ความฝัน 100 ปี China 2049
วิธีคิด ‘อนาคตจีน’ ย้อนมอง ‘อนาคตไทย’
กว่า 50 ปีของสายสัมพันธ์ทางการทูต ไทย-จีน ที่บรรจบปีนี้ ยาวนานเพียงพอที่จะเห็นบทเรียนจากจีนในการกลายเป็นผู้นำเทคโนโลยีของโลก แบบทีละขั้นตอน จากยุคพึ่งพาตัวเอง สู่การเปิดประเทศ 4 ทันสมัย ที่พลิกจีนสู่การเป็นเจ้าแห่งการผลิต และกลายเป็นผู้ริเริ่มและพัฒนานวัตกรรม โดยเฉพาะด้านการปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่เป็นแรงขับให้จีนกลานเป็นประเทศที่เศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลกภายในทศวรรษ
กรอบความคิดรวบยอดที่เห็นว่าสำคัญยิ่งตลอด 4 ทศวรรษแห่งความทันสมัยแบบจีน คือ “新型举国体制” ในภาษาอังกฤษ คือ New Whole-Nation System ที่ผู้เขียนรวบยอดคำไทยว่า “รัฐกำหนด เอกชนขยายผล” ที่เป็นเครื่องมือนำทางจีนสู่ความก้าวหน้าไปสู่เป้าหมาย 100 ปีแห่งความเป็นผู้นำเทคโนโลยีของโลกอย่างยั่งยืน
บทความจะชวนชี้ให้เห็นภาพของ “อนาคตของเทคโนโลยี” แบบที่จีนมอง และสะท้อนย้อนคิดกลับมาที่เราว่ามอง “อนาคต” อย่างไร
รัฐกำหนด เอกชนขยายผล

การงานศึกษาทางนโยบายหลายชิ้นอธิบายวิธีการที่จีนใช้พัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีนับตั้งแต่เริ่มเปิดประเทศในปี 1978 หรือยุคประธานาธิบดีเติ้ง เสี่ยวผิง เป็น State Entrepreneurialism แนวคิดที่รัฐบาลใช้เครื่องมือทางตลาดเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านนวัตกรรม แทนการควบคุมโดยตรง
ซึ่งในช่วงก่อตั้งประเทศ Whole-Nation System เคยใช้ในยุคประธานเหมา เจ๋อตุง เพื่อพัฒนาอาวุธ กิจการการบิน และอวกาศ และได้รับการปรับรูปแบบในยุคประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่รัฐบาลกลาง ออกนโยบายและลงทุนวิจัยพื้นฐาน ด้วยการบูรณาการทรัพยากรระดับชาติ มุ่งเน้นการจัดสรรทรัพยากรด้านนวัตกรรมไปยังอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ และพลังงานสะอาด แล้วใช้กลไกตลาดเพื่อกระตุ้นการลงทุนและการพัฒนาเทคโนโลยี โดยเพิ่มบทบาทภาคเอกชนนำไปขยาย (scale-up) ในตลาด โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความสามารถด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมของประเทศให้แข็งแกร่งขึ้น แต่ยังคงการควบคุมและสนับสนุนจากภาครัฐ รัฐบาลจีนมีบทบาทในการกำหนดทิศทางและเป้าหมายของการพัฒนาเทคโนโลยี ผ่านนโยบายและเงินทุนสนับสนุน
การตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาความมั่นคงด้านเทคโนโลยี บรรจุเป็นวาทกรรมหลักแห่งชาติ หรือเป็นเจตนารมณ์ผ่านประกาศ “ความฝันจีน” ที่เป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาประเทศ และแนวคิดการปกครองที่จะกินเวลายาวนานถึง 100 ปีของการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งถูกเสนอขึ้นหลังจากการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งชาติครั้งที่ 18 ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและริเริ่มอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 พ.ย.2012 โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง
แต่ในที่นี้เราจะไม่ขอกล่าวถึง “ความฝันจีน” ซ้ำให้มากความ เพราะหากหยิบเอารูปธรรมของอนาคตข้างหน้า จีนมีวิธีคิด และแผนการสำหรับการเป็นผู้นำโลกด้านเทคโนโลยีอยู่แล้วภายในปี 2049

