หน้าแรก 50 ปี ไทยจีน 50ปีไทย-จีน ว...

50ปีไทย-จีน วัดสุดท้ายคึกไม่แผ่ว 2 นักธุรกิจเล่ากลยุทธ์บุกตลาดจีน

14.07.25 | 10:02 น.

50ปีไทยจีนวันสุดท้ายคึกคัก

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ที่ทรู ดิจิทัล พาร์ค(อาคาร West ชั้น 2) พระโขนง กรุงเทพฯ ในวาระพิเศษของการครบรอบ 50 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตไทยจีนเครือมติชนเปิดม่านเทศกาลวัฒนธรรมครั้งยิ่งใหญ่ Thai-Chinese Golden Fest 2025 เทศกาลร้อยเรื่องราวไทยจีน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-13 กรกฎาคม เวลา 10.00-18.00 . โดยวันนี้เป็นวันสุดท้าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศภายในงานช่วงเช้าเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนทยอยเข้าร่วมงานอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่ให้ความสนใจเลือกชมหนังสือจากสำนักพิมพ์

มติชน และสำนักพิมพ์พันธมิตรเป็นพิเศษ พร้อมตั้งตารอคอยกิจกรรมนิทรรศการที่จะจัดขึ้นในช่วงเวลาต่อไป

สำหรับงาน Thai-Chinese Golden Fest เทศกาลร้อยเรื่องราวไทยจีน ในวาระพิเศษของการครบรอบ 50 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตไทยจีน ไทยและจีนไม่ได้เป็นเพียง 2 ชาติที่จับมือกันบนเวทีระหว่างประเทศ แต่เป็น 2 มิตรประเทศที่มีสายใยลึกซึ้งยาวนานกว่า 600 ปี ที่ความสัมพันธ์ไม่ได้เพิ่งเริ่มในปี พ..2518 หากแต่ฝังรากในทุกแง่มุมของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมไทยมาเนิ่นนาน ตั้งแต่ยุคเรือสำเภาในสมัยอยุธยา

Advertisement

จนถึงวันนี้ที่ชาวจีน และลูกหลานชาวจีน กลายเป็นหนึ่งในพลังสำคัญของสังคมไทย ภายใต้แนวคิดนี้ จึงได้เกิดงาน Thai-Chinese Golden Fest 2025 เทศกาลร้อยเรื่องราวไทยจีน เทศกาลสุดยิ่งใหญ่ที่พร้อมจะพาทุกคนร่วมเดินทางผ่านร้อยเรื่องราวไทยจีนตั้งแต่อดีตสู่ปัจจุบัน พร้อมมองไปยังอนาคตผ่านสายตาของมิตรประเทศที่เติบโตเคียงข้างกันมาโดยตลอด

ในโอกาสสำคัญนี้ สำนักพิมพ์มติชน ศิลปวัฒนธรรม และเส้นทางเศรษฐี ขอชวนทุกคนมาร่วมฉลองมิตรภาพที่ไม่เคยจางหาย ด้วยเทศกาลที่รวมทุกมิติของความสัมพันธ์ไทยจีนอย่างครบถ้วน ทั้งวรรณกรรม ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมร่วมสมัย ธุรกิจ สังคม เทคโนโลยี และนวัตกรรม ภายใต้การจัดแสดงนิทรรศการ เวทีเสวนา และเวิร์กช็อปที่จะทำให้ผู้ร่วมงานได้รู้จักจีนผ่านสายตาไทย และเข้าใจไทยผ่านมิตรภาพจากจีน แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

เพราะเมื่อเรานึกถึงจีน เราไม่ได้เพียงนึกถึงประเทศหนึ่งที่อยู่ห่างออกไป แต่เรานึกถึงมิตรสหายที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทยผ่านเรื่องราวของการค้า การตั้งถิ่นฐาน และการผสมผสานวัฒนธรรมที่แทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่รสชาติในจานอาหาร คำศัพท์ที่เราพูดติดปาก ความเชื่อที่หยั่งรากในสังคม ไปจนถึงสถาปัตยกรรมริมถนนที่เราคุ้นเคย

