สภาวัฒนธรรมไทย-จีนฯ
เชื่อมสายใย ย้ำความเชื่อมั่น
สู่ ‘ยุคใหม่’ บนเส้นทางทองคำ

“ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-จีน เมื่อ 1 กรกฎาคม 1975 ได้สร้างคุณูปการอันใหญ่หลวงต่อทั้งสองชาติ
นั่นหมายถึงการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ไปมาหาสู่การแลกเปลี่ยนกัน ฯลฯ มีความเจริญรุ่งเรืองและเพิ่มพูนตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา”

ในฐานะอดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีอีกหลายกระทรวง พินิจ จารุสมบัติ ประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีนและส่งเสริมความสัมพันธ์ มองย้อน 50 ปีที่ผ่านมา การที่รัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ตัดสินใจลงนาม เปิดความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-จีน ในห้วงเวลาที่ทั้งภูมิภาคกำลังคุกรุ่น
กลับเป็นจังหวะการตัดสินใจที่ถูกต้อง เหมาะเจาะอย่างยิ่ง
และนับเป็นจุดตั้งต้นก่อร่างผลประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ ที่ถาวรสืบมา
จาก 50 ปีก่อน ‘ยอดการค้าการลงทุน’ ระหว่างไทย-จีน ไม่กี่พันดอลลาร์ ทว่าสิ้นปี 2024 พุ่งยืน 1 สร้างยอดถึง ‘133,000 ล้านเหรียญสหรัฐ’ ยังไม่นับการลงทุน FDI จากจีน ที่ไต่แรงก์ขึ้นมาเป็นอันดับ 1 เช่นเดียวกัน
“การเปิดประตูอย่างเป็นทางการครั้งนั้น ก่อให้เกิดความคืบหน้าอย่างมากในสาขาต่างๆ ไม่เฉพาะการค้า การท่องเที่ยว แต่ยังหมายถึงวัฒนธรรม ประเพณี การศึกษา ก็เจริญงอกงามเป็นที่สุด”
เห็นได้จากยอด ‘นักเรียน’ ปีที่แล้วเข้ามาเกือบ 40,000 คน และเฉียด 50,000 คนที่ไปเรียนจีน สะท้อนผลลัพธ์ที่ออกดอกผลิบาน
ยังไม่นับมิติการดนตรี การกีฬา การศิลปะ วัฒนธรรมอาหารการกิน ที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันเสมอมา
เหนือกว่าการทูตทั่วไป
คือสายใยสัมพันธ์เชิง ‘สายเลือด’
“แท้จริงแล้วสัมพันธไมตรี เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นบนเส้นทางยาวไกลในประวัติศาสตร์ ยุคกรุงศรีอยุธยา มีบันทึกว่าจีนได้แล่นเรือสำเภามาค้าขายริมแถบอ่าวไทย มีร่องรอยเรือสินค้า มีใบชา มีแพร ผ้าไหม เครื่องถ้วยชามต่างๆ แล้วค่อยๆ งอกงามขึ้นมาผิดกับเรือของทางฝรั่ง สินค้าเหล่านั้นมาพร้อมปืน อาวุธ แต่จีนไม่มี”
สายใยสัมพันธ์ที่ต่างบ่มเพาะไว้ ยิ่งเบ่งบานขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ชาวจีนหลั่งไหลเข้ามา ไม่ได้ยกตระกูลมาด้วย หากแต่แต่งงานกับคนไทย แล้วตั้งถิ่นฐาน สร้างครอบครัวใหม่
เป็นความแน่นแฟ้นที่ยิ่งลึกถึง ‘สายเลือด’
อันเป็นจุดตั้งต้นสำคัญที่ผู้นำทั้งสองชาติ ขนานนามเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘ไทย-จีนไม่ใช่อื่นไกล เป็นพี่น้องกัน’
