกื้อกูลและการพึ่งพาอาศัยกันทางเศรษฐกิจได้กลายเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง
รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ฉายภาพความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจของจีนกับไทย โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
เศรษฐกิจจีนโตเกินดุลก่อนมุ่งเอไอ-แก้เกมภูมิรัฐศาสตร์
รศ.ดร.สมชายระบุว่า สำหรับจีนนั้นมีการปรับเปลี่ยนตัวเศรษฐกิจ คือในอดีตจีนเคยเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตที่สูงมาตลอดเกือบ 30 ปี หรือตั้งแต่ปี 1980 (2523) จนกระทั่งมาถึงช่วงราวปี 2016 (2559) โดยประเทศจีนได้พัฒนาการค้า ให้สามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพแต่ราคาต่ำ ซึ่งทำให้จีนพัฒนาขีดความสามารถ จนเรียกว่าเกิดการค้าเกินดุลการค้ากับประเทศต่างๆ
อย่างไรก็ดี จีนก็มาถึงจุดหนึ่ง คือจุดที่ภาคการผลิตเริ่มมีต้นทุนค่าแรงขึ้น ขณะเดียวกันโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่หลายประเทศ โดยเฉพาะมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา เริ่มใช้นโยบายการป้องกันการผงาดขึ้นมาของจีน เพราะฉะนั้นกลไกเหล่านี้ บวกกับจีนเองมาถึงจุดที่ใช้ความรู้ความสามารถ หรือผลิตภาพไปเต็มที่แล้ว ดังนั้น จีนเองจึงมีความจำเป็นในการที่จะปรับยุทธศาสตร์ในการพัฒนาใหม่
ซึ่งในการพัฒนายุทธศาสตร์นี้ จีนก็เน้นการพัฒนาเรื่องของเทคโนโลยีระดับสูง ซึ่งก็ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ส่วนที่สองคือ พยายามแก้ปัญหาเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ ที่หลายประเทศพยายามเล่นงานจีน โดยเฉพาะสหรัฐ โดยพยายามพึ่งพาตัวเองมากขึ้น อาทิ เรื่องการบริโภคภายในประเทศ


และอีกส่วนที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ ความพยายามขยายการค้า และความสัมพันธ์เรื่องเศรษฐกิจกับพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านทางเส้นทางสายไหม Belt and Road Initiative (BRI) ซึ่งเป็นการพัฒนาโครงสร้างความสัมพันธ์ในเชิงเขาออร์แกนิค เรียกว่าความสัมพันธ์ที่มีนัยยะเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่อยู่ในความสัมพันธ์นี้ด้วย

จีนเชื่อมไทยผ่านมติการค้า-ลงทุน
สำหรับความสัมพันธ์ของไทยกับจีนในหลายมิติ โดยมิติแรกคือความสัมพันธ์ทวิภาคี เขตการค้าเสรีระหว่างประเทศในอาเซียนกับจีน หรือ FTA ASEAN Plus One (ASEAN+1) มิติที่สองระดับอนุภูมิภาคเช่น อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เรื่องของยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMES) ก็คือความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP)
เพราะฉะนั้นเห็นได้ชัดว่าจีนได้อาศัยพัฒนาผ่านความร่วมมือทางเศรษฐกิจเหล่านี้ ทำให้สถานะของจีนแม้ว่าจะถูกรุมล้อมจากการคุกคามของประเทศต่างๆ แต่จีนก็สามารถพัฒนาความสำเร็จในด้านยุทธศาสตร์ทางด้านเศรษฐกิจได้ดี จนกระทั่งอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนยังขยายตัวได้ดี เฉลี่ยได้ถึง 5% ต่อปีติดต่อกัน ซึ่งเป็นการขยายตัวที่ดีมากสำหรับประเทศใหญ่ เพราะจะเห็นได้ว่าประเทศขยายใหญ่ จะขยายตัวชะลอลงเหลือเพียง 2-3% เมื่อถึงจุดหนึ่ง
แต่ภายใต้ปัจจัยบวกเหล่านี้ จีนเองก็ต้องยอมรับว่ามันมีต้นทุนหรือความท้าทาย ซึ่งจะต้องมีการแก้ไขต่อไป เช่น เรื่องภาวะเงินฝืด การพัฒนาด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ขยายตัวจนกระทั่งอยู่ในจุดที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับศักยภาพ เศรษฐกิจภายใน เรื่องการกระตุ้นและการค้า หรือการพยายามที่จะดึงการลงทุนจากต่างประเทศที่ชะลอลง เป็นต้น
โดยภาพรวมแล้วสถานการณ์ของจีน แม้จะเกิดวิกฤตแต่ก็สามารถที่จะต่อกรกับสหรัฐได้ ทำให้ภัยคุกคามลดลง เพราะฉะนั้นอาจจะกล่าวได้ว่าจีนนั้นเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ สามารถที่จะรักษาความยิ่งใหญ่ในแง่ของอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจได้อยู่ภายใต้การเปลี่ยนแปลง และสามารถรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ การคลัง และการเมืองได้ดี
นอกจากนั้น ยังมีการพัฒนาอีกอันหนึ่งที่สำคัญมาก ก็คือเชื่อมโยงกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับเรื่องของกลุ่มประเทศโลกใต้ (Global South) ที่จีนกำลังขยายความสัมพันธ์ และอีกส่วนที่สำคัญคือ จีนมีนโยบายในเรื่องของการเคารพความเป็นอำนาจอธิปไตยของประเทศที่มีความสัมพันธ์ด้วย หรือการไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในประเทศ


