หน้าแรก 50 ปี ไทยจีน ดร.สารสิน มั่...

ดร.สารสิน มั่นใจ 30 ปีข้างหน้า อาเซียนเติบโต 3 เท่า จับมือจีนมั่งคั่งมหาศาล

1.07.25 | 19:45 น.

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ที่โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี เขตสาทร กรุงเทพฯ เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน มูลนิธิคึกฤทธิ์ 80 ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จัดเวทีเสวนา “คึกฤทธิ์กับความสัมพันธ์ไทย-จีน”

บรรยากาศตั้งแต่เวลา 15.00 น. มีบุคคลสำคัญตลอดจนแขกผู้มีเกียรติร่วมงานอย่างล้นหลาม อาทิ นายสุทธิชัย หยุ่น ในฐานะอดีตผู้สื่อข่าวในเหตุการณ์ลงนามสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน โดย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นเมื่อ 1 กรกฎาคม 2518, นายพิรุณ ลายสมิต ผู้อำนวยการกรรมการบริหารศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก (APCD), นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, นายกวี จงกิจถาวร นักข่าวอาวุโส, ศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, น.ส.พิมพ์ประไพ พิศาลบุตร หนึ่งในผู้เขียนหนังสือชุดประวัติจีนกรุงสยาม ตลอดจนนักวิชาการ นักเรียน นักศึกษาร่วมด้วยคับคั่ง

ต่อมาเวลา 16.45 เริ่มเวทีเสวนา “ศึกฤทธิ์กับความสัมพันธ์ไทย จีน” โดย ดร.เตช บุนนาค อดีตเอคอัครราชทูตไทย ณ กรุงปักกิ่ง องค์ปาฐกคนที่ 1 ร่วมด้วย ดร.สารสิน วีระผล อดีตเอกอัตรราชทูตไทย และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ องค์ปาฐกคนที่ 2 และ นายอู๋ จื้ออู่ (Wu Zhiwu) อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทย องค์ปาฐกคนที่ 3

ในตอนหนึ่ง ดร.สารสิน กล่าวว่า ในความโชคดีในชีวิต แม้ไม่ได้มีบทบาทสำคัญโดยตรง แต่มีโอกาสเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ไทย–จีน

Advertisement

“ผมใช้ชีวิต 50 ปีที่ผ่านมา โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากการได้ร่วมคณะของ ดร.เตช บุนนาค อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปักกิ่ง ซึ่งผมได้ร่วมเดินทางไปลงนามข้อตกลงเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน ในฐานะนักวิชาการ

อดีตนายกรัฐมนตรีชาติชาย ชุณหะวัณ เล็งเห็นความสำคัญของมุมมองนักวิชาการ จึงสนับสนุนให้เข้าร่วมคณะในฐานะผู้สังเกตการณ์ จึงทำให้มีโอกาสได้รู้จักกับบุคคลสำคัญ เช่น นายสุทธิชัย หยุ่น ในฐานะอดีตผู้สื่อข่าวในเหตุการณ์ลงนามสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ซึ่งร่วมเดินทางในครั้งนั้นด้วย” ดร.สารสิน เผย

ดร.สารสิน เผยต่อว่า ทางกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้ระยะเวลาตน 3 ปี อยู่ที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปักกิ่งเป็นเวลาที่มีความหมายกับตนเป็นพิเศษ ได้มาสัมผัสอะไรที่เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง อย่างสม่ำเสมอ การเป็นอยู่ของประชาชน การทำงานของข้าราชการ ซึ่งเป็นการทำงานด้วยหลักการ และจริงเอาจังอย่างมาก ทางคณะไทยก็ได้ส่งด้วยไปเช่นกัน

“ผมได้เข้าร่วมกิจกรรมจากคณะต่างๆ นอกจากการทำงานที่สถานทูต ได้มีโอกาสสัมผัสเพื่อนทูต ก็เป็นโอกาสที่ได้เรียนรู้ข้อมูลข่าวสาร” ดร.สารสิน เผย

ดร.สารสิน ยังกล่าวถึง ปรากฏการณ์แผ่นดินไหว ถังซาน 1976 มณฑลเหอเป่ยของจีนว่า เป็นจุดพลิกผันของการของจีน เนื่องจากมีผู้นำ เหมาเจ๋อตง เสมือนเป็นแผ่นดินไหวของการเมือง แต่คนจีนไม่คิดว่าแผ่นดินไหวเป็นสิ่งที่เลวร้าย เมื่อไหร่ที่ ‘สวรรค์ โลก คน’ มีเงื่อนไขที่บรรจบกัน นำไปสู่ผลดีกับประเทศจีน และมีผลดีต่อความสัมพันธ์

