หน้าแรก 50 ปี ไทยจีน 3 ตระกูล ผู้บ...

3 ตระกูล ผู้บุกเบิก ความสัมพันธ์ไทยจีน

10.06.25 | 12:00 น.

3 ตระกูล ผู้บุกเบิกความสัมพันธ์ไทยจีน

ชุณหะวัณ : สถาปนิกการทูตไทย

พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ เข้าพบ เติ้ง เสี่ยวผิง ในการไปเยือนจีน เมื่อปี พ.ศ.2532 ซึ่งในครั้งนั้น พลเอกชาติชายได้เป็นผู้ริเริ่มถ้อยคำ “จีนไทยมิใช่อื่นไกลพี่น้องกัน”

“ยินดีต้อนรับ ลูกชายสหายเก่าของข้าพเจ้า” นายกรัฐมนตรีโจว เอินไหล กล่าวเมื่อพบ พลตรี ชาติชาย ชุณหะวัณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ช่วงปลายปี 2498 จอมพล แปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้นายสังข์ พัธโนทัย คนสนิท ดำเนินการจัดหาคนที่รู้ภาษาจีนและไว้ใจได้ เพื่อเดินทางไปติดต่อกับจีนอย่างลับๆ ได้บุคคลที่เป็นคณะทูตใต้ดิน 4 ท่าน โดย 2 ท่านแรกเป็นคนของจอมพล ป. คือ นายอารี ภิรมย์ ที่มีความสัมพันธ์กับชาวจีน เป็นหัวหน้าคณะ และนายกรุณา กุศลาสัย หัวหน้าฝ่ายข่าวต่างประเทศของหนังสือพิมพ์เสถียรภาพ ส่วนอีก 2 ท่านเป็นคนของจอมพลผิน ที่ถูกส่งไปประกบคือ นายอัมพร สุวรรณบล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด และนายสอิ้ง มารังกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์

สายสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างนักการเมืองแห่ง “ซอยราชครู” ยังผ่านมาทาง นายเลื่อน บัวสุวรรณ ผู้นำ พ่อค้าจีนสายภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเคยต่อสายความสัมพันธ์กับจีนในตอนปลายสมัยรัฐบาลจอมพลแปลก จนถึงขั้นนำเอาภาพยนตร์จากสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามาฉาย

Advertisement

การยึดอำนาจของจอมพลสฤษดิ์ในปี 2500 ส่งผลให้ พลจัตวา ชาติชาย ชุณหะวัณ บุตรชายของจอมพลผิน ต้องเปลี่ยนเส้นทางเป็นนักการทูต ซึ่งกลายเป็นการสร้างวิสัยทัศน์ด้านการต่างประเทศที่แตกต่างจากรัฐบาลทหารที่ยึดขั้วสหรัฐ ต่อต้านคอมมิวนิสต์เป็นด้านหลัก

เมื่อย้ายคืนกลับมาสู่ประเทศไทย และในที่สุดได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในรัฐบาลจอมพล ถนอมกิตติขจร นายสัญญา ธรรมศักดิ์ และรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ต่อเนื่องถึง 5 ปี (2515-2519) พลเอกชาติชายเป็นบุคคลหนึ่งที่มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า และเสมอต้นเสมอปลายในการสืบสานและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนอย่างเป็นทางการให้จงได้

“ผมมีความคิดเห็นนานมาแล้วว่าในอนาคตของเอเชียอาคเนย์จะหนีมหาอำนาจนี้ไปไม่พ้น คือ จีน อเมริกา และรัสเซีย เพราะฉะนั้น ทำอย่างไรถึงจะทำให้ประเทศเรามีความปลอดภัยเอาตัวรอดให้ได้ มันมีอยู่ 3 ขาหยั่ง เราต้องยืนให้ดี อย่าให้ชิดข้างไหน อย่าให้ห่างข้างไหนมากเกินไป ความคิดนี้ผมมีมา 20 กว่าปีแล้ว และก็ติดต่อกันเรื่อยมา และก็มีโอกาสติดต่อกับจีนมากตอนที่ผมเป็นทูตอยู่ทางยุโรป”

อันเป็นคำกล่าวของ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ประชาชาติรายวัน เมื่อเดือนกรกฎาคม 2518 ภายหลังเดินทางกลับจากการไปร่วมลงนามสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับสาธารณรัฐประชาชนจีน

