หน้าแรก 50 ปี ไทยจีน เตช บุนนาค เป...

เตช บุนนาค เปิดเบื้องหลัง สัมพันธ์ไทย-จีน ย้ำคึกฤทธิ์ มีคุณูปการสำคัญ

1.07.25 | 18:59 น.

‘ทูตเตช’ เปิดเบื้องหลัง สัมพันธ์ไทย-จีน ย้ำคึกฤทธิ์ มีคุณูปการสำคัญ

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ที่โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี เขตสาทร กรุงเทพฯ เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน มูลนิธิคึกฤทธิ์ 80 ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จัดเวทีเสวนา “คึกฤทธิ์กับความสัมพันธ์ไทย-จีน”

บรรยากาศตั้งแต่เวลา 15.00 น. มีบุคคลสำคัญตลอดจนแขกผู้มีเกียรติร่วมงานอย่างล้นหลาม อาทิ นายสุทธิชัย หยุ่น ในฐานะอดีตผู้สื่อข่าวประชาชาติ ผู้รายงานข่าวในเหตุการณ์ลงนามสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน โดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นเมื่อ 1 กรกฎาคม 2518, นายพิรุณ ลายสมิต ผู้อำนวยการกรรมการบริหารศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก (APCD)

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, นายกวี จงกิจถาวร นักข่าวอาวุโส, นายฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, น.ส.พิมพ์ประไพ พิศาลบุตร หนึ่งในผู้เขียนหนังสือชุดประวัติจีนกรุงสยาม ตลอดจนนักวิชาการ นักเรียน นักศึกษาร่วมด้วยคับคั่ง

ต่อมา นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงาน

Advertisement

จากนั้นเข้าสู่เสวนา “ศึกฤทธิ์กับความสัมพันธ์ไทย จีน” โดย นายเตช บุนนาค อดีตเอคอัครราชทูตไทย ณ กรุงปักกิ่ง องค์ปาฐกคนที่ 1 ร่วมด้วย นายสารสิน วีระผล อดีตเอกอัตรราชทูตไทย และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ องค์ปาฐกคนที่ 2 และ นายอู๋ จื้ออู่ (Wu Zhiwu) อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทย องค์ปาฐกคนที่ 3

เมื่อเวลา 16.45 น. เริ่มการเสวนา ด้านนายเตช บุนนาค อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปักกิ่ง กล่าวว่า ในวันนี้ เวลาเดียวกันนี้เมื่อ 50 ปีที่แล้ว นายคึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี ได้นำคณะไปพบนายกรัฐมนตรีโจว เอินไหล เพื่อลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-จีน

โดยในขณะนั้น นายอานันท์ ปันยารชุน หัวหน้าคณะผู้แทนในการเจรจา มอบหมายให้ตนเป็นผู้เปิดซองเอกสารเพื่อให้ทั้งสองลงนาม ซึ่งอดีตนายกฯ คึกฤทธิ์ลงนามได้อย่างรวดเร็ว แต่นายโจว เอินไหล ใช้เวลาช้ามากเนื่องจากมีปัญหาสุขภาพ

คณะได้เดินทางไปถึงกรุงปักกิ่งก่อนหนึ่งวันในวันที่ 30 มิถุนายน 2518 ซึ่งเป็น 8 วันเท่านั้นหลังจากมีการเจรจาในแถลงการณ์ร่วม ซึ่งในรายละเอียดไม่เหมือนกับของมาเลเซียหรือฟิลิปปินส์ เพราะทำได้ดี กระชับและเป็นประโยชน์ต่อไทยมากกว่า โดยเฉพาะคนไทยเชื้อสายจีน

นายเตช กล่าวว่า เรื่องนี้จะปรากฎในรายงานคณะผู้แทนไทย ลงนามโดยอานันท์ ปันยารชุน ซึ่งตนเป็นผู้ร่างและได้เก็บรายงานทั้งหมดระหว่างปี พ.ศ. 2516-2518 โดยกระทรวงการต่างประเทศตีพิมพ์ขึ้นมาและออกในวันนี้ และจะมีการเปิดตัวหนังสือเล่มนี้ในตอนเช้าของวันที่ 3 กรกฎาคม ซึ่งไม่ได้อนุญาตจากใครเพื่อตีพิมพ์เพราะเป็นบันทึกส่วนตัว

พร้อมเล่าว่า หลังจากที่เจรจาเสร็จสิ้นในวันที่ 21 มิถุนายน 2518 ก็ได้เดินทางกลับมาจากกรุงปักกิ่ง ซึ่งสมัยก่อนการเดินทางนั้นยากลำบากมาก เพราะต้องขึ้นเครื่องบินลงมาถึงกวางโจว และจากกวางโจวแทนที่จะนั่งรถไฟมาที่ชายแดน ทางการจีนจัดรถให้คณะมาถึงเมืองเซินเจิ้น