“สมัยกรุงศรีอยุธยา นายไหฮอง ชาวจีนแต้จิ๋ว แต่งงานกับนางนกเอี้ยง ชาวไทย นั่นคือพระราชบิดาและพระราชมารดา ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช นี่คือรากฐานสำคัญ เป็นความสัมพันธ์ชนิดพิเศษ เป็นความสัมพันธ์ทางสายเลือด สูงกว่าระดับทางการทูตปกติ”
ด้วยความสัมพันธ์เช่นนี้ ได้สร้างรากฐานความไว้เนื้อเชื่อใจที่เหนียวแน่นกันเสมอมา
อีกทั้งยังหยั่ง ‘รากทางวัฒนธรรม’ ให้หล่อหลอมกันมาอย่างยาวนาน
“จะเห็นว่าเรามีทั้งตรุษจีน สารทจีน เทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง แข่งเรือมังกร แห่สิงโต หรืออย่างที่สิบสองปันนา ก็มีประเพณีคล้ายสงกรานต์ด้วย”
จากประชาชนเคยหนาวตาย-อดข้าวตาย มาจนวันนี้กลายเป็นชาติที่ผงาด สำหรับพินิจ มองว่าเป็นผลจาก ‘ผู้นำ’ ที่เสียสละ กล้าหาญ และมีคุณธรรมเป็นอย่างสูง
“จะเห็นได้ว่า ประธานฯมา เจ๋อตุง ท่านเสียชีวิตแล้ว ไม่มีแม้แต่เงินหยวนเดียวในธนาคาร ไม่มีคฤหาสน์หรูหราเหมือนผู้นำคนอื่นๆ ท่านทำเพื่อคนจีน เอาชาติเป็นตัวตั้ง เอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง นี่คือความสำเร็จอันยิ่งใหญ่”
พินิจเห็นจุดแข็งของการมีหัวเรือที่มั่นคงในทิศทาง นำมาสู่การเป็นเยี่ยงอย่างของบรรดาผู้แวดล้อม ที่เสียสละเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง
“ค่อยๆ แก้จากความยากจน จากไม่มีข้าวกิน จนวันนี้จีนกำลังจะส่งออกข้าวเป็นอันดับ 1 ของโลก มีเกินปัจจัยสี่พร้อมหลักประกัน กลายเป็นประชากรที่มีกำลังซื้อ มีอำนาจทางเศรษฐกิจสูงมาก และเป็นนักท่องเที่ยวที่หลายประเทศต้องการ”
นอกเหนือไปจาก AI โครงสร้างพื้นฐาน ถนนหนทาง รถไฟความเร็วสูงที่ก้าวหน้าแซงยุโรป ฯลฯ ไชน่า ในวันนี้ยังมุ่งสร้างชีวิตที่มั่นคงปลอดภัยให้แก่ประชาชน
กว่า 1,400 ล้านคนต้องแข็งแกร่ง มีหลักประกันและมาตรฐานชีวิตที่ดี มีกฎหมายเป็นกฎหมาย (ดื่มสุราขับรถถูกจับทันที) บ้านเมืองสะอาด มีพื้นที่สีเขียว เหล่านี้เป็นเพียงส่วนเสี้ยวภาพความสำเร็จที่เห็นชัดใน 2025
“เมื่อไทยจับมือร่วมกับจีน เราก็ต้องพัฒนา ไม่ว่าด้าน AI รถไฟความเร็วสูง ด้วยความเป็นพันธมิตร การค้า การลงทุน และท่องเที่ยวจะเพิ่มพูนขึ้น หากจะทำให้เศรษฐกิจไทยดี ต้องลดปัญหาความยากจนลงไปให้ได้ พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนไทย ให้มีรายได้ดีขึ้น ปัญหาต่างๆ ก็จะลดลง” พินิจเชื่อเช่นนั้น
ปรองดอง ท่ามกลางสงคราม
‘เส้นทางทองคำ’ นำไทยสู่ยุคใหม่
“ต้องเรียนรู้ว่า ถ้าเราอยู่ร่วมกันโดยช่วยเหลือแบ่งปัน ก็จะเกิด ‘สันติสุข’ ไม่ต้องส่งโดรนมาถล่มกัน การสู้รบตะวันออกกลางทุกวันนี้ มีประชาชนล้มตายเป็นจำนวนมาก”
พินิจกล่าวถึง ‘ความปรองดอง’ หลักปรัชญาขงจื๊อ 2,600 กว่าปี ที่ควรค่าแก่การปรับใช้