1 กรกฎาคม 2518 หลังพิธีลงนามแถลงการณ์ร่วมสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ระหว่างนายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศ นายกฯโจวได้เรียก พลเอกชาติชายไปพูดคุย ความว่า ขณะนี้ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐแล้ว ควรจะมีความสัมพันธ์ภาคประชาชน จึงขอให้พลเอกชาติชายกลับไปก่อตั้งสมาคมมิตรภาพไทยจีนที่ประเทศไทย ส่วนนายกฯโจวจะก่อตั้งสมาคมมิตรภาพจีนไทย

ในปี 2532 พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้ไปเยือนจีนในฐานะนายกรัฐมนตรีและนายกสมาคมมิตรภาพไทย-จีน ภายในงานเลี้ยงรับรองที่สมาคมมิตรภาพจีน-ไทยจัดขึ้นนั้น พลเอกชาติชายได้กล่าวปราศรัยและมีถ้อยคำหนึ่งว่า “จีนไทยมิใช่อื่นไกลพี่น้องกัน” นับแต่นั้นวลีนี้ได้ใช้ในบริบททางการทูตและวัฒนธรรมเพื่อแสดงถึงความร่วมมือและมิตรภาพที่แข็งแกร่งระหว่างจีนและไทย โดยฝ่ายจีนใช้คำว่า 中泰一家亲 : (จงไท่อี้เจียชิน : จีนไทยเป็นครอบครัวเดียวกัน) โดยเฉพาะผู้นำของทั้งสองประเทศจะใช้วลีนี้ในการประชุมและกิจกรรมทางการทูตและวัฒนธรรมต่างๆ เพื่อเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ

ประสิทธิ กาญจนวัฒน์ วันเข้าพบนายกรัฐมนตรีโจว เอินไหล ในกลางดึกของคืนวันที่ 5 กันยายน 2514 จากการประสานงานของ วรรณไว พัธโนทัย (ที่ 2 จากขวา) และสิรินทร์ พัธโนทัย (ที่ 3 จากขวา)

พัธโนทัย : ตัวประกันสานสัมพันธ์

“เอามาทำไม เดี๋ยวสองอาทิตย์ก็ร้องกลับบ้าน และจะทำไง”

ประธานเหมา เจ๋อตุง พูดพลางหัวเราะหึๆ เมื่อนายกรัฐมนตรีโจว เอินไหล รายงานงานว่า รับเด็ก 2 คนจากประเทศไทยมาอยู่ด้วย

“คงจะต้องรับเอาไว้ เพราะมีใครจะส่งลูกจริงๆ มาอยู่กับเรา แล้วก็ไม่ใช่เพื่อนเราด้วย เป็นอริกับพวกเรา” คือคำตอบจากนายกฯโจว

พ.ศ.2499 นายสังข์ พัธโนทัย ผู้เป็นบิดา ส่งบุตรทั้งสอง วรรณไว พัธโนทัย วัย 12 ปี และสิรินทร์ พัธโนทัย วัย 8 ปี ไปยังกรุงปักกิ่งในฐานะบุตรบุญธรรมของนายกรัฐมนตรีโจว เอินไหล เพื่อแสดงความจริงใจและมิตรภาพที่มีต่อสาธารณรัฐประชาชนจีน

นายสังข์เป็นคนสนิทของนายกรัฐมนตรี จอมพล แปลก พิบูลสงคราม เขาเป็นคนเสนอแนวความคิดสร้างความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาชนจีนกับจอมพล ป. ทั้งๆ ที่รัฐบาลไทยยังคงมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์กับจีนคอมมิวนิสต์

เขาให้เหตุผลกับจอมพล ป. ว่า การคบกับสหรัฐอย่างสุดโต่งจะเป็นอันตรายกับประเทศมาก เพราะสหรัฐอยู่ไกล จีนอยู่ใกล้อีกทั้งต่อไปจีนจะต้องเป็นมหาอำนาจเทียบเท่าสหรัฐ ไทยจึงควรยึดจีนเป็นหลัก ประชาชนของทั้งสองประเทศมีความผูกพันทางสายเลือดเป็นพื้นฐาน จีนจะเป็นมหามิตรของชาติเราได้ดีกว่าชาติอื่น

ยิ่งได้ทราบถึงไมตรีของโจว เอินไหล นายกรัฐมนตรีของจีน ซึ่งมีโอกาสได้พบปะกับพระองค์เจ้าวรรณไวทยากร รัฐมนตรีต่างประเทศ ระหว่างเข้าร่วมประชุมกลุ่มประเทศเอเชียแอฟริกา (AFRO-ASIAN NATION) ที่นครบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย ในปี พ.ศ.2498 ว่า จีนหวังเป็นมิตรกับไทยด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้นายสังข์ยืนยันกับจอมพล ป. ว่า จะอย่างไรเสีย ไทยก็จำเป็นต้องสัมพันธ์กับจีน สุดท้ายจอมพล ป. จึงตัดสินใจมอบหมายให้นายสังข์เป็นคนติดต่อสัมพันธ์ลับๆ กับจีน โดยไม่ให้ฝ่ายตำรวจยุค พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ รู้ เนื่องจากมีความสนิทสนมกับซีไอเอของสหรัฐ

