เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม สืบเนื่อง “เครือมติชน” จัดงานเทศกาล “Thai–Chinese Golden Fest เทศกาลร้อยเรื่องราวไทย-จีน” เพื่อร่วมเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน 50 ปี ระหว่างวันที่ 11 กรกฎาคม – 13 กรกฎาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 10.00 น. – 18.00 น. ณ True Digital Park อาคาร West ชั้น 2 ซึ่งวันนี้เป็นการจัดงานวันแรก
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศว่า ประชาชนทยอยเข้าร่วมงานอย่างคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า โดยเข้าร่วมรับชมนิทรรศการ “จีนไทย ก้าวไปด้วยกัน” พร้อมทั้งจับจองเก้าอี้เพื่อรอฟังทอล์กในช่วงบ่าย โดยเฉพาะช่วงทอล์กหัวข้อ “ไทย ‘ไม่มา’ จากจีน แต่จีน ‘มา’ จัดการไทย” นำโดย นายสุจิตต์ วงษ์เทศ ซึ่งประชาชนและนักเขียนชื่อดัง เข้าร่วมรับฟังอย่างหนาแน่น จนเจ้าหน้าที่ต้องเพิ่มเก้าอี้เสริม
ต่อมาเวลา 15.30 น. เข้าสู่ช่วงเวทีทอล์ก หัวข้อ ‘ประวัติจีนกรุงสยาม’ นำเสวนาโดย น.ส.พิมพ์ประไพ พิศาลบุตร และนายเจฟฟรี ซุน เจ้าของผลงานหนังสือชุด ‘ประวัติจีนกรุงสยาม’, นายปริวัฒน์ จันทร นักเขียนและนักเดินทางผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมจีน ดำเนินรายการ โดย นายสมชาย แซ่จิว นักเขียนและผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์จีน-ไทย
ในการนี้ ผู้บริหารเครือมติชน นำโดย นางสาวปานบัว บุนปาน ประธานกรรมการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) และนายปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ร่วมให้การต้อนรับและรับฟังเสวนา
ทั้งนี้ นักวิชาการและนักเขียนชื่อดัง เข้าร่วมฟังกันอย่างคับคั่ง อาทิ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, นายธวัชชัย ตั้งศิริวานิช และ ยุวดี ต้นสกุลรุ่งเรือง เป็นต้น

นายเจฟฟรี ซุน ผู้เขียนหนังสือชุด ‘ประวัติจีนกรุงสยาม’ กล่าวว่า หนังสือชุดนี้เกี่ยวข้องกับ 3 อาณาจักรสำคัญของไทยเริ่มตั้งแต่อยุธยา ซึ่งชนชาวจีนก็มองว่าเป็นเมืองท่าที่สำคัญเมืองหนึ่งในอุษาคเนย์ โดยในการปกครองในสมัยนั้น ก็ยังดูแลชาวจีนเพียงแค่ในด้านการเศรษฐกิจ แต่สำหรับการเมืองการปกครองนั้น ยังอยู่ในมือของชาวสยาม หรือ ราชสำนัก
“จีนมีตำแหน่งขุนนางจีนสยามก็จริง แต่ก็เป็นผู้ที่ดูแลในเรื่องเศรษฐกิจเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้ข้ามฝั่งมาในด้านทางการเมืองและการทหาร แต่ระบบนี้ในที่สุดก็พังทลายไปพร้อมกับการล่มสลายของราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา จนต่อมาพระเจ้าตากสินก็ขึ้นมาก่อตั้งราชอาณาจักรกรุงธนบุรี ซึ่งไม่กี่ปีก็ล่มสลายลงไปอีก แล้วก็เกิดราชวงศ์ใหม่ขึ้นมา คือ ราชวงศ์จักรี ซึ่งก็ดำรงสืบต่อมา และสถาพรมาจนถึงทุกวันนี้
จากนั้น กรุงรัตนโกสินทร์ก็ไปนำเอาระบบเก่ามาอีก คือ การที่เอาคนจีนเข้ามาให้มีบทบาททางเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้ให้อำนาจทางการเมืองและการทหาร ที่ยังคงอยู่ในราชสำนักสยาม ซึ่งในหนังสือเล่มนี้จะมีบุคคลชาวจีนคนสำคัญ ที่มีบทบาทมากมายในการสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจต่างๆ มากมาย” นายเจฟฟรีระบุ

ด้าน น.ส.พิมพ์ประไพ พิศาลบุตร หนึ่งในเจ้าของผลงานหนังสือชุด ‘ประวัติจีนกรุงสยาม’ กล่าวว่า ตนขอขยายความจากนายเจฟฟรี ซุน ว่า เหตุที่ใช้คำในหนังสือว่า ทัพของพระเจ้าตากสินฯ เป็น ‘ทัพจีน’ เนื่องจากในพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ระบุไว้อย่างเด่นชัดว่า ผู้ที่ตีค่ายโพธิ์สามต้น เป็นทัพจีนและมีแม่ทัพหน้า 2 คน คือ กองพระยาพิพิธ กับ พระยาพิชัย ซึ่งหากอยากรู้เรื่องราวเหล่านี้ ก็ต้องซื้อหนังสือชุดนี้ เพราะใช้เวลาค้นคว้านานมาก กว่าจะรู้ชื่อและแซ่ของท่านเหล่านี้
“คุณเจฟฟรีเป็นนักเขียน ซึ่งจะเห็นว่าวรรณศิลป์ดีมาก ส่วนดิฉันเป็นนักคุ้ยข้อมูล จากตอนแรกที่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องใช้แม่ทัพหน้าถึง 2 คน เราคุยกันเรื่องการเมืองและการเกณฑ์ทหาร เจฟฟรีก็เล่าว่า ตอนเด็กสิงคโปร์เขาเกณฑ์ทหารเหมือนกัน โดยคำสั่งเดินหน้า ถอยหลัง หยุด ซ้ายหัน ขวาหันแล้วนั้น ในสิงคโปร์เขาใช้ภาษาฮกเกี้ยนหมดเลย จึงสงสัยว่า มี 2 ทัพ โดยทัพหนึ่งเป็นแต้จิ๋ว อีกทัพหนึ่งเป็นทัพฮกเกี้ยนแน่ เพราะถ้าแม่ทัพเป็นแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยนก็ไม่ฟัง แม่ทัพเป็นฮกเกี้ยน แต้จิ๋วก็ไม่ฟัง ดังนั้นคำสั่งในการรบและการพูดก็แตกต่างกัน ซึ่งมันก็อาจจะเป็นสาเหตุก็ได้” น.ส.พิมพ์ประไพเผย

