50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน กับไฮสปีดอีสาน
โอกาสทองบูมเศรษฐกิจ เชื่อมภูมิภาคอาเซียนสู่จีน


ในโอกาสครบรอบ 50 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศไทย ประเทศจีนในวันนี้ไม่ใช่แค่ “คู่ค้ารายใหญ่” ของไทย แต่เป็นแหล่งลงทุน แหล่งท่องเที่ยว และผู้ผลักดันโครงสร้างพื้นฐานระดับภูมิภาคผ่านโครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง”
(Belt and Road Initiative) ของสาธารณรัฐประชาชนจีน การที่ไทยอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ใจกลางภูมิภาคอาเซียน ทำให้ “รางรถไฟ” กลายเป็นทั้งเส้นเลือดเศรษฐกิจ การลงทุน และสมการทางการทูต
เป็นเวลากว่า 10 ปี ที่ประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมลงนามสัญญาก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน (สายอีสาน) ซึ่งจะเชื่อมต่อจากไทยไปเส้นทางลาว-จีน ที่วิ่งฉิวจากเวียงจันทน์ไปถึงคุนหมิง ท่ามกลางความคาดหวังว่ารถไฟความเร็วสูงขบวนนี้ จะกลายเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสองประเทศ และเป็นจุดเปลี่ยนของโครงสร้างเศรษฐกิจภูมิภาค
ตั้งแต่เมื่อปลายปี 2564 รถไฟความเร็วสูงลาว-จีน ได้เปิดเดินรถเต็มรูปแบบให้บริการอย่างเป็นทางการ และในปัจจุบัน ประเทศลาว กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และรถไฟความเร็วสูงลาว-จีน ช่วยลดเวลาการเดินทางจากคุนหมิงสู่เวียงจันทน์จากหลายวันเหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง พร้อมเปิดช่องทางโลจิสติกส์ใหม่ที่รวดเร็ว คุ้มค่า และแข่งขันได้ในระดับภูมิภาค ขณะที่โครงการในฝั่งไทยที่ยังติดอยู่กับการก่อสร้างเพียงบางช่วง ที่ยังคงล่าช้าในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา
ในวันที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวน ความสามารถในการเป็นศูนย์กลางขนส่งทางราง จะไม่ใช่แค่เรื่องของโครงสร้างพื้นฐานอีกต่อไป แต่คือเรื่องของการส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของประเทศทั้งระบบ
รัฐบาล อิ๊งค์ เร่งตั้งเป้า เปิดบริการปี 2571
เชื่อมเศรษฐกิจไทยสู่โลก
แม้การก่อสร้างจะใช้เวลานานหลายปี ผ่านรัฐบาลมาหลายยุค แต่ล่าสุดในปี 2568 รัฐบาลยุค น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศเร่งความคืบหน้าก่อสร้างต้องให้เสร็จตามแผนภายในปี 2571 สำหรับโครงการระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร-นครราชสีมา ระยะทาง 253 กิโลเมตร และคาดหวังให้โครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-หนองคาย-เวียงจันทน์-จีน เป็นโอกาสของภาคอีสานและโอกาสประเทศไทยในการเชื่อมโยงไทยกับเศรษฐกิจโลก สร้างโอกาสให้คนไทยได้ทำการค้าการลงทุนกับตลาดในภูมิภาค รวมไปถึงตลาดโลกที่มีประชากรอยู่กว่า 8,000 ล้านคน
และนับเป็นอีกก้าวของรัฐบาลในการเร่งรัดแผนยุทธศาสตร์ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานวางอนาคตให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางการคมนาคมและการขนส่งของภูมิภาคหรือโลจิสติกส์ฮับตามที่ได้แถลงนโยบายไว้
โดยความคืบหน้าการดำเนินงาน ล่าสุด นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า การก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 253 กิโลเมตร ว่ายังเดินหน้าตามแผนต่อเนื่อง ข้อมูล ณ วันที่ 25 เมษายน 2568 งานโยธา มีผลงานสะสม 43.79% ขณะที่งานระบบราง ระบบไฟฟ้า และเครื่องกล รวมทั้งจัดหาขบวนรถไฟและฝึกอบรมบุคลากร มีความ
คืบหน้า 0.95% ปัจจุบันจาก 14 สัญญา มี 2 สัญญาสร้างเสร็จแล้ว คือช่วงกลางดง-ปางอโศก และช่วงสีคิ้ว-กุดจิก อีก 12 สัญญา อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 10 สัญญา และการจัดซื้อจัดจ้าง 2 สัญญา