ด้วยการศึกษาประวัติศาสตร์จีนมายาวนาน นายสังข์จึงตัดสินใจใช้นโยบาย “ใช้ลูกผูกใจ” เพื่อสร้างความไว้วางใจจากจีน ทำให้นายกฯโจวซาบซึ้งใจมาก ให้การอุปการะแก่บุตรทั้งสองเป็นอย่างดี โดยวรรณไว และสิรินทร์ มีชื่อจีนว่า “ชาง ห่วย” และ “ชางหยวน” ตามลำดับ

การยึดอำนาจของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ พ.ศ.2500 ทำให้สองพี่น้องพัธโนทัยต้องติดอยู่ที่จีนนานถึง 14 ปี ก่อนจะเดินทางออกจากจีนในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม และมีบทบาทเชื่อมความสัมพันธ์ไทยจีนในปี 2514 เมื่อจีนก็ได้ขอให้ไทยส่งทีมปิงปองไปร่วมการแข่งขันชิงชนะเลิศแห่งเอเชียขึ้นที่นครปักกิ่ง รัฐบาลทหารของจอมพล ถนอม กิตติขจร จึงใช้โอกาสนี้มอบหมายให้นายประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ รอง ผอ.ฝ่ายเศรษฐกิจและการคลังของคณะปฏิวัติ ร่วมเดินทางไปกับทีมปิงปองไทย เพื่อหาโอกาส ผูกสัมพันธ์กับผู้นำจีน

นายประสิทธิ์จึงขอให้นายวรรณไว ซึ่งขณะนั้นทำงานอยู่ในประเทศไทยแล้ว ช่วยติดต่อกับผู้นำของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในการวางแผนเดินทางไปเยือนจีน และช่วยนำพาคณะเข้าพบปะสนทนากับผู้นำระดับสูงของจีนด้วย ซึ่ง น.ส.สิรินทร์ เวลานั้นอาศัยอยู่ที่อังกฤษ ได้ประสานงานผ่านสถานทูตจีน ณ กรุงลอนดอน จนในที่สุด นายประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ ได้ต้อนรับในฐานะแขกพิเศษของรัฐบาลจีน ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีโจว เอินไหล ในวันที่ 5 กันยายน 2514 ซึ่งนับเป็นการพบปะของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลของทั้งสองประเทศเป็นครั้งแรก โดยในการพบปะน.ส.สิรินทร์ ได้ทำหน้าที่เป็นล่าม

ปัจจุบัน “พัธโนทัย” รุ่นที่ 3 ดำเนินธุรกิจประสานความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจไทยจีน โดยเฉพาะในสาขาการเงิน

นายกรัฐมนตรีโจว เอินไหล สนทนากับประสิทธิ กาญจนวัฒน์ โดยมี สิรินทร์
พัธโนทัย เป็นล่าม และวรรณไว พัธโนทัย เป็นเลขานุการจดบันทึก

ใบหยก : ตอม่อสะพานมิตรภาพ

“ใบหยก 1” และ “ใบหยก 2” คือ ตึกที่ทำสถิติสูงที่สุดในประเทศไทย เจ้าของคือ “พันธ์เลิศ ใบหยก” บุตรชายของ “เล็งเลิศ ใบหยก” (2466-2527) นักธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญในการบุกเบิกความสัมพันธ์ไทยจีน

นายเล็งเลิศเริ่มธุรกิจด้วยการเป็นเอเยนต์ หรือตัวแทนขายน้ำมันเชื้อเพลิงจาก 3 บริษัท คือ เชลล์ คาลเท็กซ์ และโมบิลออยส์ ต่อมาได้เป็นตัวแทนสั่งสินค้าจากจีนและฮ่องกง เช่น เหล็ก กระดาษ ผ้าห่ม จนได้รู้จักนายเลื่อน บัวสุวรรณ นายกสมาคมพ่อค้าไทย ที่ใกล้ชิดกับจอมพล ผิน ชุณหะวัณ จนกระทั่งเมื่อจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจจอมพล แปลก พิบูลสงคราม ในปี พ.ศ.2500 และสั่งห้ามติดต่อการค้ากับจีน นายเล็งเลิศจึงหันไปทำธุรกิจโกดังและกิจการห้องเย็นประมงจนประสบความสำเร็จ ก่อนจะเริ่มทำโครงการอสังหาริมทรัพย์สำคัญในปี 2506 นั่นคือโครงการสร้างศูนย์การค้า และโรงแรมชั้น 1 บริเวณประตูน้ำ ริมถนนราชปรารภ ซึ่งปัจจุบันคือที่ตั้งของศูนย์การค้าอินทรา และตึกใบหยก