ในภาวะโลกเผชิญกับวิกฤต สงครามทั่วทุกมุมโลก อดีตรองนายกฯผู้นี้ อยากให้คิดการณ์ล่วงหน้า มีแผนตั้งรับ ต้องตระหนักและตระเตรียมทั้งในแง่พลังงานที่อาจขาดแคลน ราคาพุ่ง
“ต้องฝึกซ้อมประชาชนให้เตรียมรับมือให้ได้ ถ้าลุกลาม เราจะเสียหายมาก”
หนึ่งในการเตรียมความพร้อม เราจะเห็นการจับมือกับประเทศที่ก้าวขึ้นสู่หนึ่งในมหาอำนาจ แต่ไม่ใช่การละทิ้งประเทศอื่น
“การจับมือจีนวันนี้ ในแง่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจ เป็นตลาดการค้ากับไทยที่ใหญ่มาก และมีประวัติกันมายาวไกล แต่ไม่ได้หมายความว่า จับมือกับจีนแล้วเป็นศัตรูกับประเทศอื่น เราจะเป็นมิตรที่ยอดเยี่ยมกับทุกประเทศ” พินิจย้ำชัดจุดยืนที่ไทยควรตั้งหลักให้มั่น
ก่อนมองภาพ ‘การพัฒนาความร่วมมือ’ ในอนาคตอันใกล้นี้ ที่ยังมีเรื่อง ‘รถไฟความเร็วสูง’ จากคุนหมิงมาเวียงจันทน์ สปป.ลาว ถึงหนองคาย อุดรธานี ขอนแก่น กรุงเทพฯ แล้วอาจจะไปถึงกัวลาลัมเปอร์ สิงคโปร์
ซึ่งเชื่อว่ารถไฟสายนี้ยิ่งก่อสร้างสำเร็จรวดเร็วเท่าไหร่ ความเจริญของเศรษฐกิจไทยจะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วเท่านั้น
“คนจีนไม่ได้มาแบบสมัยโบราณ เสื่อผืนหมอนใบ แต่มาด้วยเงินหยวนเต็มกระเป๋า มาช้อปปิ้ง ร้านอาหาร พักโรงแรม มาซื้อของ แล้วก็มาหาลู่ทางการลงทุน มันจะรุ่งเรืองมาก และเราจะเป็น Hub ที่สำคัญ ถ้ารถไฟไปสิงคโปร์ได้ จะเป็น ‘เส้นทางทองคำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้’”
แน่นอนว่า ย่อมส่งผลถึงภาคเกษตรกรรมโดยตรง พินิจเล่าว่า เฉพาะแค่ ‘ทุเรียน’ เมื่อก่อนลงเรือ 5-6 วันถึง ในขณะที่รถไฟ 2-3 วันไม่เกินนี้ ราคาก็อัพขึ้นมาก จากไม่เกิน 25 บาท/กก. ทุกวันนี้เฉลี่ย 180 บาท/กก. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ในฐานะประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีนและส่งเสริมความสัมพันธ์ ภาคภูมิใจยิ่งในบทบาทของสภานี้ ที่เป็นดั่ง ‘สะพานมิตรภาพ’
“แม้จะเป็นองค์กรเล็กๆ แต่ด้วยความเอาจริงเอาจังในเรื่องสัมพันธภาพ ต้อนรับขับสู้แขกพี่น้องคนจีน ทำให้เกิดความร่วมมืออย่างกว้างขวาง”
“เราได้รับการสนับสนุนทุนการศึกษาจากสำนักกิจการชาวจีนโพ้นทะเล (เฉียวปั้น) ปีนี้ได้รับทุนเรียนภาษาจีนที่ปักกิ่ง 48 ทุน คนไทยที่อยากรู้ภาษาจีน มีมาก และเช่นเดียวกันคนจีนอยากเรียนภาษาไทยมหาศาล เป็นความสำเร็จและความก้าวหน้าที่สูงยิ่งของความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไทย”
อีกภาพที่ถือเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ คือการจัดประชุม สหพันธ์ขงจื๊อนานาชาติ ที่กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้