ตั้งเป้าสร้างเสร็จเปิดบริการภายในปี 2571 มีทั้งหมด 6 สถานี ได้แก่ สถานีกลางบางซื่อ สถานีดอนเมือง สถานีอยุธยา สถานีสระบุรี สถานีปากช่อง และสถานีนครราชสีมา
ส่วนระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย ปัจจุบันสำนักฝ่ายก่อสร้างของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้มีการเสนอเปิดประมูลหาผู้รับจ้างเพื่อก่อสร้างงานโยธา แบ่งเป็น 7 สัญญา และงานระบบอาณัติสัญญาณ จำนวน 1 สัญญา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมเอกสารเพื่อเปิดประมูลโครงการต่อไป
รถไฟไทยจีน จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจอีสาน
เมื่อเจาะลึกจุดเด่นของโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน (สายอีสาน) ว่าทำไมจึงเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยนั้น เบื้องต้น ผลการศึกษาข้อมูลอ้างอิงจากบทความวิจัยในวารสารไทยคดีศึกษา ปีที่ 17 ฉบับ 2 ในปี 2563 ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในหัวข้อ โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน โอกาสของการพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระบุว่า รถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย จะช่วยยกระดับภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างน้อย 3 ด้าน ประการแรก คือ รถไฟความเร็วสูงจะเป็นโอกาสในการสร้างความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและกระจายรายได้ ซึ่งเป็นหนทางที่จะลดความเหลื่อมล้ำระหว่างภูมิภาคของไทย
ประการที่สอง รถไฟความเร็วสูงเป็นโอกาสในการยกระดับคุณภาพสังคมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะช่วยบรรเทาปัญหาจราจรทั้งการลดระยะเวลาเดินทางและลดจำนวนรถยนต์ส่วนบุคคล โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลวันหยุดที่เกิดปัญหารถติดและอุบัติเหตุ และยังช่วยลดปัญหามลพิษจากการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลด้วย
ประการที่สาม คือ รถไฟความเร็วสูงเป็นโอกาสของการท่องเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จะช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนและอาเซียนที่กลายเป็นนักท่องเที่ยวรายใหญ่ของไทย
เชื่อมไทย-ลาว-จีน เปิดทางเศรษฐกิจไร้รอยต่อ
นอกจากผลการศึกษาวิจัยในช่วงเวลาดังกล่าว จะระบุถึงประโยชน์ของการมีรถไฟความเร็วสูงไทย-ลาว-จีน ในโซนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือประเทศไทยแล้วนั้น ด้านนักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์การเมือง

นายสมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ และที่ปรึกษาศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยว่า เชื่อว่าการมีรถไฟความเร็วสูงจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและเชื่อมสายสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 2 ประเทศ ให้แน่นแฟ้นแน่นอน
นายสมภพระบุว่า ความสำคัญของโครงการรถไฟความเร็วสูง จะช่วยเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ ทั้งประเทศไทย สปป.ลาว และประเทศจีน ซึ่งรวมถึงจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ทั้งในภาคการผลิตและภาคบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการท่องเที่ยว และเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของทั้งสอง
ซึ่งจะชี้ให้เห็นว่า หากระบบโลจิสติกส์สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งไทยและจีน จะส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ทางด้านการผลิตและบริการขยายตัวอย่างมหาศาล และการเชื่อมโยงโครงข่ายรถไฟจะช่วยให้การเดินทางและการขนส่งสินค้าเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะนำมาซึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