ความเป็นจีนไม่ใช่วัฒนธรรมที่มาแล้วไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยในทุกลมหายใจ 50 ปีแห่งความสัมพันธ์ไทยจีน ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือบทพิสูจน์ของมิตรภาพที่แน่นแฟ้นยิ่งกว่าคำพูด และนี่คือโอกาสพิเศษที่เราจะได้มาร่วมสร้างความทรงจำใหม่ไปด้วยกัน

โซนหนังสือครบเครื่องเรื่องจีน

นอกจากนี้ Thai-Chinese Book Fair ภายในงาน Thai-Chinese Golden Fest มีโซน Thai-Chinese Book Fair ซึ่งจำหน่ายหนังสือที่เชื่อมโยงเรื่องราวของจีนในหลากหลายมิติที่ได้ถ่ายทอดวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของชาวจีนให้คนไทยได้เข้าใจและเข้าถึงมากขึ้น

ในครั้งนี้ สำนักพิมพ์มติชนนำเสนอผลงานคุณภาพที่เกี่ยวกับจีนอย่างครบถ้วน ทั้งในเชิงวิชาการ วรรณกรรม นิยายแปล หนังสือประวัติศาสตร์ และหนังสือที่ช่วยถอดรหัสความสัมพันธ์ไทยจีนอย่างลึกซึ้ง

ทั้งนี้ ยังมีเหล่าพันธมิตรจากเพื่อนสำนักพิมพ์ชั้นนำที่ร่วมออกบูธ และนำเสนอผลงานเกี่ยวกับจีนที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ได้แก่ ชวนอ่าน แสงดาว สยามอินเตอร์ และมหาวิทยาลัยเกริก ซึ่งมารวมตัวกันในงานนี้เพื่อสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ แลกเปลี่ยน และเชื่อมโยงความเข้าใจเกี่ยวกับจีนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

โดยแต่ละสำนักพิมพ์จะนำเสนอทั้งวรรณกรรมจีนหายาก หนังสือใหม่ นิยายแปล และหนังสือที่เจาะลึกเรื่องจีนในมิติที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้เลือกสรร และเปิดประสบการณ์อย่างเต็มอิ่มพิเศษ! สำหรับผู้ที่ซื้อหนังสือภายในงานครบ 800 บาท รับฟรี กระเป๋า Tote ลายจีนกรุงสยาม

เบื้องหลังคนจีนใช้สัญชาติไทย

เวลา 11.00 . มีการนำชมนิทรรศการ จีนไทย ก้าวไปด้วยกัน โดย ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ อดีตคณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ และนายจุมพฏ สายหยุด ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลมติชน (MIC) บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมรับฟังอย่างคับคั่ง

นายจุมพฏกล่าวว่า หลังจากเหตุการณ์การสถาปนาทางการทูตไทยจีน ส่งผลต่อชีวิต 3 อย่าง ได้แก่ 1.ความมั่นคง ถ้าไม่มีเหตุการณ์การสถาปนาทางการทูตไทยจีน เราจะมีปัญหาเรื่องความมั่นคงเป็นอย่างมาก เพราะเป็นครั้งแรกที่เรามีพรมแดนติดกับประเทศคอมมิวนิสต์ ตอนนั้นการสถาปนาทางการทูตไทยจีน ทำให้เรามีหลักประกันว่าเราจะไม่ถูกรุกรานจากกองกำลังต่างชาติ การต่อสู้ด้วยอาวุธเริ่มอ่อนตัวลง จนสลายลงไป ทำให้เกิดความมั่นคงในประเทศเกิดขึ้น