เล็งเลิศ ใบหยก

บทบาทของนายเล็งเลิศในการร่วมบุกเบิกความสัมพันธ์ไทยจีน เกิดขึ้นเมื่อสาธารณรัฐประชาชนจีนได้มีหนังสือเชิญคณะนักกีฬาเทเบิลเทนนิสไทยเข้าร่วมการแข่งขันเทเบิลเทนนิสเพื่อความชนะเลิศแห่งเอเชีย ครั้งที่ 1 ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ในช่วง 2-13 กันยายน 2515 ซึ่งในช่วงแรกรัฐบาลทหาร นำโดย จอมพล ถนอม กิตติขจร ไม่มีท่าทีตอบรับ แต่ในที่สุดก็เปลี่ยนใจและต้องหางบประมาณสนับสนุนงบประมาณ ซึ่งได้นายเล็งเลิศเป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายทั้งหมด และเมื่อนักกีฬาปิงปองของจีนมาแข่งขันเชื่อมมิตรภาพในไทย นายเล็งเลิศก็ช่วยดูแลด้านที่พักและค่าใช้จ่ายในการต้อนรับนักกีฬาจีน

อีกหนึ่งบทบาทสำคัญเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ประเทศไทยต้องเผชิญวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันขาดแคลน นายเล็งเลิศได้เสนอตัวที่จะทาบทามกับสาธารณรัฐประชาชนจีนขอซื้อน้ำมันจากจีนเข้าเพื่อแก้ไขภาวะขาดแคลนน้ำมัน โดยมี พลตรี ชาติชาย ชุณหะวัณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รับผิดชอบในการดำเนินการ จนประเทศไทยสามารถซื้อน้ำมันจากจีนได้ในราคามิตรภาพ

การ์ตูนการเมือง เขียนโดย ประยูร จรรยาวงษ์ แห่งไทยรัฐ ที่ระบุว่า นายเล็งเลิศเป็นดังตอม่อใต้สะพานมิตรภาพไทย-จีน และ นายทองทศ ไวทยานนท์ บรรณาธิการ    นสพ.ไทยรัฐ ในขณะนั้น ตัดรูปส่งมาให้ พร้อมบันทึกข้อความ

ในช่วงรัฐบาล นายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่มีนโยบายชัดเจนในการสถาปนาความสัมพันธ์กับจีน นายเล็งเลิศมีบทบาทมากขึ้น เนื่องจาก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์เป็นผู้มีบุญคุณให้ความช่วยเหลือในช่วงที่โครงการอสังหาริมทรัพย์ประสบความยากลำบาก เนื่องจากถูกธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งกลั่นแกล้ง ผลแห่งความทุ่มเทนี้ ทำให้ นายประยูร จรรยาวงษ์ การ์ตูนนิสต์
ไทยรัฐ เขียนการ์ตูนว่า นายเล็งเลิศเป็นดังตอม่อใต้สะพานมิตรภาพไทยจีน

หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ความสัมพันธ์ระหว่างไทยจีนถดถอยลงไป ด้วยท่าทีของรัฐบาลขวาจัดของไทย คนในตระกูลใบหยกมีบทบาทในการเชื่อมประสานผ่านบุคคลระดับสูง จนสร้างโฉมหน้าความสัมพันธ์ครั้งใหม่ได้ในที่สุด

ทั้งหมดนี้คือ 3 ตระกูลการเมือง-ธุรกิจ ที่มีบทบาทในการบุกเบิกความสัมพันธ์ไทยจีน ที่สะท้อนให้เห็นความมุ่งมั่น การทุ่มเทการเสี่ยงภัย และความเสียสละ ด้วยความเชื่อว่า มิตรภาพของทั้งสองประเทศ คือ คำตอบของสันติภาพ และความมั่นคงที่ยั่งยืน

แหล่งข้อมูล

– ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ นักการเมือง 4 ทศวรรษ ผู้เปิดตำนานความสัมพันธ์ไทย-จีน

– หนังสืออนุสรณ์เนื่องในการพระราชทานเพลิงศพ นายเล็งเลิศใบหยก

– สมาคมวัฒนธรรมเศรษฐกิจไทยจีน

จุมพฏ สายหยุด