หน้าแรก 50 ปี ไทยจีน มติชนทีวีจัดใ...

มติชนทีวีจัดใหญ่ซีรีส์อันซีนทางการทูต ย้ำความสัมพันธ์พี่น้องไทย-จีนร่วมธุรกิจ

7.06.25 | 09:09 น.
ไทย-จีน

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่าความคืบหน้ากรณี เครือมติชน จัดกิจกรรม 50 ปีไทย-จีน The GOLDEN ROAD : FROM NOW TO ETERNITY ระหว่างเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมนี้ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ไทย-จีน 50 ปี ประกอบด้วย 1.จัดทำฉบับพิเศษ เฉลิมฉลอง 50 ปีความสัมพันธ์ไทย-จีน วันที่1 กรกฎาคม 2568 2.นำเสนอข่าวการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ไทย-จีน 50 ปี ที่ทางสื่อทั้งหนังสือพิมพ์และออนไลน์ของเครือมติชน และนำเสนอรายงานพิเศษในหนังสือพิมพ์มติชน

3.สัมภาษณ์พิเศษบุคคลที่เกี่ยวข้องกับวันที่ 1 กรกฎาคม 2518 ซึ่งเป็นวันสถาปนาสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-จีนอย่างเป็นทางการ โดยเผยแพร่ทางช่องมติชนทีวี ตลอดจนนำเสนอรายการพิเศษทิศทางการพัฒนาด้านเศรษฐกิจของประเทศไทยและจีน ทางช่องยูทูบของมติชนทีวี รวม 10 ตอน เช่นเดียวกับหนังสือพิมพ์มติชนที่ทยอยนำเสนอสกู๊ปพิเศษจำนวน 10 ตอน เช่นกัน 4.จัดสัมมนาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-จีน 3 วันติดต่อกัน ระหว่างวันที่ 11-13 กรกฎาคม 2568 ที่ทรู ดิจิทัล พาร์ค เวลา 10.00-18.00 น. โดยจะมีนิทรรศการความสัมพันธ์ทางการทูตไทยและจีน

5.จัดงานดินเนอร์ทอล์ก เพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ไทย-จีน 50 ปี ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เย็นวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 เบื้องต้นได้เชิญตัวแทนจากสถานทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ ปาฐกถาพิเศษ

นายสมปรารถนา คล้ายวิเชียร รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายเทคโนโลยีและดิจิทัลมีเดีย บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงรายละเอียดการสัมภาษณ์พิเศษบุคคลที่เกี่ยวข้องกับวันประวัติศาสตร์ 1 กรกฎาคม 2518 และรายการพิเศษทิศทางการพัฒนาด้านเศรษฐกิจของประเทศไทยและจีนทางช่องยูทูบ “มติชนทีวี”ว่ามีการออกแบบเป็นซีรีส์ 10 ตอน ว่าด้วยการสถาปนาความสัมพันธ์ไทย-จีน และการเชื่อมโยงในด้านการค้า การลงทุน ศิลปะ วัฒนธรรม อีกทั้งการสร้างความร่วมมือในอนาคตที่ยั่งยืน โดยชุดแรกมี 4 ตอน เนื้อหาว่าด้วยเหตุการณ์การสถาปนาความสัมพันธ์ไทย-จีน ซึ่งจะให้ภาพรวมเกี่ยวกับเหตุปัจจัยที่ทำให้ไทยต้องเปิดความสัมพันธ์กับจีนใน พ.ศ.2518 โดยมีการสัมภาษณ์พิเศษเจาะลึกบุคคลที่เกี่ยวข้องในช่วงเวลานั้น ได้แก่ นายเตช บุนนาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี รวมถึงสื่อมวลชน อย่างนายสุทธิชัย หยุ่น ซึ่งร่วมคณะไปกับ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมท นายกรัฐมนตรีขณะนั้น