นายสมภพกล่าวว่า หากเราสามารถเชื่อมโยงเส้นทางรถไฟความเร็วสูงจากไทยเข้ากับรถไฟความเร็วสูงในเส้นทางของลาวที่ร่วมทุนกับจีนได้ เราจะมีรางรถไฟมาตรฐานที่แตกต่างจากรางรถไฟรางคู่ไทยในปัจจุบัน การเปลี่ยนไปใช้รางมาตรฐานเดียวกันจะช่วยให้การขนส่งสินค้าเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องมีการขนถ่ายสินค้าที่ด่านชายแดนเหมือนในปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการขนส่ง
ผลประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจากการเชื่อมโยงโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงนี้จะนำมาซึ่งประโยชน์มหาศาลสำหรับประเทศไทย ประการแรก คือ การเพิ่มความสะดวกในการขนส่งสินค้าที่มีความเสียหายง่าย เช่น สินค้าเกษตรจำพวกทุเรียน ผัก และผลไม้ จะสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความเสี่ยงของการเน่าเสียและลดต้นทุนที่เกิดจากความล่าช้า
ประการที่สอง คือ การเข้าถึงตลาดจีนได้ตลอดสาย หากเส้นทางรถไฟสามารถเชื่อมต่อเข้าสู่ประเทศจีนได้ จะทำให้คนไทยสามารถเข้าถึงทุกมณฑลของจีนได้ เนื่องจากจีนมีระบบรถไฟที่เชื่อมโยงกันทั่วประเทศอยู่แล้ว ซึ่งจะเปิดโอกาสทางการค้าและการส่งออกสินค้าไทยไปยังตลาดจีนได้อย่างกว้างขวาง
นอกจากนี้ การเชื่อมโยงเส้นทางรถไฟยังเป็นความหวังของจีนในการสร้าง “แพลนเอเชีย” หรือโครงข่ายรถไฟที่เชื่อมโยงทั่วทวีปเอเชีย ซึ่งไม่ใช่แค่ประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่หมายถึงการเชื่อมโยงที่กว้างขวางลงไปจนถึงสิงคโปร์ ตรงนี้มองว่าการเชื่อมโยงจีนมาถึงไทยและต่อไปยังสิงคโปร์นั้นไม่ใช่เรื่องยาก เนื่องจากจีนเคยสร้างทางรถไฟระยะทางกว่าหมื่นกิโลเมตรไปถึงยุโรปมาแล้ว ระยะทางไม่กี่พันกิโลเมตรไปยังสิงคโปร์จึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่
รถไฟความเร็วสูง คือโอกาสทองของไทย
นายสมภพย้ำว่า การสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมโยงไปถึงชายแดนจีน เป็นโอกาสทองที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยได้อย่างมหาศาล อย่างน้อยที่สุดคือการเชื่อมต่อไปยังเมืองใหญ่อย่างคุนหมิง ซึ่งมีประชากรหลายล้านคน และมณฑลยูนนานที่มีประชากรกว่า 50 ล้านคน ซึ่งน้อยกว่าประเทศไทยเพียงเล็กน้อย
สำหรับโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงดังกล่าว ในระยะแรก ประเทศไทยได้ตกลงให้จีนเป็นผู้เข้ามาช่วยก่อสร้าง เนื่องจากจีนมีความเชี่ยวชาญรูปแบบต่างๆ อย่างไรก็ตาม ในระยะที่สอง ประเทศไทยมีความประสงค์ที่จะสร้างเอง โดยใช้วัสดุและบุคลากรของไทยเอง ซึ่งตรงนี้มองว่าการดำเนินการเช่นนี้จะไม่กระทบต่อความสัมพันธ์กับจีน เพราะโครงการนี้ไม่ใช่โครงการร่วมทุนเหมือนกรณีของลาว แต่เป็นการว่าจ้างจีนมาดำเนินการ
ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งรัดการก่อสร้างโครงการนี้ให้แล้วเสร็จตามแผน เพื่อเป็นการกระตุ้นการลงทุนระหว่างกัน และกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
หากเปรียบเทียบกับเวียดนาม ซึ่งได้ดำเนินการเชื่อมโยงโครงข่ายรถไฟกับจีนอย่างจริงจัง ซึ่งเวียดนามก็ยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงนี้อย่างมาก และส่งผลให้การส่งออกสินค้าเกษตรของเวียดนามไปยังจีน โดยเฉพาะทุเรียนและกล้วยหอม มีมูลค่าสูงกว่าของไทยอย่างเห็นได้ชัด
ดังนั้น การที่รัฐบาลตัดสินใจเร่งรัดโครงการรถไฟความเร็วสูงจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตเศรษฐกิจของประเทศไทยที่จะสามารถได้เติบโตมากขึ้น…
บีม คณะโจทย์