น.ส.พิมพ์ประไพ กล่าวอีกว่า ตนไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ แต่วันนี้จะมาเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ผ่านโบราณวัตถุและศิลปวัตถุ รวมถึงแผนที่
“จากคำให้การของขุนหลวงหาวัด ปรากฏว่า ชางต่างชาติจะมีหมู่บ้านของตนเองเพียงชาติละหนึ่งหมู่บ้าน แต่ของจีนมีเต็มไปหมดเลยทั่วอยุธยา มีทั้งตลาดนายก่าย สำเภาล่ม ป้อมเพชร คลองปากข้าวสาร คลองสวนพลู และคลองตะเคียนซึ่งมีโรงชําเราบุรุษ เราก็จะเจอแล้วว่าตรอกโคมเขียวอยุธยาอยู่ตรงไหน
ส่วนตลาดนายก่ายเป็นตลาดบนถนนในเมืองที่คนพลุกพล่านที่สุด อยู่ใกล้ๆ ป้อมเพชร พอเดินเข้าไปจะถูกอธิบายว่า มันเหมือนสำเพ็ง พาหุรัด มีทั้งพ่อค้าแขก พ่อค้าจีนเต็มไปหมด และอยู่ติดกัน แค่ดูแผนที่ก็จะเห็นว่ามีความแออัด
สำหรับคลองสวนพลูจากวัดพนัญเชิงวรวิหาร ขนานไปกับแม่น้ำเจ้าพระยา มีตำนานหลวงพ่อซำปอกง ซึ่งก็ต้องพูดถึงเจิ้ง เหอ” น.ส.พิมพ์ประไพระบุ
ด้าน นายปริวัฒน์ จันทร นักเขียนและนักเดินทางผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมจีน กล่าวว่า ทุกวันนี้ถ้าเราไปวัดพนัญเชิง ฝั่งตรงข้ามมีสุสานคนจีนขนาดใหญ่ ถัดขึ้นไปมีศาลเจ้าพ่อปากน้ำแม่เบี้ย ส่วนบริเวณข้างวัดพนัญเชิง มีศาลเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก
“ปีนี้นอกจากครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ไทยจีนแล้ว ปีนี้ก็ยังครบรอบ 620 ปี ของการออกสมุทรยาตราครั้งที่ 1 ของแม่ทัพเจิ้ง เหอ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ซึ่งเมื่อ 20 ปีที่แล้วผมยังได้คุยกับศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อยู่เลยว่า เราเคยจัดงานเสวนาระดับประเทศขนาดใหญ่ที่หอประชุมกองทัพเรือ โดยมูลนิธิสมาคมตำราสังคมศาสตร์ฯ และ มูลนิธิโตโยต้า ตอนนั้นจากความสัมพันธ์ไทย-จีน 30 ปี และ 600 ปี ความสัมพันธ์เจิ้งเหอ และ ซำปอกง โดยอาจารย์ชาญวิทย์ก็ได้ขึ้นเวทีด้วย” นายปริวัฒน์ กล่าว

นายปริวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ในการออกสมุทรยาตราครั้งแรก เจิ้งเหอยังไม่ได้เข้ามาที่อยุธยา แต่น่าจะเข้ามาในครั้งที่ 2 เมื่อค.ศ. 1407 ซึ่งกองเรือขนาดใหญ่โตมาหลายร้อยลำ มีลูกเรือ 2 หมื่นกว่าคน
“เรือมีหลายไซส์ ทั้งขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก เข้ามาทางปากแม่น้ำเจ้าพระยา น่าจะ 70 กิโลเมตรได้ เวลากองเรือเจิ้งเหอ ไปถึงไหนไม่ได้กลับทั้งหมด ส่วนหนึ่งก็ตั้งรกรากอยู่ในพื้นที่นั้นๆ ฉะนั้น ชุมชนจีนเก่าในอยุธยาก็น่าจะมีมาตั้งแต่สมัยเมื่อ 618 ปีที่แล้ว (เมื่อเข้ามาครั้งที่ 2) ตามบันทึกของหม่าฮวน ที่ได้เขียนบันทึกเอาไว้ ซึ่งต้องอ่านหนังสือชุดประวัติจีนกรุงสยาม เพราะเราไม่สามารถเล่าได้บนเวทีนี้ทั้งหมด” นายปริวัฒน์กล่าว
ทั้งนี้ สามารถเดินทางมาร่วมงานได้ตั้งแต่วันที่ 11–13 กรกฎาคม 2568 ณ True Digital Park อาคาร West ชั้น 2 กรุงเทพฯ ลงสถานี BTS สถานีปุณณวิถี มีพื้นที่จอดรถรองรับภายในอาคาร เข้าชมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย





