เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ที่อาคารวิศิษฐ์ ประจวบเหมาะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับวิทยาลัยนานาชาติปรีดีพนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย จัดงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติ เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน ภายใต้หัวข้อ Commemorating the 50th Anniversary of China-Thailand Diplomatic Relations and the Golden Jubilee of China-Thailand Friendship ระหว่างวันที่ 14-15 มิถุนายน 2568
ในพิธีเปิด ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิบการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวต้อนรับว่า สิ่งที่สำคัญมากกว่าความเป็นพันธมิตรคือความเป็นเพื่อน ตลอดระยะเวลา 50 ปี มิตรภาพเกิดขึ้นได้โดยผู้คนในประเทศ คนไทยจำนวนมากมีความสัมพันธ์ร่วมกับประชาชนคนจีน ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง ในจำนวนเกินครึ่งของประชากรทั้งหมดเป็นคนไทยเชื้อสายจีน และในวันนี้มีความกลมกลืน ไม่ใช่ความสัมพันธ์ฉันเพื่อนแต่เป็นครอบครัว และได้สานต่อพันธมิตรทางการค้าและเศรษฐกิจ ศูนย์จีนศึกษามีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกับสมาคมเองหรือในด้านการลงทุนระหว่างไทย-จีน ส่งเสริมธุรกิจระหว่างสองประเทศและเป็นผู้นำในการเผยแพร่จีนศึกษาด้วย
ดร.วิเลิศกล่าวว่า ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างสองประเทศต้องอาศัยพลังที่สร้างสรรค์ และความร่วมมือระหว่างสองประเทศ การส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการระหว่างไทยและจีนที่ผ่านมาของศูนย์จีนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นตัวอย่างที่จุฬาฯพยายามผลักดันให้เกิดผลสัมฤทธิ์และเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ไทย-จีนที่มั่นคง
“มิตรภาพของเราจะเติบโตงอกงามมากขึ้น เป็นยุคทองแห่งการขยายความสัมพันธ์ไทย-จีนต่อไปจนความสัมพันธ์อยู่กับโลกนี้ตลอดไป โดยมิตรภาพคือความยั่งยืน ขอขอบคุณสำหรับมิตรภาพที่เกิดขึ้นและนี่คือการสานสัมพันธ์ต่อไป” ดร.วิเลิศกล่าว
ด้านศาสตราจารย์ ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวต้อนรับว่า ระยะเวลา 50 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-จีน เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นทางการเท่านั้น แต่ไทยและจีนมีความสัมพันธ์มานานนับร้อยปี จนเราแทบจะแยกไม่ออก ระยะเวลา 50 ปีเป็นการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ที่เป็นทางการ โดยความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนเป็นความสัมพันธ์หลายระดับ ตั้งแต่ราชวงศ์ไทยกับผู้นำประเทศจีน ในรัฐบาลและเอกชนก็มีความสัมพันธ์ต่อกัน ขณะที่หอการค้าไทย-จีนก็มีความสัมพันธ์ในเชิงลึกและมีมาอย่างช้านาน และมีการแลกเปลี่ยนความรู้ มุมมองและประสบการณ์ซึ่งกันและกันด้วย
ด้านนายอู๋ จื้ออู๋ อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กล่าวเปิดงานว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมงานระลึกความสัมพันธ์ไทย-จีน ทั้งสองประเทศมีโชคชะตาร่วมกันกว่า 1,000 ปี และเมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา จีนและไทยตัดสินใจที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ซึ่งทำให้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและสังคมเกิดความงดงาม ทั้งในด้านการลงทุน การค้า การท่องเที่ยว เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว ไปจนถึงข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ผู้นำของสองประเทศตกลงที่จะก้าวสู่ยุคใหม่ของความสัมพันธ์และบรรลุข้อตกลงในการพัฒนาระดับที่สูงสุด ในปีนี้การแลกเปลี่ยนระหว่างสองประเทศเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไทยและจีนยังคงดำเนินความสัมพันธ์ที่ดี จีนเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญในทางการทูตกับประเทศเพื่อนบ้าน