จาก Made in China 2025 สู่ China 2049
วิธีคิด หรือโลกทัศน์ว่าด้วยอนาคตของจีนปรากฏชัดในวาทกรรมหลักของชาติ แปรรูปเป็นแผนพัฒนาชาติทุกระดับ ซึ่งวางไว้และปรับปรุงเรื่อยมาตั้งแต่ครั้งเปิดประเทศ เช่นเดียวกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของไทย ที่วางรากฐานประเทศไทยมากว่า 5 ทศวรรษเช่นกัน
ทว่า จังหวะก้าวของจีนกลับมั่นคงและเป็นไปตามแผนของความก้าวหน้าอย่างซื่อตรงและแม่นยำ
แผนพัฒนาโด่งดังและคุ้นเคยที่สุด เห็นจะเป็นแผน Made in China 2025 ซึ่งเริ่มในปี 2015 และกำลังสิ้นสุดในปีนี้ ที่จีนตั้งเป้าที่จะเปลี่ยนการเป็น “โรงงานของโลก” ซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าราคาถูกที่มีเทคโนโลยีต่ำ ไปเป็นผู้นำเทคโนโลยีระดับกลาง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการผลิตของอุตสาหกรรมจีน โดยเติบโตจากโรงงานที่ใช้แรงงานมากไปสู่การใช้เทคโนโลยีระดับสูงที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอุตสาหกรรมสำคัญหลายอย่างจีนต้องพึ่งพาต่างประเทศทำให้มีอุปสรรคในแง่ของราคาและการบริการประชาชน
เป้าหมายของ Made in China 2025 จึงรวมถึงการยกระดับสินค้าที่ผลิตในจีนหลายหมื่นล้านชิ้นให้มีคุณภาพสูงสร้างความมั่นใจแก่ชาวจีน และขยายสู่สากลได้ด้วย
และเมื่อ “รัฐกำหนด” แผนมาแล้วเอกชนต้อง “ขยายผล” ดังนั้นจึงมีการคัดเลือกเอกชนที่เป็น “แชมเปี้ยน” ในแต่ละอุตสาหกรรมที่สำคัญ เช่น การบินและอวกาศ เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีสารสนเทศ การผลิตอัจฉริยะ วิศวกรรมการเดินเรือ รถไฟขั้นสูง ยานยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้า วัสดุใหม่ ชีวการแพทย์ เครื่องจักรและอุปกรณ์การเกษตร ยา และการผลิตหุ่นยนต์ ซึ่งหลายแห่งถู กครอบงำโดยบริษัทต่างชาติ
ในทศวรรษที่ผ่านมา เราจึงเห็นการผงาดของสินค้าจีนไฮเทคคุณภาพสูงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มยานยนต์พลังงานใหม่ ที่มี BYD เป็นแชมเปี้ยน กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ โทรคมนาคม และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ก็มี Huawei ที่เป็นบริษัทเทคโนโลยีอันดับต้นๆ ที่คนจีนอยากร่วมงานด้วย ซึ่งผลิตภัณฑ์คอนซูเมอร์ที่กลายเป็นแบรนด์มือถือพรีเมียม สําหรับผู้บริโภคชาวจีนทั้งแผ่นดิน หรือแม้กระทั่งแบรนด์ที่คุ้นหน้าคุ้นตาคนไทยและชาวโลก อย่างสมาร์ทโฟน Oppo Vivo realme จากผู้ผลิต BBK Electronics ซึ่งจัดเป็นแชมเปี้ยนกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือแม้กระทั่ง Xiaomi กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีสารพัดสินค้าที่คนไทยเองก็ยอมรับว่าคุณภาพไม่แพ้แบรนด์ดังจากฝั่งยุโรปอเมริกา
ในฝั่งของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและคอนเทนต์ดิจิทัล ก็มียักษ์ใหญ่อย่าง Tencent และ Alibaba กลายเป็นบริษัทชั้นนำของโลกในช่วงทศวรรษเดียว
ฝั่งของโครงสร้างพื้นฐานยังมีกลุ่มรถไฟความเร็วสูง การบินและอากาศยาน ซึ่งจีนได้สนับสนุนให้ไปก่อสร้างในหลายพื้นที่ตามโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง เพื่อสะสมและเพิ่มพูนเทคโนโลยีใหม่ๆ
