จีน กับ Soft Power
อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

Soft Power ไม่ใช่คำคุ้นหูเฉพาะในกลุ่มแฟนคลับเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น หรือผู้ชื่นชอบวัฒนธรรมตะวันตกเท่านั้น หากแต่ยังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในหมู่ผู้ติดตามความเคลื่อนไหวของจีน โดยเฉพาะเมื่อจีนเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่เลือกประกาศ Soft Power เป็นนโยบายระดับรัฐและยังเป็นการประกาศโดยผู้นำประเทศโดยตรง
ในการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน ครั้งที่ 17 เมื่อปี 2007 นายหู จิ่นเทา อดีตประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้กล่าวถึงแนวทางส่งเสริม Soft Power ภายใต้ชื่อเรียกอย่างเฉพาะว่า “Cultural Soft Power” ซึ่งหมายถึงการใช้วัฒนธรรมเป็นแกนหลักในการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับประชาคมโลก โดยระบุว่า จีนจำเป็นต้องพัฒนาวัฒนธรรมของตนในฐานะพลังอ่อนของชาติ ส่งเสริมขนบธรรมเนียมจีนที่ทรงคุณค่า และสร้างเสริมพลังของการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมเพื่อขยายอิทธิพล
ต่อมา ในการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ ครั้งที่ 18 ปี 2014 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ย้ำวาระ Cultural Soft Power อีกครั้ง โดยแสดงความมุ่งมั่นที่จะใช้เสน่ห์แห่งวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ในการเชื่อมโยงกับชาวโลก พร้อมกล่าวถึงแนวทางการเล่าเรื่องจีนให้โลกรับรู้ในแง่มุมที่ถูกต้อง
ซอฟต์พาวเวอร์จีน จากรากฐาน ‘ปรัชญาดั้งเดิม’
เน้นสื่อสารวัฒนธรรม สร้างมิตรภาพ โยงนานาประเทศ
หากพิจารณาทั้งจากคำประกาศและแนวทางปฏิบัติที่ปรากฏ จะเห็นว่าแนวคิด Cultural Soft Power ของจีนไม่ได้ซับซ้อนเกินเข้าใจ หากแต่เน้นที่การสร้างความรู้สึกดีๆ ความเข้าใจ และการลดช่องว่างระหว่างจีนกับวัฒนธรรมอื่น
แนวทาง Soft Power ของจีนมีรากฐานอยู่ในปรัชญาดั้งเดิม เช่น ขงจื่อ เต๋า และแนวคิด “โลกแห่งความกลมเกลียว” (天下大同) ที่เน้นมิตรภาพ การเจรจา และการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน จึงไม่น่าแปลกใจที่ Soft Power จะกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในนโยบายระหว่างประเทศของจีน โดยเฉพาะช่วงที่จีนมุ่งเสริมบทบาททางเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงกับนานาประเทศ การกล่าวถึง Soft Power ครั้งแรกปี 2007 จึงเป็นเหมือนการจุดประกายแนวคิดและวางรากฐาน
ส่วนการกล่าวย้ำในปี 2014 คือการส่งสัญญาณขยายปฏิบัติการในเชิงนโยบายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเมื่อผู้นำจีนประกาศโครงการ “One Belt One Road” ในเดือนกันยายน 2013 ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “Belt and Road Initiative” (BRI) โดยแนวคิด BRI นี้ไม่เพียงแต่เป็นโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังแฝงเป้าหมายในการสร้างความเข้าใจ ความเชื่อมโยง และภาพลักษณ์ใหม่ของจีนในสายตาชาวโลกอีกด้วย