“เราได้ไปพูดคุยกับคุณเตช หนึ่งในคณะเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศที่ติดต่อประสานงานเตรียมความพร้อมในเรื่องที่จะเปิดความสัมพันธ์ก่อนที่นายกฯคึกฤทธิ์จะบินไปเปิดความสัมพันธ์กับจีนปี 2518 รวมถึงคุณอานันท์ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทางการทูตระดับสูงที่ติดต่อเจรจา ร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย กระทรวงการต่างประเทศในตอนนั้นก็ต้องทำให้รัฐบาลยอมตัดสินใจที่จะเปิดความสัมพันธ์ เพราะมันมีความเห็นต่างจากฝ่ายความมั่นคง บุคคลที่อยู่ในคลิปสารคดีชุดนี้จะมาเล่าในหลายๆ มุมว่าช่วงนั้นมีการดำเนินการอะไรบ้างที่นำไปสู่การสถาปนาความสัมพันธ์ได้ โดยนำมาร้อยเรียงให้ผู้ชมเห็นภาพประวัติศาสตร์ หลายคนอาจนึกไม่ออกว่าการเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตสมัยนั้นสำคัญอย่างไร มีบริบทเรื่องสงครามเย็น เรื่องคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีความซับซ้อน และน่าสนใจมาก เรามีเรื่องกึ่งๆ อันซีนทางการทูต ที่อาจเคยคิดว่าง่าย แต่จริงๆ ไม่ง่าย มีเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ท่ามกลางทฤษฎีโดมิโนในยุคนั้น เพื่อนบ้านที่เป็นคอมมิวนิสต์ไปแล้ว เราเห็นพนมเปญแตก ไซ่ง่อนแตก ทุกคนมีความรู้สึกว่าไทยไม่น่าจะต้านรั้งในสถานการณ์แบบนั้นได้ ในเรื่องราวที่เล่าก็จะมีเบื้องหลังว่าถ้าไทยตัดความสัมพันธ์กับจีนแล้ว เหตุการณ์อาจจะเปลี่ยนไปในอีกทิศทางหนึ่ง คุณสุทธิชัย หยุ่นจะมาบอกเล่าทั้งเรื่องความสนุกและความยุ่งยาก เบื้องลึกเบื้องหลังในมุมมองฐานะสื่อ เช่น ทหารฝ่ายความมั่นคงที่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอม หรือการประสานงานระหว่าง พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ กับท่านเตชบุนนาค เพื่อหาทางเจรจาให้สถาปนาความสัมพันธ์ไทย-จีน ขึ้นมาให้ได้” นายสมปรารถนากล่าว

Advertisement

นายสมปรารถนากล่าวว่า หลังจาก 4 ตอนข้างต้น ซึ่งเป็นการสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้อง อีก 6 ตอนที่เหลือจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างสัมพันธ์ไทย-จีนในปัจจุบัน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และเทคโนโลยี รวมถึงการเชื่อมความรู้ และวัฒนธรรมของไทยจีน อาจมีมิติเรื่องการศึกษา ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยไทยกับมหาวิทยาลัยจีน และมิติซอฟต์พาวเวอร์ ซึ่งคนไทยนิยมคอนเทนต์ซอฟต์พาวเวอร์ของจีน จีนก็นิยมคอนเทนต์ซอฟต์พาวเวอร์ไทยเช่นกัน

“จีนกลายเป็นผู้นำในเทคโนโลยีโลก และมีการลงทุนในประเทศไทย มีบริษัทชั้นนำของโลก อย่าง หัวเว่ย เข้ามาทำความร่วมมือ โดยเนื้อหาที่จัดเตรียมไว้ ยังมีเรื่องความร่วมมือระหว่างทุนไทยกับทุนจีน หลักๆ อาจจะให้น้ำหนักในเรื่องของกลุ่มธุรกิจไทยที่เข้าไปลงทุนในจีน ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเครือเจริญโภคภัณฑ์เป็นกลุ่มแรกๆ ที่เข้าไปลงทุนในจีนหลังเปิดความสัมพันธ์ และลงทุนต่อเนื่องมาจนถึงในยุคนี้ทั้งในเรื่องธุรกิจค้าปลีก เกษตร อุตสาหกรรม กลายเป็นความร่วมมือและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างภาคธุรกิจ เนื้อหาอีกส่วนหนึ่งคือเรื่องใกล้ตัว อย่างการเปลี่ยนผ่านทั้งยุคอุตสาหกรรมยานยนต์ในบ้านเรา ซึ่งผู้เล่นสำคัญที่เข้ามาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือ อุตสาหกรรมยานยนต์ของจีน รถยนต์ไฟฟ้าที่เข้ามาร่วมลงทุนทำโรงงานในเมืองไทย นอกจากนี้ ยังตั้งใจจัดฟอรั่มโต๊ะกลมชวนผู้เกี่ยวข้องทั้งจากตัวแทนฝั่งจีน อาจจะมีทางสมาคมธุรกิจการค้าไทย-จีน และภาควิชาการร่วมกันมองความสัมพันธ์ไทย-จีน ในปัจจุบันและอนาคต ว่าจะร่วมมือกันอย่างยั่งยืนได้อย่างไร” นายสมปรารถนากล่าว