สำนักวิจัยของสำนักข่าว Bloomberg มองว่าแผน MIC2025 นี้เรียกว่าประสบความสำเร็จอย่างมากเพราะทำให้จีนบรรลุเป้าหมายการเป็นผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก ถึง 5 จาก 13 เทคโนโลยีสำคัญของโลกยุคใหม่ ได้แก่ 1.รถไฟความเร็วสูง 2.วัสดุอุตสาหกรรมใหม่ (กราฟีน) 3.ยานบินไร้คนขับ (UAV) สำหรับการใช้งานในพลเรือน แผงโซลาร์เซลล์ 4.โซลาร์เซลล์ 5.ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และแบตเตอรี่ลิเธียม

มองไปข้างหน้า เอไอ ควอนตัม และอวกาศ
หากมองไปข้างหน้าถึง “พิมพ์เขียว” ของแผนเทคโนโลยีจีน ที่อาจไม่ได้ใช้ ชื่อ Made in China 20XX แล้ว หลายส่วนก็พอจะคาดการณ์เป้าหมายการผลักดันที่มี “รัฐกำหนด เอกชนขยายผล” ได้ชัดเจนขึ้น เพื่อจะไปสู่เป้าหมาย China 2049
หากพิจารณาตาม 13 เทคโนโลยีสำคัญของ Bloomberg จะพบว่าเหลือ
1.การประมวลผลประสิทธิภาพสูง: จีนกำลังลงทุนอย่างหนักในการประมวลผลประสิทธิภาพสูงเพื่อให้บรรลุความเท่าเทียมทางเทคโนโลยี
2.ปัญญาประดิษฐ์: จีนได้พัฒนาความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์อย่างแข็งขัน
3.โรโบติกส์-หุ่นยนต์ขั้นสูง: จีนกำลังลงทุนในการวิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์ขั้นสูง
4.ชีวการแพทย์: จีนมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาอุตสาหกรรมยาและเทคโนโลยีชีวภาพ
5โครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟ: จีนยังคงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง
6.วิศวกรรมการบินและอวกาศ: จีนมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในเทคโนโลยีการบินและอวกาศ
7.เทคโนโลยีการเกษตร: จีนกำลังทำงานเพื่อปรับปรุงการผลิตและประสิทธิภาพทางการเกษตร
และส่วนสุดท้าย คือ ปัญหาที่จีนกำลังเร่งแก้ไขคือ 8.การออกแบบและการผลิตวงจรรวมขั้นสูง (การผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์) ซึ่งเป็นหัวใจของอุปกรณ์ไฮเทคทั้งมวล ที่ถูกแรงกดดันจากการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐอเมริกา
อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่กี่ปีก่อนมีการยกระดับกระทรวงวิทยาศาสตร์ของจีน ในการวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ บ่งชี้ว่า มี 3 เสาหลักเชิงยุทธ์ที่จีนน่าจะถูกบรรจุในแผนการผลิต China 20XX คือ
1.อวกาศ โดยมุ่งมาดให้มีโครงการของพลเรือนหลายรูปแบบ และมีเป้าหมายทะเยอทะยาน ด้วยการวางแผนจีนตั้งฐานถาวรบนดวงจันทร์ภายในปี 2036 นอกจากนี้ยังมีสถานีอวกาศวงโคจรต่ำ (LEO) ที่เป็นอิสระของตนเอง เพิ่มความสามารถของสถานีอวกาศเทียนกง Bian Qiang และจีนยังมีระบบนําทาง BeiDou อิสระของตัวเองซึ่งประกอบด้วยดาวเทียม 35 ดวง ดาวเทียมทางทหารเกือบ 250 ดวง

จีนกําลังสร้างสถานที่สังเกตการณ์ในอวกาศห้วงลึกในเขตเทศบาลฉงชิ่งรวมถึงเรดาร์ 25 เครื่องที่มีรูรับแสง 30 เมตร เพื่อตรวจจับดาวเคราะห์น้อยที่อยู่ห่างออกไปกว่า 10 ล้านกิโลเมตร ระบบเรดาร์ที่กว้างขวางนี้เรียกว่า China Fuyan จะสร้างการป้องกันดาวเคราะห์ของจีนตลอดจนความสามารถในการจัดการการจราจรในอวกาศ
2.ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) จากความสำเร็จของ DeepSeek โมเดลเอไอภาษาแบบ Generative AI ประสิทธิภาพสูงที่เกิดภายใต้ข้อจำกัดด้านการกีดกันเทคโนโลยี ทำให้จีนสามารถพัฒนาเอไอต้นทุนถูกลงแต่ฉลาดเท่าโมเดลราคาแพงได้