โดยนายมนัสพาสน์ ชูโต ที่ดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่ ณ นครกวางโจวในขณะนั้นได้ขอเฮลิคอปเตอร์จากกองทัพสหราชอาณาจักร 2 ลำ เดินทางจากเซินเจิ้นมาลงที่สนามบินฮ่องกง จึงขึ้นเครื่องบินแอร์สยาม และถึงกรุงเทพฯ ในวันที่ 22 หรือ 23 มิถุนายน

นายเตช เล่าต่อว่า เมื่อกลับมาได้ทำรายงานเสนอคณะรัฐมนตรี ซึ่งเสร็จอย่างรวดเร็วและเสนอให้นายอานันท์ตรวจแก้ ซึ่งได้แก้เล็กๆ น้อยๆ สิ่งหนึ่งที่นายอานันท์เน้นเสมอในงานเสวนา แต่วันนี้ไม่ได้เน้นเท่าโอกาสอื่นๆ คือการที่เราเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนมีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะเป็นการตัดสินใจทางการเมืองในที่สาธารณะ

โดยพรรคกิจสังคมในขณะนั้น ก็ได้พูดชัดเจนว่าจะเปิดความสัมพันธ์กับจีน ดังนั้นเมื่อเข้ามาก็มีมติคณะรัฐมนตรีอย่างแน่ชัด เพราะฉะนั้นอุปสรรคต่างๆ นานาก็หมดไป

ทั้งยังระบุว่า ทางคณะมีเวลาทำงานเพียงสัปดาห์เดียวหลังจากการเจรจา ในสัปดาห์นั้น สภาความมั่นคงแห่งชาติสามารถแก้ปัญหาท้้งหมดภายในสัปดาห์เดียว เรียกได้ว่า เราทำงานหามรุ่งหามค่ำ ส่วนตัวก็แทบจะไม่ได้นอน และกลับมาก็ยังต้องแก้ปัญหาอยู่ แต่ก็ได้รับความร่วมมือจากสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นอย่างดี ในเมื่อมีนโยบายอย่างชัดแจ้งแล้วว่าเราจะเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน

นายเตชย้ำว่า ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช มีคุณูปการมหาศาลต่อการที่เราได้สถาปนาทางการทูตสำเร็จ พร้อมกล่าวว่า ในฐานะหัวหน้ากองเอเชียตะวันออก กรมการเมือง ในระหว่างประเทศอาเซียนด้วยกัน ไทยเริ่มต้นการเจรจาก่อนทั้งทางการและไม่เป็นทางการ ทั้งที่นิวยอร์กและที่อื่นๆ ความหวังส่วนตัวคือไทยจะเป็นประเทศแรก ทว่า มาเลเซียและฟิลิปปินส์ก็เปิดความสัมพันธ์ทางการทูตก่อนไทยไม่กี่วัน

ทั้งนี้ มีผู้ใหญ่ชี้แนะว่า เราเปิดความสัมพันธ์เร็วเกินไป ซึ่งในตอนนั้นสิงคโปร์ประกาศตั้งแต่ต้นว่าจะเป็นประเทศสุดท้ายที่จะเปิดความสัมพันธ์กับจีน แม้จะการลงนามจะเรียบร้อย เปิดความสัมพันธ์ไปแล้ว ก็ยังกล่าวว่าไทยควรรอเหมือนสิงคโปร์

นายเตช เล่าถึงเหตุการณ์การเจรจาว่า อาทิตย์ก่อนที่ฝ่ายไทยจะกลับมาเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2518 อากาศนั้นร้อนมาก และได้เจรจาในอาคารที่สวยมากซึ่งเป็นสถานอัครราชทูตเดิมของจักรวรรดิออสโตร ฮังการี เครื่องปรับอากาศไม่ค่อยเย็นหนัก แต่การเจรจานั้นยาวนาน ซึ่งนายอานันท์ที่ออกมาสูดอากาศ ก็ได้ถามว่า ยังเจรจาอยู่อีกหรือ พร้อมกล่าวว่า ตนตระหนักดีว่ามีส่วนสำคัญในประวัติศาสตร์จึงได้เก็บเอกสารทั้งหมดไว้ แล้วบันทึกเป็นหนังสือด้วย

ในช่วงท้ายของการเสวนา นายสุทธิชัย ขอให้เล่าเหตุการณ์ที่อดีตนายกฯ อานันท์พูดแรงให้ฟัง นายเตชเล่าว่า เมื่อตอนที่นายอานันท์ไปประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้ถามคำถามนายทหารชั้นผู้ใหญ่ในระดับพลเอก แต่ได้รับคำตอบว่า ไม่สามารถที่จะตอบท่านได้ ต้องสอบถามหน่วยเหนือขึ้นไป นายอานันท์ตอบว่า ถ้าที่นี้ไม่ใช่หน่วยเหนือ อะไรจะเหนือขึ้นไปอีก ทำให้แทบจะหลบอยู่ข้างหลัง