วันเดียวกันที่โรงแรมคอนราด สมาคมการค้าวิสาหกิจจีนจัดงานแถลงรายงาน หยั่งรากลึกในไทย สร้างคุณประโยชน์เพื่อไทย โดย นายหลิว เฉวียนเล่ย นายกสมาคมการค้าวิสาหกิจจีน-ไทย กล่าวเปิดงานว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่สมาคมการค้าวิสาหกิจจีน-ไทย ได้จัดงานรายงานบทบาทต่อสังคมที่ประเทศไทย รายงานฉบับนี้ประการแรกได้สะท้อนถึงการลงทุนของธุรกิจจีนในไทย และการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจจีนและไทย

นายหลิวกล่าวว่า ปัจจุบันมีบริษัทจีนจำนวนมากเลือกที่จะลงทุนที่ประเทศไทย เนื่องจากเป็นศูนย์กลางของการลงทุนในกลุ่มประเทศตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ทำให้มูลค่าการค้าจีน-ไทย ทะลุถึง 1.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ มีบริษัทจีนมากกว่า 30,000 แห่งที่ลงทุนในไทย รวมมูลค่าเกือบ 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยเฉพาะปี 2566 มีบริษัทจีนเข้ามาลงทุนที่ไทยกว่า 4.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าปี 2567 จะมีการลงทุนสูงถึง 5.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ

นายหลิวกล่าวว่า ประการที่สอง สะท้อนถึงการบูรณาการของนักลงทุนจีนในไทยกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศของไทย โดยประเทศไทยมียุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 โดยเน้นโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ หมุนเวียน และสีเขียว (บีซีจี) พร้อมส่งเสริมให้นักลงทุนต่างชาติพัฒนาอุตสาหกรรมได้อย่างครบวงจร ซึ่งธุรกิจจีนที่ลงทุนในไทยไม่ได้มาเพียงความสัมพันธ์ แต่เป็นการมาทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ช่วยส่งเสริมให้ไทยมีห่วงโซ่อุปทานที่ครบถ้วน และกลางเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งอาเซียน นอกจากนี้ยังช่วยยกระดับธุรกิจท้องถิ่นไทย พร้อมการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพ โดยภาคธุรกิจจีนในไทยได้สร้างงานมากกว่า 3 แสนตำแหน่ง

นายหลิวกล่าวว่า ประการที่สาม คือการสะท้อนให้เห็นถึงแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาและการดำเนินไปสู่ระดับโลกของบริษัทจีน นับตั้งแต่สมาคมจัดตั้งขึ้นในปี 2544 ภายใต้คำแนะนำของสถานทูตจีนประจำประเทศไทย สมาคมได้ช่วยให้ธุรกิจจีนในไทยเติบโตอย่างมั่นคงในสังคมไทย ปัจจุบันสมาคมมีสมาชิกกว่า 400 บริษัท ซึ่งมีมากถึง 46 บริษัทที่เป็นระดับท็อปของโลก และมี 78 บริษัทที่เป็นท็อป 500 ของจีน ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมการเงิน วิศวกรรม พลังงานรูปแบบใหม่ อสังหาริมทรัพย์ การค้า และบริการ เป็นต้น

“ธุรกิจจีนในไทยได้ยึดมั่นตามคำกล่าวที่ว่า ไทยและจีน ถึงไกลแต่เป็นพี่น้องกัน ส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ สนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน และมีบทบาทในการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน ดังนั้นนักธุรกิจจีนและพนักงานในไทยให้ความสำคัญกับการสร้างปฏิสัมพันธ์ การสื่อสาร วัฒนธรรม และประสบการณ์อันล้ำค่าของจีนและไทยที่มีมาร่วมกันมากกว่า 40 ปี” นายหลิวกล่าว

นายหลิวกล่าวว่า สุดท้ายประการที่สี่ สะท้อนถึงมิตรภาพและวัฒนธรรมของจีนกับไทย ผ่านกิจกรรมของบรรดาบริษัทจีนในไทย ทำให้คนไทยเข้าใจคนจีน สังคมจีน เกิดเป็นมิตรภาพอันแน่นแฟ้น โดยหลายปีที่ผ่านมา บริษัทจีนในไทยได้ให้ความสำคัญต่อการตอบแทนสังคมไทย ทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข และกิจกรรมสาธารณกุศล อาทิ ธนาคารแห่งประเทศจีนประจำประเทศไทย ได้บริจาคให้กับสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ต่อเนื่อง 2 ปีแล้ว เพื่อการสอนภาษาจีนในรูปแบบอักษรเบรล บริษัท คอฟโก้ ไบโอเทคโนโลยี ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ลงนามรับซื้อมันสำปะหลังในประเทศไทย เพื่อดูดซับผลผลิตและดึงราคามันสำปะหลังให้สูงขึ้น