‘อานันท์’ เล่ายิบ นาทีปวศ. ‘คึกฤทธิ์ชวนบินไปปักกิ่ง’ ดีล ปธ.เหมาฯ จุดพลิกมหาอำนาจ ที่ไทยมองขาด ‘ทิศทางลม’
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ที่โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี เขตสาทร กรุงเทพฯ เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน มูลนิธิคึกฤทธิ์ 80 ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จัดเวทีเสวนา “คึกฤทธิ์กับความสัมพันธ์ไทย-จีน”
บรรยากาศตั้งแต่เวลา 15.00 น. มีบุคคลสำคัญตลอดจนแขกผู้มีเกียรติร่วมงานคับคั่ง ดร.เตช บุนนาค อดีตเอคอัครราชทูตไทย ณ กรุงปักกิ่ง, ดร.สารสิน วีระผล อดีตเอกอัตรราชทูตไทย และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์, นายอู๋ จื้ออู่ (Wu Zhiwu) อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทย เป็นต้น
ต่อมา นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา ผู้อยู่ในเหตุการณ์ “คึกฤทธิ์พบเหมาเจ๋อตง” กล่าวเปิดงาน ความว่า ตนย้อนนึกแล้วเวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน การเปิดความสัมพันธ์ไทย-จีน 50 ปี ในตอนนั้นตนอายุประมาณ 43 ปี ยังเป็นทูตอยู่ที่กรุงวอชิงตัน เป็นผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ
ตอนนี้อายุ 93 ก็ยังมีความทรงจำที่ดีเกี่ยวกับความเสียสละของผู้นำทางการเมืองในสมัยนั้น
การมองการณ์ไกล การมีความคิดก้าวหน้า และเมื่อ 50 ปีที่แล้ว มันก็โชคดีที่ทางกระทรวงต่างประเทศ มีนักการทูตที่มีพื้นฐานหัวก้าวหน้า ที่มีขีดความสามารถด้านภาษา มีความรู้ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งสอดคล้องกัน เครื่องจักรนี้มี 2 รอก วิ่งไปพร้อมกัน วิ่งไปในจังหวะเวลาเดียวกัน ความทรงจำที่ผมมีอยู่ ตอนนี้อาจจะคลาดเคลื่อนเรื่องเวลา สถานที่ แต่สาระใหญ่หวังว่าไม่มีอะไรผิดพลาด

“สำหรับผู้ที่สนใจด้านประวัติศาสตร์จีน ผมอยากให้ไปค้นคว้าเรื่องเหล่านี้ จากสุนทรพจน์ ดิเรกชัยนาม ของ มธ. เมื่อปี 2530 เป็นเอกสารที่ครบสมบูรณ์มาก ซึ่งผมกล่าวอีกครั้งเรื่องสัมพันธ์ไทยกับจีน ที่สถาบันคึกฤทธิ์ เมื่อ 20 เม.ย.2554 ผมอยากให้คำนึงถึงสองบทความนี้ ที่ผมเคยกล่าวไว้ มีการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร มีข้อเท็จจริงที่แน่นอน” ฯพณฯ อานันท์ เผย
ฯพณฯ อานันท์กล่าวต่อว่า ก่อนพูดถึง 50 ปีความสัมพันธ์ มีความจำเป็นสำหรับคนรุ่นใหม่ที่เกิดไม่ทันหรือยังเด็กอยู่ ที่จะรู้ที่มาของจุดเปิดความสัมพันธ์นี้
“จีนกับไทยพูดตามจริงรู้จักกันมาช้านาน อาจมากกว่า 800 ปี แต่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยที่อยู่พื้นที่นี้ กับคนจีนที่อพยพมา ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา กับ ‘คน’ เป็นความสัมพันธ์ที่ราบรื่น แทบไม่มีรอยต่อ เป็นความสัมพันธ์ที่ไม่มีความขัดแย้งทางเชื้อชาติ ศาสนา หรืออุดมการณ์ทางการเมือง แต่เป็นสัมพันธ์ที่ติดต่อกันเรื่องการค้า”