แต่กระนั้นความพยายามในการพัฒนาเอไอจีน อยู่ที่การนำไปใช้กับหุ่นยนต์และยานไร้คนขับ UAV เพื่อความสามารถในการผลิต
ในส่วนเอไอเพื่อการประมวลผลจะถูกนำไปใช้กับการบริหารจัดการเมืองผ่านอุปกรณ์ไอโอทีล้ำสมัย สามารถนำไปช่วยบริหารจัดการเมืองได้ 100% ในหน่วยงานรัฐภายในปี 2035 ทั้งนี้ยังจะนำไปสู่การพัฒนา AGI (Artificial General Intelligence) ที่ “คิดเองได้” ภายใต้กรอบศีลธรรมแบบจีน
3.ควอนตัมคอมพิวติ้ง สำหรับประมวลผลข้อมูลมหาศาลในระยะเวลาสั้น จะนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผลเอไอที่เร็ว แม่นยำ และซับซ้อนยิ่งขึ้น ซึ่งจีนมี National Quantum Lab ศูนย์วิจัยในเหอเฝย์
จากข้อมูลเพิ่มเติมที่เกี่ยวกับแผนปี 2049 ยังระบุด้วยว่ามีอีกสองเสาหลักคือ พลังงานสะอาด (Clean Energy) ที่จะต้องพลังงานหมุนเวียน 80% ของการใช้ทั้งหมด ในปี 2049 และปลดปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ในปี 2060 และสุดท้ายคือ ชีวเทคโนโลยี (Biotech) ที่ช่วยแก้ไขโรคทางพันธุกรรมด้วยเทคโนโลยี CRISPR และพัฒนาวัคซีน mRNA สำหรับโรคใหม่ให้เร็วขึ้น

การผสมผสานระหว่างอวกาศ เอไอ และคอมพิวเตอร์ควอนตัม รวมถึงพลังงานสะอาดและชีวเทคโนโลยี จะเป็นเสาหลักสำคัญในการนำจีนไปสู่ “ความฝัน 100 ปี” ที่จะเป็นหนึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้วมากที่สุดในโลก การปรับปรุงเมืองและอาคารให้ทันสมัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมวิธีที่ผู้คนเดินทางและการค้าเปิดรับเทคโนโลยีและค้นหาวิธีใหม่ๆ ในการดูแลและเลี้ยงผู้คนกว่า 1.3 พันล้านคน
ส่งผลด้านเศรษฐกิจ ให้ประชากรจีนมีรายได้ต่อหัวระดับประเทศพัฒนาแล้ว สร้างสังคมที่มีความเป็นอยู่ดีขึ้น (Xiaokang Society) ลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิต ประกันสุขภาพ การศึกษา
ด้านการเมืองและกองทัพ สร้างกองทัพที่ทันสมัย มีบทบาทสำคัญระดับโลก ควบคุมเสถียรภาพภายในประเทศและขยายอิทธิพลระดับภูมิภาค รวมถึงด้านสิ่งแวดล้อมที่เน้นพัฒนาแบบยั่งยืน
และทั้งหมดนี้ คือจังหวะก้าวของจีนจาก “ความฝัน 100 ปี” ที่จีนมองว่า “เป็นการเดินทางยาวนาน” โดยมี “รัฐกำหนด และเอกชนขยายผล” ภายใต้การยอมรับ เรียนรู้ และต่อยอด เป็นแบบอย่างที่ดีของไทย ซึ่งได้ร่วมทางเป็นมิตรกันมาครึ่งความฝัน 50 ปีแล้ว
น่าคิดและน่าชวนย้อนมองที่ประเทศไทยในวันนี้ ความฝันแห่งชาติของเราเป็นรูปร่างอย่างไร? และเราจะเดินไปเช่นจีนได้หรือไม่ อย่างไร?
ฐิตินันท์ ใกล้ชิด
อ้างอิง
“Governing innovation-driven development under state entrepreneurialism in China” https://doi.org/10.1016/j.cities.2024.105194
[กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจีน (MOST)《国家中长期科学和技术发展规划纲要 (2021-2035)》[แผนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระยะกลาง-ยาวของจีน]. (2021).
[Online]. Available: http://www.most.gov.cn
OECD Report: “China’s Innovation Ecosystem 2049” (2023)
CSET Analysis: “China’s Quest for Tech Supremacy” (Georgetown University, 2024)
“The China 2049 Project” (Brookings Institution, 2020)
“China Prioritizes 3 Strategic Technologies in Its Great Power Competition” (thediplomat)