นายจุมพฏกล่าวอีกว่า 2.สันติภาพ ในขณะนั้นความคิดที่ใช้กำลังทหาร เพื่อแพร่อิทธิพลจากประเทศต่างๆ เวียดนาม ก็ถือว่าเป็นประเทศที่มีกำลังทหารดีที่สุด ความคิดนั้นก็เป็นไปไม่ได้ และถูกยกออกไป การสถาปนาทางการทูตไทยจีน ก็ทำให้ไทยมีหลักประกันที่เราเป็นพันธมิตรกับจีน และ 3.ความสุขของสังคม หลังการลงนามเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2518 การสถาปนาทางการทูตไทยจีน ได้ทำให้คนจีนที่ถือ 2 สัญชาติ ต้องเลือกว่าจะถือสัญชาติไทย หรือจีน สมัยนั้นมีใบต่างด้าว 330,000 คน แปลว่าคนจีนที่อยู่ในประเทศไทยตอนนั้นก็ถือสัญชาติจีนด้วย

ทำให้นายอานันท์ ปันยารชุน คุยกับจีนว่า เรื่องนี้มีผลต่อจิตใจเรามาก เพราะเราไม่รู้ว่าคนจีนที่อยู่ในประเทศไทย เขาภักดีต่อผืนแผ่นดินไทยชัดเจนหรือไม่ ทางจีนก็บอกว่า เราจะให้คนจีนที่อยู่ในไทย ใช้สัญชาติไทย จากเหตุการณ์นี้ ทำให้เรื่องที่ตกลงว่าจะเอาอย่างไรกันแน่ ได้ปลดล็อกความหวาดระแวงไปเลย เยาวราชที่มีคนไทยเชื้อสายจีนจำนวนมาก สามารถอยู่ร่วมกันได้จนถึงทุกวันนี้นายจุมพฏกล่าว 

ฉายภาพปธ.เหมาจับมือคึกฤทธิ์

จากนั้น ผศ.อัครพงษ์กล่าวว่า จุดเริ่มต้นวันที่ 1 กรกฎาคม 2518 การสถาปนาทางการทูตไทยจีน ไม่ใช่จุดเริ่มต้นที่ลื่นไหล ถึงแม้ว่า ม...คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น จะนั่งสายการบินไทยไปลงที่ปักกิ่ง แต่หลังจากนั้นมา ความสัมพันธ์ไทยจีนกลับลุ่มๆ ดอนๆ อยู่ตลอด หลังจากนั้น 1 ปี ม...คึกฤทธิ์ตกจากที่นั่งนายกฯ ในปี 2519 ก็มีเหตุการณ์ฆ่านักศึกษาที่ มธ.ความสัมพันธ์ไทยจีนกว่าจะเข้ามามีความรู้สึกว่าใกล้ชิดกัน ก็เมื่อจีนเปลี่ยนนโยบายแล้ว 

เมื่อ เติ้ง เสี่ยวผิง ขึ้นมาเป็นผู้นำสูงสุดของสาธารณรัฐประชาชนจีน นำ 4 ทันสมัย เข้ามา เราจึงเข้าไปมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง ฉะนั้น เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม จึงเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ ด้วยการมีการลงนามในหนังสืออย่างเป็นทางการผศ.อัครพงษ์กล่าว

ผศ.อัครพงษ์กล่าวอีกว่า หนังสือพิมพ์ประชาชาติ ฉายภาพหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ของหนังสือพิมพ์ในประเทศไทย ทุกคนจะเห็นได้ว่าฉบับวันที่ 3 กรกฎาคม 2518 เพียงแค่ในหน้าเดียว มีประวัติศาสตร์เยอะมาก นายสุจิตต์ วงษ์เทศ ได้เดินทางไปทำข่าวในนามหนังสือพิมพ์ประชาชาติ มีรูปให้เห็นว่า ม...คึกฤทธิ์จับมือกับประธานาธิบดีเหมา เจ๋อตุง แต่อย่าลืมว่าเมื่อเราสถาปนาความสัมพันธ์กับจีนแผ่นดินใหญ่ เราต้องตัดความสัมพันธ์กับไต้หวัน