จีนเบอร์ 1 ท่องเที่ยว-ส่งออกของไทย
ทั้งนี้ สำหรับประเทศจีน ยังคงเป็นเบอร์ 1 ของไทยในหลายๆ เรื่องแน่นอน เรื่องแรกคือ จำนวนนักท่องเที่ยว โดยในช่วงก่อนโควิดที่ไทยมีนักท่องเที่ยว 40 ล้านคน ก็มีสัดส่วนที่เป็นจีนไปแล้ว 10 ล้านคน เฉลี่ยแล้วจีนอาจจะมีสัดส่วนประมาณสัก 20% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติในแต่ละปี ดังนั้น ถือว่าเป็นเบอร์ 1 ในด้านการท่องเที่ยวติดต่อกันมา จนทุกวันนี้ก็ยังเป็นเบอร์ 1 อยู่ แม้จำนวนอาจจะลดลงบ้างจากสงครามการค้า

เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ส่วนด้านการส่งออก ถ้านับเป็นรายประเทศนั้น จีนถือว่าเป็นคู่ค้าเบอร์ 1 ของไทย สลับไปมากับสหรัฐ แต่ถ้านับเป็นกลุ่มประเทศ อาเซียนจะเป็นที่หนึ่ง ทั้งนี้ การส่งออกไปจีนมีการขยายตัวประมาณ 10% ต่อปี
ส่วนการลงทุนในไทยนั้น ก่อนหน้านี้จีนไม่ค่อยมีนโยบายการลงทุนมากนัก แต่ในระยะหลังจะเห็นว่าการลงทุนโดยตรงจากจีนมีการขยับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เห็นได้จากการยื่นคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน ผ่านการยื่นคำขอรับการส่งเสริมสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จีนก็อยู่ 1 ใน 5 ประเทศที่ยื่นคำขอมากที่สุด เพราะฉะนั้นแนวโน้มเรื่องการลงทุนโดยตรงของจีนกำลังมีการขยายตัวมากขึ้น
รวมทั้งจากการที่จีนกำลังขยายความสัมพันธ์ในเส้นทางสายไหมสู่ทางใต้ หรือ South Belt ซึ่งจะเชื่อมโยงมาถึงประเทศไทยในส่วนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ไปภาคตะวันออก คือ โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ไปเชื่อมกับจีน
และอีกเส้นทางคือเส้นทางเรือที่ผ่านทางใต้ ซึ่งทำให้เกิดความสัมพันธ์ในด้านการค้า การท่องเที่ยว โลจิสติกส์ และความมั่นคง ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งที่เป็นความสัมพันธ์อย่างเป็นรูปธรรมของไทยกับจีน