ด้วยมีทั้งผู้นำจีนระดับสูงสุด อดีตนายกฯ จากหลายชาติ และผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ จากทั่วทุกมุม เข้าร่วมอย่างล้นหลาม
“ข่าวออกไปทั่วโลก ถูกต้องเหมาะเจาะกับสถานการณ์ทุกวันนี้ ที่โลกเกิดความแตกแยก ขัดแย้ง และสงคราม”
เป็นความร่วมมือในมิติของการสร้าง ‘สันติภาพ’ ที่ทั้งไทยและจีนได้เข้ามามีบทบาท หวังเปลี่ยนโฟกัสจากความบาดหมาง มาสร้างความร่วมมือเพื่อประโยชน์ของมวลมนุษยชาติ
หากย้อนไปในอดีต ‘เส้นทางสายไหม’ นำความรุ่งเรืองมาสู่ไทยในด้านการค้า ปัจจุบันเรียกว่า ‘เส้นทางทองคำ’
มองแนวโน้มการพัฒนาที่แน่นแฟ้นในฉากทัศน์ต่อไป เล็งเห็นแล้วว่าโครงการ One Belt One Road จะเป็นเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 ที่นำไทยสู่ยุคใหม่
“เส้นทางสายไหมในยุคใหม่ จึงไม่ต่างจากเส้นทางที่สร้างเงินและความเจริญ ผ่านความร่วมมือต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสนามบิน ท่าเรือ ถนนหนทาง รถไฟความเร็วสูง โรงเรียน อุตสาหกรรม ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ไฟฟ้า โซลาร์เซลล์ การศึกษาและวัฒนธรรม ล้วนสัมพันธ์กับเส้นทางสายไหม ที่เกิดการยกระดับทั้งสิ้น”
ประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีนฯ ให้นิยามว่าเป็น ‘ยุคแห่งการแบ่งกันการพัฒนา’ เห็นได้จากการที่จีนไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหญ่ๆ ทั่วโลก
ตลอด 50 ปีที่ผ่านมาการทูตเป็นไปอย่างราบรื่น หากมองข้ามช็อตไปอีก 50 ปีข้างหน้า ก็ยิ่งมั่นใจว่าจะพัฒนาก้าวไกลกว่านี้
“อีกไม่กี่ปีข้างหน้าการค้าของไทย-จีน ต้องทะลุไปถึง 3-5 ล้านเหรียญสหรัฐ การเจริญเติบโตทางด้านเทคโนโลยีจะยิ่งรุดหน้ากว่านี้ นั่นหมายถึงว่า อุตสาหกรรมการผลิต จะเป็นยุคใหม่ และความร่วมมือไทย-จีน ก็จะเป็นยุคใหม่เช่นเดียวกัน
“ผมว่ามันจะเปลี่ยนโฉม อาจจะไม่มีพรมแดน เป็นประเทศที่ร่วมมือกันพัฒนา จะไม่มีจีนเทา หรือไทยที่หลอกลวง แท็กซี่โขกราคา วันนี้ปัญหาเราในเรื่องการท่องเที่ยว เท่าที่ผมสดับตรับฟังมา คนจีนกังวลสูงมากในเรื่องความไม่ปลอดภัย เพราะมีดาราถูกอุ้ม คนที่มาเรียนในไทยถูกเรียกค่าไถ่ มีจีนเทามาตั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อาละวาดในไทย
เขาไม่ได้กลัวคนไทย แต่กลัวคนจีนด้วยกันที่มาเป็นโจร”
อีกสิ่งที่ได้ยินมา คือช่วงเทศกาลโรงแรมขึ้นค่าห้อง หฤโหดอย่างมาก เป็นสยามเมืองยิ้มที่เห็นแต่เขี้ยว ไม่เหมือนในอดีต
‘การสร้างความเชื่อมั่น’ จึงเป็นจุดที่ต้องปรับแก้และพัฒนากันต่อไป
แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นชัด จีนที่มาเที่ยวไทยในวันนี้ ไม่ใช่กรุ๊ปทัวร์อีกต่อไป
“คนจีนมาเอง จองเองอะไรเองผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ เพราะตอนนี้จีนมีเงินแล้ว เขามาไอคอนสยาม เซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัลเอ็มบาสซี สยามพารากอน เป็นคนที่มีฐานะดี มีกำลังซื้อสูง” คือจุดที่มองเห็น