“สมัยราชวงศ์หยวน พระเจ้าแผ่นดินไทย ก็ได้ส่งเครื่องบรรณาการ ไปที่ราชวงศ์หยวน 14 ครั้ง และทางจีนก็มาเมืองไทยถึง 4 ครั้ง เริ่มเปิดความสัมพันธ์ทางการค้า นี่เป็นครั้งแรก เป็นความสัมพันธ์ระดับประเทศ แม้ไม่ได้มีการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรอะไร แต่เป็นสัมพันธ์ที่เข้าใจผ่านการพูดจา ค้าขาย เรือสำเภาวิ่งไป-มา ไทยส่งสิ่งของที่ผลิตได้ ไปให้จีน จีนก็เอาสินค้ามาขายเมืองไทย มีการนำช่างเครื่องปั้นดินเผาเข้ามา ทำที่เมืองไทย เกิดเป็น ‘ชามสังคโลก’ ที่คนไทยผลิตไปขายต่างประเทศ” ฯพณฯ อานันท์ชี้
ฯพณฯ อานันท์ กล่าวต่อว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนนั้น มีระหว่างกันเสมอมา และไม่มีความรู้สึกผิดแปลกไปจากคนอื่นว่าจะต้องมีความสัมพันธ์ทางการทูต เพราะในตอนนั้นเองจีนก็ระส่ำระสาย เปลี่ยนแปลงการปกครอง สู้รบกับญี่ปุ่น แต่จวนสงครามครั้งที่ 2 กำลังจะจบลง ทางตะวันตกชนะ แต่สงครามแปซิฟิกกับญี่ปุ่นยังไม่จบ ยังต่อสู้กันอย่างหนักหน่วง ความสัมพันธ์ที่เรียกว่า ทางฝ่ายสัมพันธมิตรสร้างขึ้นมา ก็เกิดการรวมกลุ่ม เมื่อสิ้นสงคราม จึงต้องทำให้เป็นที่ปรากฏ ว่าโลกของเรามีกฎเกณฑ์อย่างไร เกิดการตั้ง ‘กฎบัตรสหประชาชาติ’ (Charter of the United Nations) ขึ้นเมื่อปี 1941 โดยมีผู้นำรัสเซียร่วมด้วย
“จีนในฐานะในประเทศมหาอำนาจในขณะนั้น ในเชิงพื้นที่และมีไอเดนติตี้ของตัวเองอย่างเด่นชัด ก็ได้รับการยอมรับว่า ‘เป็นมหาอำนาจทางเอเชีย’ มีการตั้งองค์การสหประชาชาติ แต่กฎบัตรก็เขียนโดยผู้มีอำนาจ มีการตั้งสิ่งที่เรียกว่า ‘สมัชชาสหประชาชาติ‘ ประกอบด้วยสมาชิกทั่วไป แต่ขณะเดียกันพวกที่ชนะและมีอำนาจก็ยังแสวงหาอำนาจต่อไปโดยมีการตั้งสิ่งที่เรียกว่า ’คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ‘ โดยมีพี่เบิ้มใหญ่ 5 ประเทศเป็นสมาชิก มีตะวันตก 4 และเอเชียประเทศเดียวคือ ‘จีน’ ซึ่งตอนนั้นปกครองโดยพลพรรค ‘ก๊กมินตั๋ง'” ฯพณฯ อานันท์กล่าว และว่า

แต่ความใจดำของพันธมิตร ปรากฏว่ามีการใช้สิทธิวีโต้ เมื่อขัดผลประโยชน์ของอเมริกา ทำให้ร่างข้อมตินั้นๆ ตกไป ไม่ผ่านการเห็นชอบของ 5 ประเทศ แต่ในตอนหลัง รัสเซียก็ใช้อำนาจวีโต้ด้วย กลายเป็นใช้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนและเพื่อนตัวเอง จะสังเกตว่าเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับอิสราเอล จะถูกวีโต้ตกหมด เกิดความไม่ทัดเทียมของประเทศสมาชิก และเห็นจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้
ฯพณฯ อานันท์ กล่าวต่อว่า กลับมาเรื่องจีน ปรากฏว่าจีนภายใต้การปกครองของ รัฐบาลก๊กมินตั๋ง บอกว่า จะวีโต้ ซึ่งมันเป็นเรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ด้วย เพราะตอนนั้นจีนยังผยองว่าใหญ่ ไทยเราจึงต้องยอมเปิดความสัมพันธ์ด้วย แล้วถึงได้เข้าไปเป็นสมาชิกสหประชาชาติ