‘สถาบันขงจื่อ’ รับบทนำ สัญลักษณ์แห่งศีลธรรม
ถางเส้นทางความผูกพัน ‘ไม่ได้จำกัดแค่ประโยชน์ทางการเงิน’
เมื่อ Soft Power ถูกกำหนดให้เน้นการสื่อสารวัฒนธรรมและสร้างความเข้าใจอันดี ภารกิจของรัฐจีนจึงเบนไปสู่การสร้างไมตรีในระดับประชาชน โดยมีสถาบันขงจื่อรับบทนำในช่วงต้น
สถาบันขงจื่อคือสถาบันการศึกษาแบบไม่แสวงผลกำไร ก่อตั้งครั้งแรกสุดตั้งแต่ปี 2004 มีสาขาทั่วโลก แต่ละสาขาทำหน้าที่ส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาและวัฒนธรรมจีนโดยรับนโยบายมาจากสำนักงานใหญ่ รู้จักในนาม Hanban หรือสำนักงานส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาจีนแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ แต่ Hanban เปลี่ยนชื่อเป็น Centre for Language Education and Cooperation ในเดือนกรกฎาคม 2020 โดยแสดงตัวเป็นองค์กรเอกชนที่ไม่สังกัดรัฐเพื่อความโปร่งใส
ด้วยความมุ่งหวังที่จะเข้าถึงกลุ่มนักเรียนนักศึกษารุ่นใหม่ จีนจึงเลือกใช้ชื่อ “ขงจื่อ” เป็นสัญลักษณ์ เพื่อสื่อถึงศีลธรรม ความเที่ยงตรง และความซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นคุณค่าที่ฝังรากอยู่ในปรัชญาขงจื่อ และเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ
ปัจจุบันมีสถาบันขงจื่อในประเทศไทย 16 สาขา ห้องเรียนขงจื่ออีก 21 แห่ง การก่อตั้งแต่ละสาขามาจากความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาในไทยกับจีน น่าสนใจที่การทำหน้าที่ของสถาบันไม่ใช่แค่การสอนภาษาวัฒนธรรม แต่เป็นการถ่ายทอดความสนุกเพลิดเพลินที่แฝงอยู่ในภาษาและวัฒนธรรมนั้น ทำให้ผู้เรียนเกิดความประทับใจ หลายครั้งสถาบันขงจื่อจัดกิจกรรมเรียนรู้เกี่ยวกับประเพณีอย่างการดื่มชา ศิลปะการตัดกระดาษ การเขียนอักษรจีน การร้องเพลง ฯลฯ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผู้สนใจอาจเป็นทั้งเด็ก เยาวชน หรือคนสูงวัย Soft Power ผ่านสถาบันขงจื่อจึงไม่ใช่แค่ให้ผู้เรียนจำนวนหนึ่งมานั่งศึกษาไวยากรณ์กับคำศัพท์ ทว่ามาซึมซับความรู้สึกเชิงบวก กล่าวได้ว่า พลังเศรษฐกิจจีนอาจผลักดันให้เกิดการเรียนภาษาวัฒนธรรม แต่แนวทางของสถาบันขงจื่อ
ช่วยถางทางให้เกิดความผูกพันในระดับที่ไม่ได้จำกัดแค่ประโยชน์ทางการเงิน
แม้กระนั้น จีนยังพยายามสื่อสารมิตรภาพผ่านการทูตสาธารณะอื่นๆ ได้แก่ การใช้โทรทัศน์ วิทยุ อินเตอร์เน็ต และภาพยนตร์สื่อสารความเป็นจีนไปทั่วโลก ดังเห็นได้จากการก่อตั้งสถานีวิทยุ-โทรทัศน์จีน 24 ชั่วโมง การให้โอกาสนักศึกษาประเทศต่างๆ ไปเรียนรู้ความเป็นจีน อย่างในปี 2015 หลังจากคำประกาศ Cultural Soft Power ครั้งที่ 2 มีนักศึกษาต่างชาติในจีนมากถึง 300,000 คน ส่วนใหญ่เลือกเรียนภาษาจีน บางส่วนไปด้วยทุนรัฐบาล บางส่วนอาศัยทุนส่วนตัว เป็นต้น
‘การเปล่งประกายระดับประชาชน’ จุดเปลี่ยนที่แท้จริง
จากคลั่งไคล้ไอดอล สู่ความสนใจภาษา-บริบทสังคมลึกซึ้ง
