เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการจัดกิจกรรมร่วมเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ครบ 50 ปี วันที่ 1 กรกฎาคม โดย เครือมติชน ได้จัดกิจกรรม 50 ปี ไทย-จีน The GOLDEN ROAD : FROM NOW TO ETERNITY ร่วมเฉลิมฉลองมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน ซึ่งในเดือนกรกฎาคมนี้ยังเหลือกิจกรรมใหญ่อีก 2 กิจกรรม ประกอบด้วย 1.การจัดเวทีเสวนาและการจัดเวิร์กช็อป ระหว่างเวลา 10.00-18.00 น. ที่ทรู ดิจิทัล พาร์ค กทม. และ 2.ดินเนอร์ทอล์ก วันที่ 22 กรกฎาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
สำหรับกิจกรรมระหว่างวันที่ 11-13 กรกฎาคม ที่ทรู ดิจิทัล พาร์ค ในส่วนของการเสวนานั้น นายมณฑล ประภากรเกียรติ ผู้อำนวยการสำนักพิมพ์มติชน เปิดเผยว่า เครือมติชนจะจัดกิจกรรมติดต่อกัน 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 11-13 กรกฎาคม ใช้ชื่องาน Thai-Chinese Golden Fest เทศกาลร้อยเรื่องราวไทย-จีน โดยวันแรกจะพูดคุยเกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรม บนเวที Special Talk มี สุจิตต์ วงษ์เทศ เป็นวิทยากร และต่อด้วยเวทีทอล์กหัวข้อ ประวัติจีนกรุงสยาม นำโดย พิมพ์ประไพ พิศาลบุตร ซุน และปริวัตร จันทร พร้อมด้วย เจฟฟรี่ ซุน ซึ่งจะมาเป็นแขกรับเชิญพิเศษ มาคุยกับ สมชาย แซ่จิว
นายมณฑลกล่าวอีกว่า เวทีทอล์กในงานวันที่ 12 กรกฎาคม นำเสนอแนวคิด ซอฟต์พาวเวอร์ ทั้งเรื่องวรรณกรรม ซีรีส์จีน J POP มี นนทรีย์ นิมิบุตร และปริภัณฑ์ วัชรานนท์ หรือโต๊ะพันธมิตร มาร่วมเวที และในวันเดียวกันยังมีเสวนาเกี่ยวกับ TikTok แพลตฟอร์มที่เป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่มีอิทธิพลไปทั่วโลก โดย พ่อมด ติ๊กต็อก
เวทีทอล์กในวันที่ 13 กรกฎาคม พูดคุยเรื่อง ธุรกิจ กับ เทคโนโลยี มีตัวแทนจากภาคธุรกิจ ได้แก่ พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี เจ้าของแบรนด์ Anitech ซึ่งเป็นปลั๊กไฟแบรนด์ไทยที่สามารถไปทำการตลาดที่จีนแล้วประสบความสำเร็จอย่างมาก หลังจากนั้นจะเสวนาในประเด็นเอไอ โดย กษิดิศ สตางค์มงคล และปฤณ จำเริญพานิช ชวนมองเรื่องเทคโนโลยี อย่าง DeepSeek ว่าจะเข้ามามีผลต่อการค้าไทยและจีนอย่างไรด้วย นายมณฑลกล่าว
ด้าน น.ส.กรชุลี เสนะเวส ผู้อำนวยการกองบรรณาธิการ เส้นทางเศรษฐีและเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์ กล่าวว่า ในงาน Thai-Chinese Golden Fest เทศกาลร้อยเรื่องราวไทย-จีน จะมีเวิร์กช็อป T-Brand to China ระหว่างวันที่ 12-13 กรกฎาคม เวิร์กช็อปนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างพื้นที่แห่งโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ที่ต้องการขยายธุรกิจไปยังตลาดจีน โดยเฉพาะ SMEs ร้านอาหาร แบรนด์สินค้าไทย และกลุ่มธุรกิจบริการ ได้มาเรียนรู้เทรนด์ล่าสุดของตลาดจีนจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริง ทั้งด้านการตลาด
โลจิสติกส์ ไปจนถึงการใช้ KOL และ Affiliate Marketing ไปจนถึงพัฒนาทักษะการทำคอนเทนต์ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคจีนผ่านแพลตฟอร์มยอดนิยม เช่น RED NOTE (Xiaohongshu) และเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคจีนในยุคหลังโควิด-19 เพื่อปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ การเรียนรู้การใช้งานแพลตฟอร์ม RED NOTE (หรือ Xiaohongshu) ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นรีวิวและไลฟ์สไตล์ยอดนิยมของกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงและคนรุ่นใหม่ ผู้เข้าร่วม