นายอู๋กล่าวว่า ความสัมพันธ์ไทย-จีนได้ก้าวสู่ยุคทอง รองรับความท้าทายและการเสริมสร้างความไว้เนื้อใจ มีความแน่นเฟ้นและการเปลี่ยนแปลงที่งดงาม ขณะที่การแลกเปลี่ยนทางวิชาการมีบทบาทสำคัญระหว่างสองประเทศ นายหวัง อี้ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศจีน ได้ตกลงกับฝ่ายไทยในการยกเว้นการตรวจลงตรา ด้านจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็สร้างสะพานเชื่อมทางวิชาการ มีคุณูปการและทรงคุณค่าต่อการพัฒนาของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ สามารถสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นด้วย
ต่อมา ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า ตลอดระยะเวลา 5 ทศวรรษที่ผ่านมา ตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ ได้เฝ้าสังเกตและเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาความสัมพันธ์ไทย-จีน ซึ่งได้วางรากฐานความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน และความผูกพันทางประวัติศาสตร์ที่ลึกซึ้ง ไทยกับจีนมีความสัมพันธ์แนบแน่นในทุกระดับและครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่สถาบันพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในการธำรงรักษาและเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศอย่างต่อเนื่อง สำหรับรัฐบาลก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันทุกยุคทุกสมัย ขณะที่ความสัมพันธ์ภาคประชาชนมีความลึกซึ้งและเชื่อมโยงประวัติศาสตร์อย่างยาวนานก่อนการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต
“เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองนายกฯ ภูมิใจได้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาความสัมพันธ์ไทย-จีน ให้ก้าวหน้าสู่มิติใหม่ที่มีความแน่นเฟ้นและรอบด้านยิ่งขึ้น และได้ร่วมมือใกล้ชิดอย่างถ่องแท้ ไม่ว่าจะร่วมคณะเยือนจีนของนายกรัฐมนตรีและเข้าร่วม Belt and Road for InternationalCooperation ครั้งที่ 3 เมื่อเดือนตุลาคม 2566 ยังได้ตั้งกลไกระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศไทยและจีน นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เพื่อเป็นเวทีระดับสูงในการผลักดันความร่วมมือด้านยุทธศาสตร์ เศรษฐกิจและท่องเที่ยว การศึกษา วัฒนธรรม และการเชื่อมโยงระหว่างประชาชน รวมถึงการลงนามในข้อตกลงยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางเมื่อเดือนมกราคม 2567 ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนให้แน่นเฟ้นมากขึ้น
นายปานปรีย์กล่าวว่า ความสัมพันธ์ไทย-จีนเริ่มต้นมาก่อนความสัมพันธ์ทางการทูต มีการติดต่อการค้าโดยเรือสำเภา การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมหลายยุคหลายสมัย หยั่งลึกในประวัติศาสตร์ ทุกวันนี้เป็นที่รู้จักกันในนามเส้นทางสายไหมทางทะเล การตั้งถิ่นฐานของชาวจีนโพ้นทะเลตั้งแต่สมัยอยุธยากลายเป็นสายสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ที่ถักทอจนแนบแน่น สอดคล้องกับจีนมองไทยว่าเป็นมิตรประเทศที่มีคำขวัญว่า ไทย-จีน ใช้อื่นไกล พี่น้องกัน
“การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์สงครามเย็นที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายต่างประเทศไทยที่เปิดรับความสัมพันธ์เพื่อประโยชน์แห่งสันติภาพและความร่วมมือ นับเป็นการตัดสินใจอย่างชาญฉลาดของผู้นำสมัยนั้น นำไปสู่การลงนามสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-จีน