เรียกทูตไต้หวันแจ้งตัดสัมพันธ์

นายจุมพฏกล่าวว่า เหตุการณ์ตัดความสัมพันธ์กับไต้หวัน หนังสือพิมพ์ประชาชาติได้ลงรูป สถานทูตไต้หวันได้ชักธงไต้หวันลดเหลือครึ่งเสา เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ในภาพหนังสือพิมพ์มีคำว่าตัดขาดตัดขาดคำถามคือว่าเราเคยประกาศความสัมพันธ์กับไต้หวันด้วยหรือไม่ 

วันที่ 27 มิถุนายน 2518 ก่อนการไปเยือนปักกิ่ง 3 วัน กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) โดย พล..ชาติชาย ชุณหะวัณ รัฐมนตรีว่าการ กต.ในขณะนั้น ได้เรียกทูตไต้หวันประจำประเทศไทย ให้มายื่นหนังสือบันทึกช่วยจำ มีข้อความว่า เมื่อไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนแล้ว ก็ให้ถือว่าความสัมพันธ์กับไต้หวันเป็นอันสูญสลายไป โดยไม่มีประกาศอื่นใดที่จะบอกว่า เราตัดความสัมพันธ์ นอกจากนี้ ทุกคนคงทราบว่า เรามีความสัมพันธ์ทางการค้า ทางการท่องเที่ยว สามารถไปมาหาสู่กันได้อย่างปกตินายจุมพฏกล่าว จากนั้น ผศ.อัครพงษ์กล่าวอีกว่า เหตุใดทำไมไทยจึงไปตัดความสัมพันธ์กับไต้หวัน อย่าลืมว่าในขณะนั้นมีนโยบายจีนเดียวเรามีความสัมพันธ์จีนปักกิ่งแล้ว จีนทุกจีนเป็นจีนหมด 

วรรณกรรมจีนสะท้อนความคิด

ผศ.อัครพงษ์กล่าวถึงเหตุการณ์วันที่ 11 สิงหาคม 2518 พระธาตุพนม จ.นครพนม ล้ม โดยเป็นวันเดียวกับวันคล้ายวันเกิดของหลวงวิจิตรวาทการ ซึ่งท่านได้บูรณะพระธาตุพนมขึ้น เหตุการณ์นี้ ทำให้ทุกอย่างนำไปสู่การกลัวคอมมิวนิสต์หมดเลย ในการลงความสัมพันธ์ทางการทูตไทยจีน เขากลัวว่าเราจะเป็นคอมมิวนิสต์หรือไม่ มีคำที่บอกว่า “11 สิงหาคม พระธาตุพนมล้ม คอมมิวนิสต์ทำลายพระพุทธศาสนาจนเกิดเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม 2519 เกิดเหตุการณ์การฆ่านักศึกษา มธ. อย่าลืมว่าแม้วันที่ 1 กรกฎาคม 2518 จะเป็นวันสถาปนาทางการทูตไทยจีน จะเริ่มต้นความสัมพันธ์ แต่ความไม่ไว้วางใจกันในทีม ระหว่าง 2 ประเทศ ยังมีอยู่ตลอดผศ.อัครพงษ์กล่าว

ด้านนายจุมพฏกล่าวโยงเรื่องวรรณกรรมจีนว่า มีความหมาย และมีความคิดที่อยู่ในหัวเรามาก ไม่ว่าเราจะเป็นคนที่มีเชื้อสายจีน หรือไม่มีเลย แต่หากคุณได้ไปอ่านเรื่องแนวจีนใดแนวจีนหนึ่ง ยกตัวอย่าง สามก๊ก ก็คือการตั้งตัวความเป็นผู้ประกอบการ ไซอิ๋ว ให้ความคิดด้านการจินตนาการ เปาบุ้นจิ้น ให้ความคิดเรื่องความซื่อสัตย์ยุติธรรม นิยายกำลังภายในจะให้ความคิดเรื่องคุณธรรม