สิ่งที่กระทรวงการต่างประเทศวางไว้ เพื่อใช้ในการตกลงอย่างเป็นทางการในกรอบความสัมพันธ์นั้น ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก โดยเฉพาะเรื่อง ปัญหา 2 สัญชาติก็ดี แม้แต่เรื่องที่เรามีปัญหาในช่วงเวลานั้น ก็คือการสนับสนุนนอกระบบของทางการจีนต่อพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย

“ผมทราบว่าในเอกสาร ดร.เตช บุนนาค น่าจะมีการพูดถึงว่า ตอนที่ท่านคึกฤทธิ์ ไปพบกับท่านเหมา เจ๋อตง ได้มีการหยิบยกประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศไทยกับทางการจีนขึ้นมาพูดคุย ท่านเหมา เจ๋อตง ก็ตอบแบบตอบตรงไปตรงมา

ตอบในฐานะผู้ใหญ่ ว่าจริงๆ อย่าไปตกใจคนไทยเลย ความสัมพันธ์กับพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศไทยนั้น ข้าพเจ้าอยู่มาหลายสิบปีแล้ว ยังไม่เคยมีโอกาสได้พบสมาชิกของพรรคด้วยซ้ำ ไม่ต้องลงนามอย่างเป็นทางการว่าจะเคารพหรือไม่เคารพ ตอนนั้นผู้นำไทยก็รู้สึกพอใจ ที่ได้ทำการตกลงกัน ก็เป็นเรื่องที่ผมยืนยันได้ที่ระหว่างผมอยู่ประเทศจีน” ดร.สารสิน เผย

ดร.สารสิน กล่าวต่อว่า เติ้ง เสี่ยวผิง เป็นนักปฏิวัติและรัฐบุรุษชาวจีน ได้คืนชีพทางการเมืองเป็นครั้งที่ 3 ตั้งแต่ 1977-1988 ตอนที่ตนอยู่พอดี และได้มีโอกาสพูดถึง เกี่ยวกับเรื่องภายในประเทศ การต่างประเทศของจีนเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าประทับใจ ใช้คำง่ายๆ อะไรที่ดีต่อประเทศชาติ นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

“ท่านมีคำเปรยคำหนึ่งว่า ‘ความจริงจากสิ่งที่เป็นจริง’ คือ ความจริงมาจากสิ่งที่เป็นจริง การพัฒนาประเทศอะไรที่ดีเราจะทำ สิ่งนี้เป็นสิ่งตั้งต้นที่ในการสร้างความสัมพันธ์ไทย เราไม่จำเป็นต้องมีโมเดลอะไร อะไรที่จะเป็นการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ด้านผลประโยชน์ร่วมกัน นั่นเป็นสิ่งที่ควรยกมาเป็นบรรทัดฐานของการดำเนินความสัมพันธ์”ดร.สารสิน กล่าว

ดร.สารสิน กล่าวต่อว่า ความสัมพันธ์ช่วงเวลา 1980 1990 ความร่วมมือระหว่าง ไทย-จีน ฝ่ายมั่นคงและท่านผู้นำระหว่างประเทศ มีความร่วมมือกัน จนกระทั่งเราสามารถรักษาสันติภาพ จนสร้างเงื่อนไขต่างๆ ที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“อย่างที่เราทราบกันดี บทบาทในการแก้ไขความขัดแย้ง จนกระทั่งปัจจุบัน ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมดได้รวมตัวกันในองค์กรเดียว คือ อาเซียน และ จีนกับอาเซียน ก็ก้าวต่อไปด้วยกันเป็นองค์กรที่สร้างความสัมพันธ์ของกลุ่มอาเซียนกับประเทศจีน ในพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน

โดยเฉพาะในด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า เมื่อ 10 ปีก่อน เราได้ทำข้อตกลงที่สร้างเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก และปลายปีนี้ยังมีแผนจะอัพเดตข้อตกลงดังกล่าวให้ก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งจีนมีบทบาทอย่างสำคัญในการส่งเสริมความมั่งคั่งและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคอาเซียน

ตั้งแต่ปี 1996 ผมได้เปลี่ยนบทบาทจากข้าราชการมาเป็นผู้บริหารในเครือเจริญโภคภัณฑ์มาเป็นเวลา 30 ปีแล้ว ผมมั่นใจว่าโอกาสในการทำธุรกิจและการลงทุนร่วมกันในภูมิภาคนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลและในอีก 30 ปีข้างหน้า ผมเชื่อว่าความสำเร็จจะเติบโตเป็นสองถึงสามเท่าอย่างแน่นอน” ดร.สารสิน กล่าว ปิดท้าย