พร้อมทิ้งท้ายด้วยคำอวยพร “ขอให้ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ในวาระครบรอบ 50 ปีที่กำลังเดินหน้าต่อไป ให้เกิดประโยชน์ วิน-วินกันทุกฝ่าย มีความเจริญรุ่งเรือง และความสุขร่วมกันทุกคน”
บทบาทสภาฯ เชื่อมสัมพันธ์
เชื่อมความเชื่อมั่น ฝ่าวิกฤตการค้า

เป็นคนกลาง เชื่อมความร่วมมืออย่างใกล้ชิด
คือบทบาทสำคัญในวันนี้ ตามความเห็นของ สุเทพ รุ่งวิทยนันท์ หรือ เฮียติ่ง รองประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีนฯ
ที่มุ่งสร้างความร่วมมือที่แข็งขันในทุกมิติ จนได้รับความเชื่อมั่นจากจีนอย่างมาก
มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนหลายครั้ง ผู้นำแต่ละเมืองให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น เชิญสภาฯไปชมพิธีเปิดเมือง โดยมอบกุญแจเมืองให้แก่ท่านพินิจ ทั้งยังได้มอบทุนเล่าเรียนที่กรุงปักกิ่ง แก่ข้าราชการหน่วยงานต่างๆ กว่า 10 รุ่น
“จีนให้ความเชื่อมั่นเราเป็นอย่างยิ่ง เช่นในโครงการใหญ่ระดับชาติ อย่างเส้นทางสายไหม ตามนโยบายของท่านสี จิ้นผิง ก็ได้เชิญท่านพินิจขึ้นกล่าว พร้อมถ่ายทอดทั่วประเทศ ทำให้จีนรู้จักบทบาทของสภาฯอย่างดียิ่ง”
ในฐานะรุ่นที่ 2 บรรพบุรุษมาจากจีน พ่อแม่ได้ปลูกฝัง DNA อันเป็นส่วนสำคัญของการประสบความสำเร็จ
“ผมนำคำสอนมาใช้ในชีวิตจริง พยายามเรียนรู้ สู้งาน ขยัน อดทน จนประสบความสำเร็จในธุรกิจ” สุเทพเล่า
ถามถึงอนาคตการค้า บอกตรงๆ ว่า ประเทศเราต้องพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศ
“ต้องเตรียมพร้อมด้านเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อสร้างความมั่นใจ รองรับการหลั่งไหลของผู้ลงทุนชาวจีน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านสาธารณูปโภค, โรงงาน และนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ด้านเคมี, รถยนต์, EV ซึ่งต้องแยกให้ถูกตามกลุ่มของอุตสาหกรรม” สุเทพชี้
ที่สำคัญต้องพร้อมตั้งรับกับเศรษฐกิจที่ผันผวนจาก ‘สงครามการค้า’
แต่ก็เชื่อมั่นว่า ด้วยสัมพันธ์อันดีที่สร้างมาอย่างต่อเนื่อง ระหว่างภาครัฐและเอกชน ย่อมดึงดูดการลงทุนและช่วยให้เราผ่านวิกฤตนี้ไปได้อย่างแน่นอน
ธุรกิจไทยต้องทันยุค
เรียนรู้จากพี่ใหญ่ ประยุกต์ใช้ให้เป็น

สำหรับ สมชาย ศุภสัญญา รองประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีนฯ และประธานกรรมการ บริษัท จินหมิง กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด คิดเห็นเช่นเดียวกัน
ในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจอะไหล่มานานกว่า 30 ปี นำเข้าเครื่องยนต์ทางการเกษตร มากว่า 2 ทศวรรษ