ในปัจจุบัน ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมระหว่างไทย-จีนได้เจริญเติบโตมาอย่างต่อเนื่องจนในปี 2555 ไทยได้ยกระดับความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน เมื่อต้นปีนี้ผู้นำของทั้งสองประเทศพบกันที่กรุงปักกิ่งและออกถ้อยแถลงร่วมการส่งเสริมความร่วมมือความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน เพื่อความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนยิ่งขึ้น มองไปข้างหน้าและมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง
ในด้านเศรฐกิจ จีนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยอย่างต่อเนื่อง มีการลงทุนโดยตรงและเป็นนักท่องเที่ยวรายใหญ่ของไทย ขณะเดียวกันไทยก็เป็นหุ้นส่วนที่จีนให้ความสำคัญในกรอบอาเซียน และข้อริเริ่มต่างๆ เช่น ข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BIR) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมีความก้าวหน้าอย่างมีรูปธรรมในไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เชื่อมโยงในระดับภูมิภาคและช่วยให้ผลิตภัณฑ์ทางเกษตรเดินทางไปถึงจีนได้อย่างรวดเร็ว
นายปานปรีย์กล่าวว่า ไทยและจีนยังร่วมมือทางอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ปัญญาประดิษฐ์ พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน เพื่อยกระดับนวัตกรรมของภูมิภาคอย่างยั่งยืน ในมิติความมั่นคง มีความร่วมมือด้านกลาโหม การฝึกซ้อมร่วม และการแลกเปลี่ยนระดับสูงอย่างสม่ำเสมอเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ การพนันออนไลน์ และแก๊งคอล โดยใช้กลไกประสานงานอย่างเป็นระดับ
นายปานปรีย์กล่าวว่า ในระดับประชาชนสู่ประชาชน มีการแลกเปลี่ยนผ่านการศึกษาและวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง จีนได้เปิดศูนย์การศึกษาด้านวัฒนธรรมจีนแห่งแรกในอาเซียนเมื่อปี 2555 ขณะที่ไทยเผยแพร่วัฒนธรรมร่วมสมัย รวมถึงการสอนภาษาไทยแก่ชาวจีนเป็นประจำ ในปีนี้ก็มีแคมเปญ สวัสดีหนี่ห่าว ที่มุ่งเน้นการเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวด้วยบริการที่เหนือกว่าด้วย
“ในโลกที่เปลี่ยนแปลงเรายังคงประสบกับความท้าทาย ระเบียบโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากการผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทางการค้ากำลังปรับโฉม ไปจนถึงการเกิดขึ้นของโรคระบาดและการเสื่อมถอยของสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ไทยและจีนต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น จีนในฐานะที่เป็นมหาอำนาจแนวหน้าของโลกและมีบทบาทนำในกลุ่มซีกโลกใต้ จะเป็นโอกาสอันดีของจีนที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านและการกำหนดระเบียบโลกใหม่ อนาคตของการดำเนินความสัมพันธ์ไทย-จีนต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการสร้างอนาคตที่เจริญรุ่งเรืองร่วมกัน” นายปานปรีย์กล่าว
ศาสตราจารย์ ดร.เจี่ย ชิงกั๋ว อดีตคณบดีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง และกรรมการประจำคณะกรรมาธิการแห่งสภาที่ปรึกษาการเมืองแห่งชาติ (CPPCC) ร่วมกล่าวปาฐกถาหัวข้อผลสำเร็จงดงาม ความท้าทายที่เพิ่มพูน และอนาคตแห่งความสัมพันธ์ โดยกล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 50 ปี ไทยและจีนไว้เนื้อเชื่อใจทางการเมืองและด้านเศรษฐกิจ ในด้านสังคมวัฒนธรรมก็แลกเปลี่ยนกันด้วย แต่ก็ประสบกับความท้าทายไม่น้อย ดังนั้น ในอนาคตทั้งสองฝ่ายต้องใช้ความพยายามเพื่อที่จะมีอนาคตที่งดงาม