ท้ายที่สุด สามารถให้ความคิดคนในสังคมขึ้นมาได้ว่า จะเป็นสังคมที่ดีได้อย่างไร หนังสือที่พิมพ์สมัย ซุน ยัตเซ็น เป็นหนังสือที่เล่าก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง คนที่อ่านหนังสือพวกนี้ คือนักเรียนนายร้อยที่มาอ่าน ลัทธิไตรราษฎร์ ว่าสยามจะเป็นอย่างไรต่อไป นี่เป็นสาเหตุที่ติดความคิดของทหาร หรือนักเรียนนายร้อยรุ่นใหม่ ที่ในที่สุดก็เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ที่อยากเห็นสังคมยุคใหม่เกิดขึ้นนายจุมพฏกล่าว

จุดเริ่มต้นการทำธุรกิจกับจีน

เวลา 13.30 . เริ่มเวทีเสวนาภายใต้หัวข้อ Talk: Brand Go China: บุกจีนให้ปัง ธุรกิจไทยต้องรู้ โดย 2 นักธุรกิจชาวไทย น..ณชา จึงกานต์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท คันนา โกรเซอรีส์ จำกัด และนายพิชเยนทร์ หงษ์ภักดี ผู้ก่อตั้ง Smart ID Group และแบรนด์สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ Anitech

..ณชากล่าวว่า จุดเริ่มต้นการทำธุรกิจกับจีนนั้น เกิดขึ้นจากการที่ได้ดูโทรทัศน์อยู่ และเห็นคนจีนคนหนึ่งพูดว่า รองเท้านี้เล็กไป มีรองเท้าที่ไซซ์ใหญ่กว่านี้หรือไม่ ประโยคนั้นทำให้เปลี่ยนชีวิตไป ทำให้อยากรู้จักภาษาจีน เพราะรู้สึกถึงเสน่ห์ของภาษา และได้เริ่มเรียนรู้ภาษาจีน ประเทศจีน และคนจีน ทำให้มีเป้าหมายว่าอยากเข้าใจความเป็นจีนมากขึ้น และได้เริ่มฝึกงานที่สถานทูตไทยในปักกิ่ง จากที่เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในสังคมแบบจีน ทำให้เข้าใจคนจีน และพอเริ่มเข้าใจภาษาของจีน ก็รู้สึกหลงรัก และมองว่าคนจีนเป็นมนุษย์พิเศษ ตอนอยู่จีนก็มีไอเดียทำธุรกิจใหม่มาโดยตลอด พอได้เห็นภาพที่คนจีนถือของในซุปเปอร์มาร์เก็ตที่มีของจากไทย เช่น ทุเรียน หรือผลไม้ต่างๆ ทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่ใครเคยภูมิใจอย่างเรื่องทุเรียน ที่ไทยต้องเก่งที่สุด แน่นอนพอเป็นการส่งออกนอกประเทศ ประเทศอื่นกลับไปไกลกว่าเรา จึงเกิดความรู้สึกที่มองว่า ของกินสร้างอานุภาพให้ผู้บริโภคขนาดนี้ สินค้าเกษตรคงจะทำได้เหมือนกัน และได้นำความคิดเหล่านี้ไปค้นคว้ากับอาจารย์สถาบันอาหารต่างๆ 