ในบรรดานโยบายต่างประเทศทั้งหมด การรณรงค์ผ่านโครงการ BRI ดูจะเป็นภารกิจสูงสุดที่รวมเอาเป้าหมายทั้งด้านเศรษฐกิจ การทูต และ Soft Power เข้าไว้ด้วยกัน จีนเคยตั้งเป้าจะอนุมัติค่าใช้จ่ายเพื่อกิจการระหว่างประเทศให้ได้มากที่สุด โดยวางแผนจะลงทุนด้านนี้ให้สูงถึง 1.25 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ยิ่งไปกว่านั้น ทุกเวทีการทูต ผู้แทนจีนจะพยายามส่งเสริมแนวทางความร่วมมือแบบได้ชัยทุกฝ่าย (Win-Win Cooperation) เพื่อให้ชาติหุ้นส่วนมั่นใจว่าความสัมพันธ์กับจีนจะอยู่บนหลักทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ต่างจากแนวทางโลกาภิวัตน์เดิมที่เน้นตลาดเสรี แล้วผลประโยชน์ตกอยู่กับผู้ที่คว้าโอกาสได้มากที่สุด
อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนที่แท้จริงของ Cultural Soft Power คือการเปล่งประกายในระดับประชาชน
ขณะที่ภาคนโยบายพยายามสื่อเจตจำนงของรัฐ Soft Power ภาคประชาชนกลับเป็นไปโดยธรรมชาติจนเกิดกระแสจีนนิยมในหลายพื้นที่ อย่างในประเทศไทยปรากฏการณ์นี้เปิดตัวราวปี 2019 เมื่อ
ซีรีส์ The Untamed จุดกระแสคลั่งไคล้ไอดอลจีน และนำไปสู่ความสนใจภาษา วัฒนธรรม และบริบททางสังคมของจีนอย่างลึกซึ้ง
รายงานหลายฉบับระบุตรงกันว่า The Untamed สามารถดันยอดผู้ใช้บริการ WeTV Thailand ให้เติบโตในระยะเวลาอันรวดเร็ว คิดเป็นตัวเลขสูงถึง 250% ขณะที่ยอดดาวน์โหลดซีรีส์เรื่องนี้พุ่งไปถึง 1 ล้านครั้งต่อเดือนโดยเฉลี่ย แฮชแท็ก #ปรมาจารย์ลัทธิมาร (ชื่อภาษาไทยของ The Untamed) ยังติดเทรนด์ทวิตเตอร์อันดับ 1 ในประเทศไทยนานติดต่อกัน 3 วันหลังจากฉายครั้งแรก เมื่อจัดกิจกรรมพบปะแฟนๆ ในชื่อ The Untamed Fan Meeting in Thailand ยอดจองบัตรร่วมงานมีมากกว่า 1 แสนคิว หลายคนจับกลุ่มรอนักแสดงตั้งแต่สนามบิน ซึ่งชี้ว่า The Untamed คือหัวหอก Soft Power ฝั่งประชาชน สามารถดึงความสนใจผู้คนได้มาก เหมือนที่ครั้งหนึ่ง Winter Sonata (2002) และ A Jewel in the Palace (2003) ปลุกกระแสซีรีส์เกาหลีใต้ในหมู่ผู้บริโภคชาวไทย
กระแส ‘นิยมจีน’ คลื่นใต้น้ำที่ทรงพลัง
หญิงปลื้มคอนเทนต์รัก-เรื่องวาย ชายฮิต ‘กำลังภายใน’
ปีถัดๆ มาความนิยมจีนเห็นได้ชัดจากการบริโภคสื่อบันเทิงหลายเรื่อง จนการจัดผังรายการของช่องโทรทัศน์อย่าง Mono ช่อง 7 ช่องเวิร์คพอยท์ ช่อง 3 หรือช่อง 8 ต้องปันพื้นที่ให้แก่ซีรีส์จีน ปี 2021 เรื่อง Heavenly Sword and Dragon Slaying Sabre ถูกนำกลับมาฉายซ้ำและได้เรตติ้งเฉลี่ยสูงที่สุดในบรรดาซีรีส์จีนทั้งหมด คิดเป็น 1.139 เพิ่มขึ้นจากการฉายในปีก่อนหน้าราว 61.1% ตามมาด้วยเรื่อง The Wolf, The Taoism Grandmaster และ Heroic Journey of Nezha ที่ 1.13, 1.095 และ 1.091 ตามลำดับ