“พวกเราที่นั่งอยู่ตรงนี้ ผมเชื่อว่ากว่า 90 เปอร์เซ็นต์ มีเชื้อสายจีนทั้งนั้น เรากลมกลืนกัน ไม่ว่ามอญ เขมร โดยเฉพาะกับจีน เกิดเป็นความสัมพันธ์ทางการทูตขึ้นมา
หลังสงครามและการจัดตั้งสหประชาชาติแต่ละประเทศเกิดความตระหนักถึงความใหญ่ของตัวเอง พอเปิดความสัมพันธ์การทูตกับไทย ก็มีกสถานทูตจีนเกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่นั้น คนจีนที่อยู่ในเมืองไทยเริ่มรู้สึก แต่เดิมให้ความจงรักภักดีกับประเทศชาติ ทั้งที่ตัวเองไม่ใช่คนไทย หรือบางคนเปลี่ยนสัญชาติไป คนจีนในไทย ส่วนหนึ่งเกิดผยองขึ้นมา ค้าขายแถวเยาวราช ทรงวาด ปิดอยู่ 2 วัน ทำให้เศรษฐกิจเมืองไทยชะงักไป ตอนนั้นผมยังเด็ก เกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า ‘เลียะพะ’ เหตุการณ์เหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้น อย่างน้อยสถานทูตมีบทบากับวิธีคิดของคนไทยในขณะนั้น” ฯพณฯ อานันท์ ระบุ
ในตอนหนึ่ง ฯพณฯ อานันท์ ยังกล่าวด้วยว่า ตนเคยชมว่า ไทยเราเก่งนะ ถ้าดูจากประวัติศาสตร์แล้ว จะเห็นว่าเมื่อไหร่ที่ประเทศไหนมีอำนาจ เริ่มมีสัมพันธ์ทางการทูต สถานทูตประเทศนั้นจะมีอิทธิพล
“แน่ละ เราเห็นคอมมิวนิสต์เป็นปีศาจ แล้วจีนส่วนใหญ่เป็นคอมมิวนิสต์ มีลัทธิคอมมิวนิสต์ อย่างไรก็ตาม ต่อมา 20 กว่าปี ประเทศจำนวนมากรับรอง จีนปักกิ่ง โดยไม่คำนึงถึงเรื่องลัทธิ ทางอเมริกามีการปลุกระดมให้เกลียดคอมมิวนิสต์ ซึ่งอเมริกาฯ ก็เริ่มไหวตัว เพราะจีนใหญ่ขึ้นๆ และมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อจีนคอมมิวนิสต์ได้รับการหนุนจากประเทศใหม่ๆ อิทธิพลจองจีนจึงมากขึ้น”

ในตอนหนึ่ง ฯพณฯ อานันท์ เผยด้วยว่า ในวันที่จะโหวตให้จีนไต้หวันออกไป แล้วให้จีนคอมมิวนิสต์ เป็นตัวแทน แม้แต่จอร์จ ดับเบิลยู. บุช เองก็ไม่ทราบมาก่อน ซึ่งไทยเราเห็นทิศทางลมใหญ่ว่า เริ่มเปลี่ยนแปลงแล้ว
“เราเป็นเรือใบเล็กๆ ต้องรู้ว่าทิศทางลมจะไปตรงไหน โชคดีที่ตอนนั้นรัฐบาล สัญญา ธรรมศักดิ์ และ รมว.ต่างประเทศ คุณจรูญพันธ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ก็มองว่าสุดท้ายเราได้รัฐบาลประชาธิปไตย ไม่ใช่ทหาร เป็นรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ตอนนั้นที่อเมริกาจะถอนจากเวียดนาม ในสนามรบแพ้แล้ว แต่ที่แพ้จริงๆ คือแพ้ทางการเมือง บังหน้าว่าฉันจะถอนตัวจากสงครามเวียดนาม สัญญาต่างๆ ซึ่งเราดูแล้วว่าอเมริกาไปแน่”
ฯพณฯ อานันท์ ชี้ว่า ด้วยความคล่องแคล่วทางการเมืองของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ก็ตั้ง พันตรีชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขึ้นมาแทน ก็ถูกส่งไปเป็นทูตที่อาร์เจนติน่า ซึ่งนับว่าท่านเป็นรัฐมนตรีฯ ต่างประเทศ ที่มีเชาวน์ดีคนหนึ่ง เพราะท่านมีสัญชาตญาณดี ไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่จับประเด็นค่อนข้างเก่ง โดยเฉพาะการเมืองต่างประเทศ ทำให้ความสัมพันธ์ดีมาก” ฯพณฯ อานันท์กล่าว และว่า