จนเกิดเป็นสินค้าตัวแรกของคันนาคือ ลูกเดือย เพราะตัวเองไม่ชอบกิน จึงอยากทำให้ลูกเดือยเป็นสิ่งที่ทุกคนชอบ โดยนำไปอบกรอบปรุงรส ผลที่ได้คือสินค้าได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ในเวลาไม่นานได้ขยายสินค้าอื่นๆ ขึ้นมา ความเป็นจริงภายใน 2 ปีแรก ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะนำไอเดียของจีนมาขายให้ผู้หญิงในไทย ปรากฏว่ากลุ่มเป้าหมายเปลี่ยน เพราะนักท่องเที่ยวเข้ามาในไทยเยอะมาก จึงเกิดไอเดียที่อยากจะให้นักท่องเที่ยวมาซื้อสินค้า 

ปีแรกจึงเหมือนเป็นการเรียนรู้ หรือหาตัวตนของคันนา จนปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์หลากหลายอย่าง เป็นการขยายตลาดไปพร้อมกับประสบการณ์ที่มากขึ้น..ณชากล่าว

ของดีไม่ต้องหรูแต่ราคาจับต้องได้

..ณชากล่าวอีกว่า พอนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น คนที่ทำธุรกิจในแนวเดียวกันเพิ่มขึ้นตาม จึงต้องสร้างความต่างของสินค้าตัวเองขึ้นมา พอมีความแตกต่างจากคนอื่น คนจีนที่เข้ามาซื้อสินค้าก็พอใจที่จะจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าของคันนา เพราะเป็นสินค้าที่จีนไม่มี ในทางกลับกันก็โดนลอกเลียนแบบสินค้ามากขึ้นเช่นเดียวกัน สิ่งที่ทำได้คือการหนีสินค้าที่เลียนแบบออกมาให้เร็วที่สุด ขณะเดียวกันตอนนี้แม้แต่จีนเองก็มีตัวเลือกที่มากขึ้น ของที่ดีอาจจะไม่ใช่ของที่มีความหรูหราที่สุด แต่เป็นสินค้าที่เหมาะสมกับราคา จึงต้องปรับเปลี่ยนแนวทางของสินค้าคันนาที่เหมาะสมกับผู้ซื้อ แต่คุณภาพก็ยังคงดี โดยคันนามุ่งเน้นการผลิตสินค้าที่ทำให้ผู้ซื้อได้รับประสบการณ์ที่ดีจากการนำของฝากที่ไทยไปให้คนที่บ้าน แบบที่เอากลับไปแล้วไม่อายใคร ในราคาที่จับต้องได้

คนจีนค่อนข้างให้ความสำคัญกับเรื่องแบรนด์ ฉะนั้น การที่ส่งออกสินค้าไปขายต่างประเทศโดยที่ยังไม่เป็นที่รู้จักในประเทศของตัวเอง เป็นสิ่งที่เสี่ยงมาก จึงต้องเริ่มสร้างแบรนด์ในประเทศก่อน เพื่อให้นักท่องเที่ยวรู้จักก่อนจัดส่งออก สิ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนรู้จักคันนา คือการที่เราทำดีซ้ำๆ จนเกิดการบอกต่อ คนจีนเวลาที่รู้สึกว่าสิ่งนี้ดี จะบอกต่อกันไปเรื่อยๆ ซึ่งจะเกิดการรับรู้ที่ยิ่งใหญ่มาก จนต้องการมาลองซื้อสินค้าที่ดีด้วยตัวเอง ซึ่งเจ้าของธุรกิจต้องเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในพื้นที่เหล่านั้น พอเข้าไปอยู่ในโลกของลูกค้า ก็รู้ว่าจะต้องพัฒนาสินค้าในจุดไหนด้วยเช่นกัน คันนาแทบจะไม่ทำการตลาดอะไรเลย เพราะเอาเงินเอาแรงไปลงกับสินค้า รวมถึงการอบรมพนักงานขาย ทำให้ดีที่สุดจนลูกค้าเกิดการบอกต่อว่าคันนาดีจริง สำหรับข้อแนะนำในการทำธุรกิจกับจีน อย่างแรกคือจะต้องจดลิขสิทธิ์เพื่อกันการโดนเลียนแบบ และต้องจดให้ครอบคลุม เพราะสมัยนี้โดนเลียนแบบได้ง่ายกว่าที่คิด อีกหนึ่งอย่างคือการทำความเข้าใจกับคนจีน เพื่อนำมาปรับเรียนรู้พัฒนาธุรกิจของเรา..ณชากล่าว