หากพิจารณายอดบริโภคในระบบสตรีมมิ่ง จะพบนัยสำคัญทางสถิติไม่ด้อยไปกว่าเรตติ้งโทรทัศน์ ยกตัวอย่างเช่น บริการของ WeTV Thailand ปี 2021 สามารถสร้างยอดผู้ใช้งานต่อเดือนที่ 13 ล้านคน มีผู้ใช้งานต่อวันเพิ่มขึ้น 13% ราว 2 ใน 3 เป็นผู้ใช้งานเพศหญิง การชมคอนเทนต์จากประเทศจีนโดยเฉพาะซีรีส์เติบโตสูงถึง 137% ซึ่งบ่งบอกความนิยมซีรีส์ในหมู่ผู้ชมหญิง ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการฉายเนื้อหาเกี่ยวกับความรักและ/หรือการเป็นคอนเทนต์แบบซีรีส์วาย แต่ผู้ชมชายจะเลือกบริโภคงานกลุ่มกำลังภายในโดยเฉพาะงานที่ดัดแปลงมาจากบทประพันธ์คลาสสิกของกิมย้งและโก้วเล้ง
บทสนทนาในกลุ่มแฟนซีรีส์กำลังภายในมักเป็นเรื่องบทบาทตัวละคร ความเคารพต้นฉบับ รวมทั้งปรัชญาชีวิต เพราะนิยายเหล่านี้ผสานความบันเทิงกับสาระทางปรัชญาและสังคมได้อย่างแนบเนียน หลายเรื่องสามารถถ่ายทอดอารมณ์ผ่านภาพได้อย่างลึกซึ้งและถูกจริตผู้ชมไทยโดยไม่ต้องพึ่งพาการปรับบริบท
2025 ปีทองภาพยนตร์จีน
แฟนคลับไทยไม่ใช่แค่เสพสื่อ แต่ขยายสู่ ‘พฤติกรรมเชิงลึก’
ปี 2025 นับเป็นปีทองของภาพยนตร์จีนในยุคที่ผู้ชมเริ่มมองหาทางเลือกเสริมจากฮอลลีวู้ด Ne Zha 2, Creation of the Gods II: Demon Force และ Legends of the Condor Heroes: The Gallants กลายเป็นหัวข้อพูดคุยในหมู่แฟนภาพยนตร์ บางเรื่องถึงขั้นมีการจัดรอบชมพิเศษในไทยสำหรับแฟนคลับของนักแสดงซึ่งสะท้อนพลังของชุมชนผู้หลงใหลไอดอลจีนในประเทศไทย
แต่หากมองในมุม Cultural Soft Power ปรากฏการณ์ความนิยมจีนไม่ได้หยุดอยู่แค่การเสพสื่อบันเทิง แต่กลับขยายไปสู่พฤติกรรมเชิงลึกของแฟนคลับอย่างการซื้อสินค้าแนวจีนทั้งเครื่องแต่งกาย หนังสือ ของสะสม การตามติดชีวิตนักแสดงผ่าน Weibo หรือ Douyin โดยไม่รอคำแปลไทย บางคนอาจถึงขั้นลงทุนบินไปร่วมกิจกรรมในจีน หรือแม้แต่ตามรอยสถานที่ถ่ายทำซีรีส์ชื่อดัง
นอกจากนี้ แฟนจำนวนมากเรียนภาษาจีนเพื่อใช้สื่อสารกับแฟนต่างชาติในกลุ่มเดียวกันบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย บางคนสนใจวัฒนธรรมจีนดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นความคิดเรื่องศีลธรรม ความสัมพันธ์ครอบครัว ปรัชญาขงจื่อ รวมถึงการมีชีวิตที่กลมกลืนกับธรรมชาติในแบบลัทธิเต๋า บางคนตามติดคอนเทนต์วีดิทัศน์สั้นของคนจีน เพราะมีทั้งแนวอารยธรรมอันสวยงาม แนวขำขัน แนวนวัตกรรม ยังไม่นับกระแสละครแนวตั้งที่กำลังมาแรงแซงหน้าละครโทรทัศน์ตามขนบ เพราะย่อยง่ายและสื่อสารเรื่องราวของมนุษย์ได้โดนใจจนเกิดการมองสังคมจีนเป็นต้นแบบของการต่อสู้เหล่านี้ สะท้อนว่า Soft Power จีนยุคใหม่ไม่ได้แค่ส่งออกคอนเทนต์ แต่ส่งต่อวิธีคิดซึ่งถูกถอดความออกมาเป็นอัตลักษณ์ใหม่ของผู้บริโภคในประเทศปลายทาง มันช่วยเปลี่ยนภาพจำจีนในหลายความคิดจากชาติหลังม่านไม้ไผ่เป็นชาติที่มากเสน่ห์
ความนิยมจีนในไทยจึงเปรียบเสมือนคลื่นใต้น้ำที่ทรงพลัง ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้บริโภควัยรุ่น แต่ยังซึมลึกไปถึงการเปลี่ยนแปลงในระดับวัฒนธรรม ทัศนคติ และอารมณ์ร่วมของผู้คน ซึ่งทั้งหมดนี้คือ Soft Power ที่ก่อตัวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยเงินทุน หรือแรงขับเคลื่อนจากภาครัฐ หากแต่เกิดจากความรักและความเข้าใจที่ค่อยๆ งอกงามในสังคม