ดร.ชิงกั๋วกล่าวว่า ในมิติการเมืองและกิจการระหว่างประเทศ รวมถึงภูมิภาค ไทยและจีนประสานงานระหว่างกัน ทั้งจุดยืนและให้การสนับสนุนซึ่งกันและกัน ไปพร้อมกับการที่ผู้นำระดับสูงสานสัมพันธ์ต่อกันเป็นพลังในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนด้วย เห็นได้จากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เดินทางมาไทยเพื่อร่วมการประชุมเอเปค 2022 ส่วนนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ก็เน้นย้ำการพัฒนาการเป็นหุ้นส่วนที่ครอบคลุมระหว่างทั้งคู่ นอกจากนั้น ไทยและจีนมีการแถลงการณ์ร่วม เคารพในเส้นทางการดำเนินงานของแต่ละฝ่าย มีความเข้าใจและสนับสนุนในกิจการระหว่างประเทศ
ไทยยืนหยัดในนโยบายจีนเดียว ซึ่งจีนก็สนับสนุนผลประโยชน์ของไทย รวมถึงนโยบายชายแดนภาคใต้ของไทย ไปพร้อมกับให้ความสำคัญในการปฏิบัติตามฉันทามติและบรรลุข้อตกลงร่วมกัน ทั้งยังมีแลกเปลี่ยนด้านการพัฒนาระดับท้องถิ่น มีความเคารพซึ่งกันและกันที่ได้รับการปูรากฐานทำให้ความสัมพันธ์นี้แน่นเฟ้นด้วย
ดร.ชิงกั๋วกล่าวว่า ในมิติเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ด้านการค้าระหว่างสองประเทศประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก มีการลงทุนเป็นลำดับต้นๆ ในขณะเดียวกันด้านความร่วมมือ ไทยและจีนประสานงานเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ในระยะแรกเส้นทางไปถึงไทย-โคราช เริ่มก่อสร้างไปแล้ว จะเปิดใช้งานในปี 2028 และในระยะสองต่อไป เส้นทางรถไฟเชื่อมโยงระหว่างหนองคาย คุนหมิง ไปถึงสิงคโปร์ จะเป็นพื้นฐานอันดี และในปี 2024 มีการจัดตั้งสถาบันขงจื่อ 17 แห่งในไทย มีคนไทยเรียนภาษาจีนเป็นจำนวนมาก และได้รับบรรจุหลักสูตรในโรงเรียนไทยด้วย
ดร.ชิงกั๋วกล่าวด้วยว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯไปเยือนจีนถึง 55 ครั้ง ทั้งยังทรงแปลหนังสือ ในด้านการท่องเที่ยวก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไทยกลายเป็นจุดหมายที่คนจีนนิยมมาท่องเที่ยว ขณะที่คนไทยก็ไปเที่ยวจีนจำนวนมากเช่นกัน อีกทั้งไทยและจีนมีการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือในมิติความมั่นคงในการปราบปรามการกระทำผิดเป็นต้น โดยกลไกที่ทั้งสองฝ่ายตั้งกลายเป็นกรอบความร่วมมือในการบังคับใช้กฎหมาย ความมั่นคงเพื่อความปลอดภัย ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและปราบปรามอาชญากรรมข้ามพรมแดน ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก
ดร.ชิงกั๋วกล่าวว่า เมื่อเดือนธันวาคม 2024 ตำรวจได้ปราบปรามอาชญากรและนำส่งคนจีนกลับประเทศ ทั้งไทยและจีนออกแถลงการณ์ร่วมเพื่อเสริมสร้างความเข้มข้นในการปราบปราม ฟอกเงินและฉ้อโกงออนไลน์ ในทางทหาร กองทัพไทยและจีนฝึกรบร่วมกันอีกด้วย แสดงให้เห็นว่าสองฝ่ายยืนยันว่า ไทยจีนใช่อื่นไกล พี่น้องกัน
พร้อมกล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนเผชิญกับความท้าทายเป็นอย่างมาก โดยมีปัจจัยภายนอกการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งกดดันให้ประเทศในภูมิภาคต้องตัดสินใจ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐด้วย อีกทั้งความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไทยและจีนนั้นไม่หลากหลาย ส่วนมากไทยส่งออกสินค้าทางเกษตร แต่ขาดแคลนผลิตภัณฑ์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เช่น เซมิคอนดักเตอร์และการบิน และมีการขาดดุลทางการค้าอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ภาษีศุลกากรและมาตรการนำเข้าต่างๆ ที่มีความซับซ้อน ยังส่งผลให้ต้นทุนแพงขึ้น นอกจากนั้น เกิดการกระจายตัวของสินค้าในจีนไปไทยเป็นอย่างมาก ทำให้บริษัทของไทยปิดตัวลงมากขึ้น
ดร.เชิงกั๋วระบุว่า ความสัมพันธ์ด้านสังคมและวัฒนธรรมระหว่างไทยและจีนเป็นไปอย่างราบรื่น แต่ก็มีบางกรณีที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนมีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย เช่น กรณีซิงซิงที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนมาไทยน้อยลงและทำให้ที่พัก การจองต่างๆ ถูกยกเลิก ส่วนในด้านการแลกเปลี่ยนสังคมวัฒนธรรม ไทยและจีนอาจมีค่านิยมและวัฒนธรรมที่แตกต่างและความเข้าใจไม่ตรงกันบ้าง