จะได้เจาะลึกเทคนิคการทำคอนเทนต์แบบมืออาชีพ โดยไม่ต้องเสียเงิน พร้อมลงมือทำโพสต์แรกไปพร้อมกันในกิจกรรมเวิร์กช็อปจริง โดย คุณเปี๊ยก บุญชัย ลิ่มอติบูลย์ ผู้ก่อตั้งแอพพลิเคชั่น moomall และแพลตฟอร์ม Pundai-ปันได้ นักธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญตลาดจีนที่อยู่ในวงการมากว่า 15 ปี น.ส.กรชุลีกล่าว
น.ส.กรชุลีกล่าวอีกว่า ยังมีคลาสสำหรับผู้ที่ต้องการผลิตสินค้าแบรนด์ตัวเองจากจีนด้วยเนื้อหาเข้มข้นจาก ดร.ธีรศานต์ สหัสสพาศน์ ผู้อำนวยการหลักสูตร DNA by SPU ที่จะมาให้ความรู้เรื่องการดีลกับโรงงาน การวางแผนธุรกิจแบบ OEM และการขยายธุรกิจแบบก้าวกระโดด และยังมีการวิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจ สังคม และพฤติกรรมผู้บริโภคจีนยุคหลังโควิด โดย ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์จีน ที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเข้าใจแนวทางการปรับตัวให้แบรนด์ไทยไปต่อได้จริงในตลาดจีน
ภายในงานยังมีเวิร์กช็อปและเวทีจากวิทยากรตัวจริงอีกหลายคน เช่น ดร.ปณิชา ประทีปะวณิช Co-founder Mango Group และผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์ Social Media จีน น.ส.เปรมวดี อมราภรณ์พิสุทธิ์ Creator ช่อง Chinbebe ผู้ขายผ่านไลฟ์สดให้ชาวจีนได้หลักล้านในเวลาอันสั้น และนายธีระพงศ์ ระบือธรรม เจ้าของแบรนด์ยาดมหงส์ไทย ที่จะมาแชร์เคล็ดลับความสำเร็จของแบรนด์ไทยเล็กๆ ที่ครองใจผู้บริโภคจีน น.ส.กรชุลีกล่าว
น.ส.กรชุลีกล่าวต่อว่า เรามุ่งหวังว่าเวิร์กช็อป T-Brand to China จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยในการขยายธุรกิจไปยังตลาดจีน ซึ่งเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยศักยภาพ ด้วยการถ่ายทอดความรู้จากวิทยากรที่มีประสบการณ์จริง การลงมือปฏิบัติในเวิร์กช็อป และการสร้างเครือข่าย ระหว่างผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญ ไม่เพียงแต่เป็นการอบรมเพื่อถ่ายทอดความรู้ แต่ยังเป็นเวทีที่สร้างแรงบันดาลใจ และโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการบุกตลาดจีนต่อไป ขณะนี้เวิร์กช็อปแต่ละหัวข้อเหลือที่นั่งอีกไม่มาก หากใครสนใจสามารถสแกนคิวอาร์โค้ดจากสื่อในเครือมติชน เพื่อซื้อบัตรเข้าอบรมในหัวข้อที่สนใจ
นายสมชาย แซ่จิว นักเขียน และผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์จีน-ไทย กล่าวว่า ตนคนหนึ่งที่สนใจในเรื่องของวัฒนธรรมจีน ซึ่งมีผลงานหนังสือออกมาเรื่อง พลิกสุสาน อ่านจิ๋นซี และอีกหลายเล่มที่เกี่ยวกับวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์จีน แต่เน้นในเรื่องของเกร็ดความรู้ทางวัฒนธรรม
เรามักจะได้ยินคำพูดว่า จีน-ไทย มิใช่อื่นไกล พี่น้องกัน ซึ่งเรากับจีนจริงๆ ผูกสัมพันธ์กันมาเนิ่นนานแล้ว ตั้งแต่สมัยประวัติศาสตร์ก่อนหน้านั้นมานานมากแล้ว แต่ว่าสัมพันธภาพทางการทูตไทย-จีน ที่ครบรอบ 50 ปี อย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม บรรดาสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ หรือภาพยนตร์ และอื่นๆ ต่างเป็นสื่อที่มีบทบาทสูงในการสานสัมพันธ์ไทย-จีน เพราะว่าช่วยถ่ายทอดชีวิตความเป็นอยู่ แล้วก็วัฒนธรรมของทั้ง 2 ฝั่งมีการแลกเปลี่ยนได้ดี โดยเฉพาะวงการหนังที่เราดูไม่ว่าจะเป็น มังกรหยก กระบี่เย้ยยุทธจักร อะไรต่างๆ อย่างน้อยทำให้เห็นภาพว่า คนจีนเขายึดถือคุณธรรมแบบไหน เช่น เรื่องความกตัญญู เรื่องของความต้องล้างแค้นแทนอาจารย์ บิดา อย่างน้อยเราก็จะเข้าใจเรื่องเหล่านี้ นายสมชายกล่าว