มองจีนครองตลาดโลกแน่

ด้านนายพิชเยนทร์กล่าวว่า จุดเริ่มต้นการทำธุรกิจกับจีน เริ่มจากตอนที่เริ่มทำงานหลังเรียนจบ มีเพื่อนชวนไปทำงานบริษัทสตาร์ตอัพที่ฝรั่งเศส และเพื่อนได้พูดขึ้นมาว่า จีนจะเข้ามาอันดับ 1 อย่างแน่นอน ในปีนั้นเป็นยุคที่คนมองว่าจีนไม่เจริญ จุดเปลี่ยนอยู่ตรงที่การทำบริษัทสตาร์ตอัพในการผลิตเครื่องมือต่างๆ มีกระบวนการที่ค่อนข้างเหนื่อย จึงบอกกับเพื่อนว่าไทยเป็นประเทศที่รับจ้างผลิตที่ดีมาก ทำให้มีความคิดที่จะจ้างผลิตเครื่องมือของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในไทย จึงได้หาโรงงานรับผลิต และได้เกิดการพูดคุยกับทางโรงงาน พบว่าไทยไม่มีอะไรเลยนอกจากแรงงาน ส่งผลให้ต้องทำธุรกิจกับประเทศอื่นๆ จึงทำให้เข้าใจเกี่ยวกับอุปทาน และเกิดความสนใจที่จะเข้าไปสู่จีน เนื่องจากผลิตอุปกรณ์ด้าน

เซมิคอนดักเตอร์ พอได้เริ่มสัมผัสจีน พบว่าโรงงานผลิตในจีนมีขนาดเท่ากับสนามฟุตบอล เมื่อกลับมาที่ไทยจึงได้คุยกับเพื่อน แล้วพูดว่าจีนได้ครองโลกตลาดโลกแน่นอน เพราะไม่เคยเห็นโรงงานไหนที่ใช้มนุษย์ผลิตของได้ใหญ่ขนาดนี้ และในโรงงานยังมีสายพานในโรงงาน ทำให้รู้ว่าจีนเป็นอันดับหนึ่งด้านห่วงโซ่อุปทาน (Suppy Chain) อย่างแท้จริง

สมัยก่อนพวกสิ่งของอิเล็กทรอนิกส์มี

แค่ 2 อย่าง คือ ถ้าอยากได้ของดีต้องเสียเงินแพง แต่ถ้าอยากได้ของถูก คุณภาพก็จะตามราคา ซึ่งจีนทำสินค้าที่ราคาถูกแต่คุณภาพดีได้ จีนมีความเด็ดขาดอย่างหนึ่ง คือไม่ว่าจะใช้งบประมาณเท่าใดก็ตาม สามารถทำของออกมาได้เสมอ ทำให้เราจะเห็นว่าสินค้าจีนบนแพลตฟอร์มต่างๆ มีราคาที่ถูกกว่าสินค้าจากประเทศอื่นๆนายพิชเยนทร์กล่าว

แจงสาเหตุรบ.จีนหนุนส่งออก

นายพิชเยนทร์กล่าวอีกว่า จากอดีตที่ได้ไปเห็นการจัดการของจีน บวกกับความรู้ในการสร้างบริษัทของตัวเอง จึงเกิดมาเป็นแบรนด์ Anitech ที่เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่มีทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเมาส์คอมพิวเตอร์ คีย์บอร์ด ตัวอ่านการ์ด เป็นต้น ปัจจุบันมีเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน รวมแล้ว Anitech มีสินค้ารวมกันกว่า 1,000 รายการ และจีนเป็นประเทศที่ไม่ว่าจะมีปัญหากับประเทศไหนก็ไม่สนใจ เพราะมีพันธมิตรที่พร้อมจะร่วมมืออีกมากมาย เพราะประเทศที่ระบบ Supply Chain ที่ดีมากๆ ใครก็อยากร่วมงานด้วย