การตัดสินใจท่านดีมากและเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง นโยบายของท่านค่อนข้างตรงไปตรงมา และสมเป็นนโยบายรัฐบาล จากเดิมที่ ‘รัฐบาลไทยจะเคารพในกฎบัตร จะเคารพเพื่อนบ้าน…..” พอมาถึงท่าน มร.ว.คึกฤทธิ์ ท่านพูด 3 ข้อที่เกี่ยวโยงกัน
พูดจบรู้เลยว่า ทิศทางเรือใบจะเป็นไปทางไหน จับใจความได้ว่า บัดนี้สถานการณ์โลกและเอเชีย เปลี่ยนไปมาก โดยเฉพาะภูมิรัฐศาสตร์ จีนมีบทบาทมากขึ้น ฉะนั้นเมืองไทยเราต้องปรับตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ที่แท้จริงของภูมิภาค
ข้อ 2 ท่านบอกว่า ต่อไปนี้รัฐบาลไทยจะมีความสัมพันธ์กับทุกประเทศ โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ หรืออุดมการณ์ใดๆ ซึ่งกล่าวถึงจีนด้วย

ข้อ 3 สืบเนื่องจากข้อ 1 และ 2 ในขณะเดียวกัน ไทยจะลดกำลังทหารอเมริกันในไทย (จากราว 40,000 คน)
“เรื่องนี้ ผมต้องพูดถึงความฉลาดของ รมว. ถนัด คอมันตร์ ซึ่งผมเป็นเลขาฯ ท่านตอนนั้น ท่านรู้ว่ามันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ จอมพลสฤษดิ์ ถึงได้เอาอย่างนั้น ท่านจึงต้องคิดว่า ควรทำอย่างไรให้เข้าการณ์และผ่อนคลายความเครียด จึงคิดว่า ให้ส่งทหารมาตั้งฐานได้ แต่ในฐานะช่วยการสู้รบเวียดนามเท่านั้น”
หลัง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ประกาศ 3 ข้อ อีกไม่กี่เดือน เรือรบ มายาเกซ ของอเมริกา เดินทางผ่านน่านน้ำไทย ไปน่านน้ำเขมร ถูกเขมรจับตัว ก็เลยส่งเรือใหญ่ไปกู้ ผ่านทางน่านน้ำไทย มีการสู้รบจนตายไป 30 กว่าคน”
ฯพณฯ อานันท์กล่าวต่อว่า จากเหตุการณ์ดังล่าว ในช่วงต่อมาตนจึงถูกเรียกตัวกลับมาไทย ซึ่งการเรียกทูตกับเป็นการประท้วง ตนว่างจนขนาดไม่มีอะไรทำ ต้องออกไปทำฟัน
“กระทั่งท่านคึกฤทธิ์ บอกกับผมว่า จะเปิดความสัมพันธ์กันจีน จะให้ไปปักกิ่งพรุ่งนี้”
“ผมอยากตั้งข้อสังเกตว่า จีนก่อนหน้านั้น ได้มีการติดต่อทูตไทย และทูตอีกหลายเมือง เชิญไปเยี่ยมเมืองจีน มีการติดต่อเป็นการภายใน หลายเรื่อง ซึ่งอันนี้ต้องชมจอมพล ป.
ข่วงน้ำมันแพง คุณชาติชายไปติดต่อกับจีน ขอซื้อน้ำมันในราคา ‘เฟรนด์ลี่ไพรซ์’ ดังนั้น ต้องบอกว่าการเปิดความสัมพันธ์ไทย-จีน มาจากการทำงานกันหลายคน หลายคณะ”
ฯพณฯ อานันท์ระบุว่า สำหรับไทยเรา ตนเป็นห่วงเรื่องคนจีนในไทย จากที่ตอนนั้นไทยยังไม่มีกฎหมาย ห้าม 2 สัญชาติ รวมถึงมีเรื่องสถานีวิทยุคุนหมิง ที่โจมตีไทย
“เราตั้งประเด็นว่า อยากให้คนจีนในเมืองไทย ปฏิบัติตนเป็นพลเมืองที่ดีของเมืองไทย มีความจงรักภักดีต่อประเทศชาติ ซึ่งพอมีข้อนี้ มันปลดล็อกเลย ในข้อที่เราห่วงกังวลมากที่สุด” ฯพณฯ อานันท์กล่าวทิ้งท้าย
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล นักเศรษฐศาสตร์ และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกิตติคุณ ธนาคารกสิกรไทย และ รองประธาน มูลนิธิรักษ์ป่าน่านในพระราชูปถัมภ์ฯ และ นายธนากร เสรีบุรี รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นต้น