นายสมชายกล่าวอีกว่า ช่วงหลังมานี้ฝั่งจีนเอาซีรีส์ไทยไปออนแอร์ จะช่วยให้คนจีนเข้าใจวัฒนธรรมแบบไทย อย่างเรื่องอาหารไทย คนจีนชอบกินอาหารไทย ชอบทุเรียน ส่วนใหญ่มักจะเป็นผลจากสื่อเหล่านี้ด้วย หรือแม้กระทั่งความลุ่มลึกของหนังสือที่เราแปลวรรณกรรมจีนมากมาย ที่ทำให้เราเข้าใจจีน ส่วนจีนเองก็แปลหนังสือไทยไปมากมายเหมือนกัน เช่น ข้างหลังภาพ ของศรีบูรพา ก็ถูกแปลเป็นภาษาจีนด้วย เรียกได้ว่า มันส่องทางให้กันตลอด
บทบาทของหนังสือ ทำให้คนไทยเริ่มเข้าใจจีนมากขึ้น มีหลายเล่ม พอจีนเปลี่ยนแปลงการปกครอง 1949 จีนเปลี่ยนเป็นคอมมิวนิสต์ ตอนนั้นโลกทั้งโลกก็เป็นสงครามเย็น สิ่งหนึ่งที่ตอนนั้นสังคมไทยกลัวมาก คือภัยคุกคามของคอมมิวนิสต์ เรามองแผ่นดินจีนเป็นยักษ์ ซึ่งเราส่วนหนึ่งในตอนนั้นกลัวจีนมาก พอทุกอย่างเริ่มคลี่คลาย ก็ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของจีนค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป นายสมชายกล่าว
นายสมชายกล่าวต่อว่า วรรณกรรมก็มีส่วนช่วยในการทำให้เข้าใจจีนมากขึ้น เช่น เล่ม การค้าเรือสำเภาจีน-สยาม ยุครัตนโกสินทร์ ช่วงยุคนั้นมีงานเขียนออกมามากมาย ที่ทำให้ภาพลักษณ์ของจีนในสายตาคนไทยเริ่มเปลี่ยนไป และมองจีนอย่างเข้าใจมากขึ้น สิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้เราเห็นภาพจีนที่เป็นจริง ไม่ใช่จีนในมโนคติ หรือความเป็นจีนแบบคอมมิวนิสต์
นายสมชายกล่าวว่า สังคมจีนทุกวันนี้ที่เรามองว่าเป็นสังคมนิยม หรือคอมมิวนิสต์ ที่ไม่เชื่อเรื่องศาสนา แต่ในสถานการณ์ทุกคนวันนี้ที่จีน โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่หันมามูเตลูกันเยอะขึ้น เช่น ทัวร์ไปเขาบู๊ตึ๊ง หรือวัดลามะ ที่กรุงปักกิ่ง โดยสมัยก่อนจะเห็นภาพแค่คนแก่เท่านั้นที่ไปนั่งสวดมนต์ แต่ทุกวันนี้จุดที่ขายเครื่องวัตถุมงคลคิวยาวมาก เพื่อจะไปซื้อพวกสร้อย สำหรับเรื่องความรัก สุขภาพ การงาน การศึกษา ซึ่งไม่แตกต่างจากสังคมไทยสักเท่าไร เพียงแค่อาจจะไหว้กันคนละเทพ
งาน Thai-Chinese Golden Fest เทศกาลร้อยเรื่องราวไทย-จีน ที่กำลังจะจัดขึ้นครั้งนี้ นอกจากที่เราจะคุยกันเรื่องวัฒนธรรมไทย-จีน หรืออิทธิพลของสื่อแล้วนั้น ยังมีเรื่องราวของจีนและไทยอีกมายมาย อีกเป็นร้อยเป็นพันเรื่องที่เราได้รวบรวมมาไว้แล้วในงานๆ หนึ่ง ซึ่งอยากให้ทุกคนได้มาสัมผัส นอกจากนี้ยังรวมเหล่าผู้เยี่ยมยุทธ์ทั้งหลาย และนักวิชาการทั้งหลาย มาให้แง่มุมของการเมือง ศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และเรื่องของอนาคต เกี่ยวกับธุรกิจ และการลงทุนต่างๆ ที่เกี่ยวกับไทยและจีน ซึ่งรวบรวมไว้ในงานแล้วทั้งหมด นายสมชายกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับกิจกรรมส่งท้าย เป็นงานเลี้ยงดินเนอร์ในวันที่ 22 กรกฎาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยเครือมติชน ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้เชิญแขกผู้มีส่วนสัมพันธ์กับประเทศจีนมาร่วมฟังปาฐกถาจากตัวแทนของสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน เนื่องในโอกาสความสัมพันธ์ทางการทูตไทยและจีน ครบ 50 ปี พร้อมกันนั้นยังมีเวที Exclusive Talk โดยนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ และนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี มีนายสรกล อดุลยานนท์ ดำเนินรายการ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือมติชนได้จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ครบ 50 ปี โดยมีกิจกรรมหลากหลาย เช่น ตีพิมพ์ฉบับพิเศษ 50 ปีไทย-จีน เผยแพร่เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา 2.จัดรายการสัมภาษณ์พิเศษทางมติชนทีวี ได้ออกเผยแพร่ไปช่วงเดือนมิถุนายนแล้ว 3.จัดทำเว็บเพจเสนอข่าวเฉลิมฉลอง 50 ปีความสัมพันธ์ไทย-จีนโดยเฉพาะ 4.จัดสัมมนาเรื่องราวเกี่ยวกับไทยและจีน 3 วัน และจัดเวิร์กช็อป และ 5.จัดดินเนอร์ทอล์ก