มอง ‘สงคราม’ อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยให้เกิดแอ๊กซิเดนต์ทางธุรกิจ แต่ก็เชื่อในความร่วมมือที่ ‘เหนียวแน่น’ กับประเทศต้นทางการผลิต
แม้คู่แข่งเยอะขึ้นตามเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า แต่เราสามารถเรียนรู้จากตลาดที่ใหญ่ที่สุดของโลก จากผู้นำด้าน AI, EV และนวัตกรรมการเกษตร ได้ไม่ยาก
“เราก็ต้องตามให้ทัน ศึกษาเทคโนโลยีต่างๆ มาประยุกต์ใช้ในไทย เพื่อให้ธุรกิจของเราก้าวหน้าต่อไปในยุคสมัยนี้”
ทั้งยังมองว่า ถ้าหากรัฐบาลส่งเสริมให้ง่ายต่อการ ‘นำเข้า’ ลดเพดานภาษี จะยิ่งช่วยลดต้นทุน ลดภาระเกษตรกรไทย จากผลผลิต-เก็บเกี่ยวดีขึ้น นอกเหนือไปจากเทคโนโลยีล้ำสมัย ยังต้องควบคู่ไปกับการผลิตคนคุณภาพ ที่ใช้เป็น
ในโลกที่ปั่นป่วน แบ่งขั้ว สมชายย้ำว่าคนทำธุรกิจต้องมอนิเตอร์และปรับตัวอยู่เสมอ
“หนึ่งคือ จีนมีเทคโนโลยีที่ล้ำลึก จีนเติบโตอย่างรวดเร็วมาก กำลังขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของโลก เพราะฉะนั้นช่วยได้เยอะ นอกจากเราไปเรียนรู้เทคโนโลยีและการตลาดต่างๆ ยังเกี่ยวกับพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ด้วย เรียกว่ากำหนดทิศทางอาเซียนได้ในอนาคต”
รองประธานสภาฯเห็นจุดแข็งของคนไทย คือการสามารถเข้าใจจีนได้อย่างลึกซึ้งถ่องแท้
“อย่างไทยทำการค้ากับจีน เราก็ต้องเข้าใจ ต้องรู้แพคเกจที่หรูหรา สีที่เป็นมงคล ต้องเข้าใจว่าในปัจจุบันเขาต้องการแบบไหน”
ในวงการธุรกิจ ยังคงเห็นอนาคตเม็ดเงินที่เข้ามามากขึ้น ที่เฟื่องฟูมากยกให้ด้านโซลาร์เซลล์, EV, AI และรถไฟความเร็วสูง
“ในช่วงสองปีที่ผ่านมา บริษัทจีนกว่า 1,000 แห่ง เข้ามาลงทุนเป็นมูลค่าราว 7,000 กว่าล้านหรียญสหรัฐ และสร้างงาน 50,000 ตำแหน่ง เรียกว่าเป็นการลงทุนแรงใจ”
ซึ่งทางสภาฯเองก็ได้คอยแนะนำนักธุรกิจไทยรุ่นสู่รุ่น กระทั่งองค์ความรู้หมุนวนกลับมา พัฒนาประเทศในหลายทาง
“เรายังเป็นตัวเชื่อมโยง สร้างเครือข่ายนักธุรกิจจีนที่มาลงทุนในไทย และส่งเสริมให้เรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม การศึกษา แนะนำกฎหมาย เพราะว่าบางทีเขาไม่รู้กฎหมายไทย ทำไปแล้วอาจจะมีปัญหาบ้าง สภาฯ เป็นตัวกลางที่จะช่วยเหลือ ส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจทางด้านต่างๆ”
เห็นเค้าลางภาพความร่วมมือ ที่จะแผ่ขยายในฐานะ ‘พันธมิตรทางยุทธศาสตร์’
“ในโอกาสครบรอบ 50 ปีของความสัมพันธ์ไทย-จีน ผมในฐานะนักธุรกิจคนหนึ่ง ขอให้ความสัมพันธ์นี้ ร่มเย็นเป็นสุข นำทั้งสองประเทศไปสู่ความเจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป” รองประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีนฯ อวยชัยทิ้งท้าย
ทีมข่าวเฉพาะกิจ

