เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ที่ ทรู ดิจิทัล พาร์ค (อาคาร West ชั้น 2) พระโขนง กรุงเทพฯ ในวาระพิเศษของการครบรอบ 50 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน เครือมติชนเปิดม่านเทศกาลวัฒนธรรมครั้งยิ่งใหญ่ “Thai–Chinese Golden Fest 2025 เทศกาลร้อยเรื่องราวไทย–จีน” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11–13 กรกฎาคม เวลา 10.00–18.00 น.
โดยเมื่อเวลา 13.30 น. มีกิจกรรมทอล์ก “ไทยไม่มาจากจีนแต่จีนมาจัดการไทย ” โดย นายสุจิตต์ วงษ์เทศ นักหนังสือพิมพ์ และผู้ก่อตั้งนิตยสารศิลปวัฒนธรรม โดยมีผู้เข้ารับฟังเต็มพื้นที่ จนต้องนำเก้าอี้มาวางเสริม (อ่าน สุจิตต์ ซุ่มเป็นเดือน เขียนต้นฉบับ 43 หน้า ‘ไทยไม่มาจากจีน แต่จีนมาจัดการไทย’ เอฟซีแห่จองเก้าอี้แน่น)

นายสุจิตต์ กล่าวว่า ประวัติศาสตร์กระแสหลักในอดีตที่เรื่องถิ่นกำเนิดคนไทยจากอัลไต-น่านเจ้า-ถูกจีนรุกรานจนต้องมาตั้งอาณาจักรสุโขทัย เป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์รองรับ มีการคัดค้านเรื่องนี้มาตลอดด้วยหลักฐาน แต่ทางการไม่ฟัง
“ถ้าคนไทยมาจากภูเขาอัลไต-น่านเจ้าจริง กุบไลข่านตีน่านเจ้า พ.ศ. 1797 พ.ศ. 1800 ตั้งอาณาจักรสุโขทัย สร้างทันได้อย่างไร จารึกพ่อขุนรามคำแหงฯ ห่างจากน่านเจ้าแตก 38 ปี ความทรงจำพ่อขุนรามฯ ไม่มีเรื่องของอาณาจักรน่านเจ้าเลย จะเป็นไปได้อย่างไร” นายสุจิตต์ กล่าว
นายสุจิตต์ กล่าวว่า ประวัติศาสตร์ไทยรับใช้การเมือง ทั้งการเมืองภายในประเทศและการเมืองโลก ประวัติศาสตร์ชาตินิยมไทย-ต่อต้านจีนคอมมิวนิสต์ ถูกสร้างขึ้นท่ามกลางสงครามเย็นที่ไทยอยู่ข้างโลกเสรี ซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นผู้นำ ส่วนจีนอยู่ฝ่ายโลกคอมมิวนิสต์
แต่ความเปลี่ยนแปลงสำคัญเกิดขึ้นเมื่อสหรัฐฯ คืนดีกับจีน ประวัติศาสตร์ไทยก็เริ่มเปลี่ยนด้วย หลัง ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ไปเยือนกรุงปักกิ่ง ปรากฏว่า 3 ปีต่อมา ‘อัลไต’ ถูกถอดออกจากประวัติศาสตร์ไทย 9 ปีต่อมา ‘น่านเจ้า’ ก็ถูกถอดออกตามไปด้วย หายไปแบบเงียบ ๆ โดยเป็นหลักฐานว่าประวัติศาสตร์ไทยสนองการเมือง ไม่มีงานวิจัยหรือการศึกษาอย่างถูกหลักวิชาการรองรับ
“ปัจจุบัน ประวัติศาสตร์ไทยฉบับหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2557 ยังระบุอยู่ว่า คนไทยมาจากตอนใต้ของจีน คือ ลดเพดาน จากอัลไต-น่านเจ้าลงมา แต่ยังต้องมาจากจีนอยู่ดี ผู้มีอำนาจในการกำหนดเนื้อหาแบบเรียนดูจะไม่สนับสนุนให้ศึกษาเรื่องจีน เน้นไปทางอินเดียเป็นหลัก ทั้งที่เรามีสัมพันธ์กับจีนมาอย่างยาวนาน” นายสุจิตต์กล่าว

นายสุจิตต์ กล่าวว่าต้นกำเนิดความเป็นคนไทยจากชาวสยามที่อโยธยา บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วแผ่ความเป็นไทยขึ้นไปยังสุโขทัย โดยชาวสยามเป็นลูกผสม ร้อยพ่อ-พันแม่ หลากหลายชาติพันธุ์ แบ่งอย่างไม่เป็นทางการได้เป็น “สยามบก” คือ พวกดินแดนตอนใน ตั้งแต่สุพรรณบุรีถึงลุ่มแม่น้ำมูล “สยามทะเล” ตั้งแต่เพชรบุรีลงไปถึงนครศรีธรรมราช ทั้งหมดพูดภาษาไต-ไท เหมือนกัน และสยามทั้ง 2 พวกเป็นกำลังสำคัญในการสถาปนาอโยธยาและกรุงศรีอยุธยา
บทบาทสำคัญของชาวสยามคือการควบคุมเส้นทางการค้าทางบกและข้ามคาบสมุทรมลายู ด้านจีนที่กำลังขยายเส้นทางการค้าทางทะเลมาถึงบริเวณอ่าวไทย เพื่อทดแทนการค้าทางบก เส้นทางสายไหม พบปัญหาว่าช่องแคบมะละกาเต็มไปด้วยโจรสลัด จึงอยากใช้เส้นทางบกข้ามคาบสมุทรที่สยามคุมอยู่ ซึ่งจีนคุ้นเคยกับพวกสยามแห่งลุ่มแม่น้ำท่าจีน-แม่กลอง หรือทีเรียกว่า “เสียน” อันมีศูนย์กลางที่เมืองสุพรรณภูมิ (สุพรรณบุรี) อยู่แล้ว
จีนจึงหนุนสยามเมืองสุพรรณฯ ให้ ‘เจ้านครอินทร์’ โอรสขุนหลวงพระงั่วแห่งสุพรรณบุรี ไปเมืองจีนถึง 2 ครั้ง และส่งเสริมให้เข้ายึดอำนาจอยุธยาจากราชวงศ์ละโว้ซึ่งปกครองอยุธยาอยู่ในขณะนั้น โดยเจิ้งเหอส่งทัพเรือเข้ามาสนับสนุน พอราชวงศ์สุพรรณภูมิปกครองอยุธยาได้อย่างมั่นคง ก็ ‘จิ้มก้อง’ ให้จีนอย่างสม่ำเสมอนับแต่นั้น
“จีนต้องการเมืองขึ้น เราไม่ได้ว่าอะไร แต่ไม่พูดกันตรง ๆ ว่า ‘จิ้มก้อง’ ไม่ต่างจากการเป็นเมืองขึ้น เพราะเสียหน้า ตั้งแต่อดีตเรารับวิทยาการจากจีนเยอะมาก ความเป็นไทยที่เราอวดกันนักหนา จริง ๆ เรารับจากเขามา มาตราชั่ง ตวง วัด รับมาจากจีน อาหารไทยที่ใช้กระทะเหล็กก็เทคโนโลยีจากจีน” สุจิตต์กล่าว