ดังนั้น ความสัมพันธ์ไทย-จีนมีทั้งโอกาสและความท้าทาย อยู่ที่เราว่าจะคว้าโอกาสอย่างไร จึงต้องส่งเสริมความไว้เนื้อเชื่อใจทางการเมือง แลกเปลี่ยนประเด็นร้อนในภูมิภาคและโลก เพื่อนำพาและพัฒนาความสัมพันธ์ไปสู่ทิศทางที่ถูกต้อง, ลดต้นทุนการค้าและส่งเสริมความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัล, ส่งเสริมการศึกษาและการแลกเปลี่ยนนักเรียนเพื่อส่งเสริมความเข้าใจและมิตรภาพ, สื่อรายงานความเป็นจริง สกัดกั้นข่าวเท็จและส่งเสริมความเข้าใจในเรื่องต่างๆ, ป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามต่อความมั่นคง สิ่งเสพติด มีการฝึกซ้อมทหาร รวมถึงการแลกเปลี่ยนระดับสูงของทหารและตำรวจ และลดการแทรกแซงปัจจัยภายนอก จากกลุ่มอำนาจนอกภูมิภาคไปพร้อมกับเสริมสร้างเสถียรภาพของภูมิภาค
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มติชนทีวี ได้จัดทำรายการพิเศษ เนื่องในโอกาส ครบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับจีน รายการพิเศษตอนแรก “ประวัติศาสตร์การทูต” เปลี่ยน “อนาคต” เริ่มเผยแพร่เวลา 10.00 น. วันที่ 15 มิถุนายน ทางยูทูบมติชนทีวี หลังจากนั้นจะทยอยนำเสนอ ซึ่งโปรแกรมสำหรับเดือนมิถุนายน ประกอบด้วย เวลา 10.00 น.วันที่ 18 มิถุนายน สัมภาษณ์พิเศษ นายอานันท์ ปันยารชุน ตอน “จากยูเอ็นถึงปักกิ่ง ภารกิจลับใต้เงาสงครามเย็น”
วันที่ 22 มิถุนายน เวลา 10.00 น. สัมภาษณ์พิเศษ นายสุทธิชัย หยุ่น ตอน “สื่อมวลชนในสมรภูมิการทูต” วันที่ 25 มิถุนายน เวลา 10.00 น.สัมภาษณ์พิเศษ นายเตช บุนนาค ตอน “บทบาทนักการทูตในวันที่ไทยต้องเลือกฝั่ง” และวันที่ 29 มิถุนายน เวลา 10.00 น. รายงานพิเศษ “พลังการค้า-การลงทุน จากแดนมังกรสู่แผ่นดินไทย” ส่วนโปรแกรมเดือนกรกฎาคม จะนำเสนอในลำดับต่อไป ทั้งนี้ นายอานันท์ นายเตช และนายสุทธิชัย ต่างเป็นผู้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์วันที่ 1 กรกฎาคม 2518 ซึ่งถือเป็นวันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับจีน
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ในปีนี้เครือมติชนได้จัดกิจกรรมเฉลิมฉลอง ความสัมพันธ์ไทย-จีนครบ 50 ปี ในชื่อ 50 ปี ไทย-จีน The GOLDEN ROAD : FROM NOW TO ETERNITY มีไฮไลต์ 5 กิจกรรม ประกอบด้วย 1.จัดทำฉบับพิเศษ เฉลิมฉลอง 50 ปีความสัมพันธ์ไทย-จีน วันที่ 1 กรกฎาคม 2568
2.นำเสนอข่าวการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ไทย-จีน 50 ปี ทางสื่อทั้งหนังสือพิมพ์และออนไลน์ของเครือมติชนและนำเสนอรายงานพิเศษในหนังสือพิมพ์มติชนเกี่ยวกับความสำคัญของความสัมพันธ์ไทย-จีน ที่ผ่านมาหนังสือพิมพ์มติชนได้ทยอยนำเสนอเป็นระยะๆ และจัดพื้นที่เฉพาะเพื่อเสนอข่าวและรายงานในสื่อออนไลน์ เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา
3.สัมภาษณ์พิเศษบุคคลที่เกี่ยวข้องกับวันที่ 1 กรกฎาคม 2518 และเผยแพร่ทางช่องมติชนทีวี ตลอดจนนำเสนอรายการพิเศษทิศทางการพัฒนาด้านเศรษฐกิจของประเทศไทยและจีนทางช่องยูทูบของมติชนทีวี รวม 10 ตอน เช่นเดียวกับหนังสือพิมพ์มติชนทยอยนำเสนอสกู๊ปพิเศษ จำนวน 10 ตอน 4.จัดสัมมนาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-จีน 3 วันติดต่อกัน ระหว่างวันที่ 11-13 กรกฎาคม ที่ทรู ดิจิทัล พาร์ค ซึ่งมี workshop สำหรับผู้ที่สนใจทำการค้าขายกับจีนด้วย และ 5.จัดงานดินเนอร์ทอล์กเพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ไทย-จีน 50 ปี ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ช่วงเย็นวันที่ 22 กรกฎาคม