ประวัติ 2 ประเทศ สร้างสัมพันธ์ยาวนาน
ขณะเดียวกัน จีนมีความสัมพันธ์กับไทยมายาวนาน โดยในอดีตเป็นความสัมพันธ์แง่ประวัติศาสตร์ ซึ่งทางประวัติก็คือการโยกย้ายถิ่นฐาน ดังนั้น คนไทยจำนวนมากมีความผูกพันทางสายเลือดกับจีน จนบางคนก็แยกไม่ออกว่าเป็นคนไทยหรือคนจีน รวมทั้งอีกด้านที่สำคัญคือวัฒนธรรม สิ่งสำคัญคือเรื่องอาหารจีนในไทย แต่ที่สำคัญมากที่สุด เป็นความสัมพันธ์ที่จับต้องได้ ก็คือความสัมพันธ์ในเชิงการค้าและการลงทุน
ส่วนประเทศไทยจะต้องพัฒนาอย่างไรนั้น สิ่งสำคัญคือ ส่วนแรกต้องพัฒนาให้ไทยสามารถพึ่งพาและช่วยเหลือตัวเองได้ภายใต้โลกที่มีการเปลี่ยนแปลง อีกส่วนหนึ่ง จีนเองต้องการจะขยายเรื่องของความสัมพันธ์ ดังนั้น นอกจากมีการขยายการค้าแล้ว ก็ต้องดูเรื่องการลงทุน โดยไทยจะต้องใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์อย่างพื้นที่อีอีซี ก็มีคนจีนเข้าไปเยอะ เพราะฉะนั้นไทยก็ต้องพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน
นอกจากนี้ คือการพัฒนาบุคลากรให้ตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งถ้าไทยมีการพัฒนาส่วนนี้จะช่วยดึงดูดการลงทุนจากประเทศต่างๆ รวมทั้งจีน ซึ่งการลงทุนเหล่านี้ เราจะได้ประโยชน์ในเรื่องเทคโนโลยีจากจีนต่างๆ เหล่านี้เข้ามาช่วย

แนะไทยสมดุล ‘จีน-สหรัฐ’
อย่างไรก็ดี ในเรื่องของการรักษาความสัมพันธ์ไทยและจีน ท่ามกลางสถานการณ์การค้าของจีนกับอเมริกานั้น ไทยควรจะวางตัวอย่างไร มองว่าสำหรับนโยบายการค้าของสหรัฐ ในปัจจุบันไม่มีนโยบายการทำข้อตกลงทางการค้าเสรี (FTA) กับประเทศต่างๆ อย่างจริงจัง แม้ว่าจะมีกรอบความร่วมมืออย่าง IPEF ที่มีสมาชิก 14 ประเทศ รวมถึง 7 ประเทศอาเซียนอยู่ด้วย ในขณะที่การเชื่อมโยงกับจีนในปัจจุบันนั้นเกิดขึ้นจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ แต่ในเชิงนโยบายแล้ว สหรัฐยังไม่ได้มีการเชื่อมโยงที่ชัดเจนนัก
ดังนั้น ในเชิงนโยบาย เราจึงควรดำเนินมาตรการที่เป็นมิตรกับทั้งสหรัฐอเมริกาและจีน โดยต้องรักษาสมดุล ไม่ให้การเป็นมิตรกับฝ่ายหนึ่งกลายเป็นการสร้างต้นทุนหรือความเป็นศัตรูกับอีกฝ่าย เราต้องบริหารความสัมพันธ์กับทั้งสองฝ่ายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อที่เราจะไม่ต้องเลือกข้างใดข้างหนึ่ง แม้ว่าเราอาจจะมีความชอบเป็นการส่วนตัวหรือมีนโยบายที่สอดคล้องกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากกว่าก็ตาม สิ่งสำคัญคือการสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าการลงทุนกับทั้งสองฝ่าย เพื่อสร้างความสมดุล
สิ่งที่รัฐบาลทรัมป์เคยทำก็คือการพยายามตอบสนองความต้องการของสหรัฐ เช่น การลดการเกินดุลการค้า โดยอาจมีการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐมากขึ้น รวมถึงการปรับปรุงมาตรฐานสินค้าและทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างมิตรภาพและความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐ โดยไม่เสียสมดุลความสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ
ในระดับภูมิภาค เราเห็นว่าอาเซียนมีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์กลางความสัมพันธ์กับทั้งสองมหาอำนาจ การใช้อาเซียนเป็นหลักในการดำเนินงานจะช่วยให้เราสามารถบริหารจัดการความสัมพันธ์ที่ละเอียดอ่อนนี้ได้อย่างมีเสถียรภาพ
ทีมข่าวเศรษฐกิจ