มองไปข้างหน้า จับตา ‘นวัตกรรม’
‘มังกรโบราณ’ สู่ ‘วิสัยทัศน์จีนแห่งอนาคต’
ไม่ว่าอย่างไร เมื่อมองไปข้างหน้า สิ่งที่ควรจับตาเป็นพิเศษคือ Soft Power ด้านนวัตกรรมซึ่งกำลังทวีความสำคัญและจีนกำลังเป็นผู้นำอย่างยากจะปฏิเสธ นวัตกรรมด้านปัญญาประดิษฐ์ จักรวาลนฤมิต เทคโนโลยีอวกาศ หุ่นยนต์ และพลังงานสีเขียว กลายเป็นพื้นที่ที่จีนใช้สร้างจินตภาพใหม่ของตนเองจาก “มังกรโบราณ” สู่ “วิสัยทัศน์จีนแห่งอนาคต” ดังเห็นได้จากการเปิดตัวหุ่นยนต์เสิร์ฟอาหาร คลินิกอัจฉริยะไร้แพทย์ ปัญญาประดิษฐ์แปลภาษาแบบเรียลไทม์เพื่อใช้ในการประชุมระหว่างประเทศ จีนยังจัดตั้ง China Space Station ซึ่งเป็นโครงการสถานีอวกาศของตนเองภายใต้ชื่อ “เทียนกง” โดยเปิดรับนักบินอวกาศจากนานาประเทศ รวมทั้งมีแผนเผยแพร่วิทยาศาสตร์ผ่านเกมและแอนิเมชั่นในรูปแบบสื่อการเรียนรู้ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า Soft Power ด้านอวกาศจะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เทคโนโลยีเหล่านี้มิได้มุ่งแสดงความเหนือกว่าเป็นหลัก แต่ยืนหยัดในด้านความเป็นผู้นำการพัฒนาเพื่อมนุษยชาติ
ดังนั้น ในมุมความสัมพันธ์ไทย-จีนที่มั่นคงมายาวนานกว่า 50 ปี การเกิดขึ้นของ Soft Power จีนไม่เพียงแค่เป็นการขยายอิทธิพล แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ว่า ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองประเทศสามารถเปิดพื้นที่ให้วัฒนธรรมเคลื่อนย้าย แลกเปลี่ยน และงอกงามในจิตใจของผู้คนได้จริง
วาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ไทย-จีนจึงเป็นช่วงเวลาที่ควรหันกลับมามอง Soft Power ซึ่งไม่น่าจะใช่เครื่องมือสร้างภาพลักษณ์ของจีนเท่านั้น แต่กลายเป็นสนามทดสอบวิธีอยู่ร่วมกันของสองประเทศที่มีพื้นฐานวัฒนธรรมต่างกัน แต่กลับผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง ไทยได้เปิดรับความเป็นจีนในหลายรูปแบบ ทั้งภาษาจีนในโรงเรียน ซีรีส์จีนในช่องโทรทัศน์ ภัตตาคารจีนในทุกเมือง การไหว้เจ้า การฟังเพลงจีน หรือแม้กระทั่งการพูดคำจีนเล่นๆ ในหมู่วัยรุ่น ขณะเดียวกัน คนจีนก็พร้อมใจกันมาเที่ยวประเทศไทย เรียนรู้ความเป็นไทย และเผยว่า ประเทศไทยส่งมอบวัฒนธรรมที่เป็นมิตร
ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจึงไม่ใช่แค่พันธะทางการทูตในระดับรัฐ แต่คือการเดินทางของความรู้สึกและการสื่อสารทางวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึกและไม่มีวันย้อนกลับ และควรจะต่อยอดให้ลึกขึ้นผ่านการใช้ Soft Power อย่างรอบคอบ ซื่อสัตย์ และเข้าใจธรรมชาติของอีกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นชาวจีน หรือชาวไทย เพราะอนาคตของเอเชียคือการอยู่ร่วมกันในโลกพหุวัฒนธรรมที่หลากหลายทางอัตลักษณ์ แต่มีจุดร่วมในความเคารพ ความเข้าใจ และการเรียนรู้ซึ่งกันและกันอย่างจริงใจ
ดร.ฐณยศ โล่ห์พัฒนานนท์
นักวิจัยด้านวัฒนธรรมสัมพันธ์และความมั่นคงเอเชีย
ศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