ในอดีตจีนก็เป็นประเทศที่ต้องนำเข้าสินค้าต่างๆ มากมาย เพราะบางอย่างไม่พอใช้ อย่างหนึ่งที่นำเข้ามากที่สุดของไทยคือผลไม้ แต่สิ่งที่ทำให้โลกไม่พอใจต่อจีน เพราะว่าจีนส่งออกกว่าประเทศอื่นเยอะมากๆ ถึงแม้ว่านำเข้าสินค้ามาเยอะ แต่ส่งออกเยอะกว่ามาก ทำให้ไปกินส่วนแบ่งของประเทศอื่น เพราะมีสินค้าที่ถูกกว่าชาวบ้าน แต่ตั้งแต่ปี 2023-2024 เป็นต้นมา การนำเข้าของจีนถือว่าน้อยลงอย่างมาก ฉะนั้น จะมองเห็นภาพแล้วว่าทำไมประเทศอื่นจะไม่พอใจจีน ตัวตนของจีนคือการขยายกำลังผลิตเพื่อสร้างงานให้คนในประเทศ รัฐบาลจีนจึงต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ประเทศมีความผาสุก จึงต้องส่งออกสินค้าที่อยู่ในประเทศที่มีกำลังซื้อน้อยลงไปยังประเทศอื่นๆ เพื่อไม่ให้เกิดการยกเลิกการจ้างงาน และสิ่งที่ถูกส่งออกจะต้องทำให้คนในประเทศมีงานทำ สินค้าที่ส่งออกจึงมีราคาถูกกว่าปกติ เกิดทั้งผลดีผลเสียต่อผู้ผลิต และผู้บริโภคในประเทศอื่นๆ ฉะนั้น ถ้าอยู่ในอุตสาหกรรมที่ต้องแข่งกับจีน ก็ต้องมีความรู้ว่าจะแข่งในพื้นที่สนามแบบไหนนายพิชเยนทร์กล่าว

สัมพันธ์ส่วนตัวสำคัญกับธุรกิจ

นายพิชเยนทร์กล่าวต่อว่า ปัจจุบันควรมองจีนในฐานะประเทศที่เป็นโอกาส ไม่ใช่ภัยคุกคามทางเศรษฐกิจอย่างที่บางคนกังวล เพราะในการทำธุรกิจยุคนี้ สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ความอยากทำ แต่ต้องมีความสามารถ และความเข้าใจในบริบทที่กำลังเผชิญอยู่ หากขาดทิศทางที่ชัดเจน ก็อาจนำไปสู่การลงทุนที่ผิดพลาดโดยไม่ได้ตั้งใจ โดยเฉพาะเมื่อต้องติดต่อ หรือเจรจากับนักธุรกิจจีน ผู้ประกอบการไทยควรมีความมั่นใจในธุรกิจของตัวเอง และเข้าใจให้ได้ว่าจุดแข็งของเราคืออะไร เพื่อไม่ให้ถูกชี้นำจากฝั่งจีน และยืนหยัดในการเจรจาได้อย่างเหมาะสม 

ทั้งนี้ ประสบการณ์ทำธุรกิจกับจีนกว่า 20 ปี ทำให้เห็นชัดเจนว่า สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน คือความสำคัญของความสัมพันธ์ส่วนตัว ซึ่งมักถูกสร้างขึ้นจากกิจกรรมนอกเหนือจากการทำธุรกิจโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการกินข้าว สังสรรค์ หรือแม้แต่การดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกัน เพราะสิ่งเหล่านี้กลายเป็นเครื่องมือหนึ่งในการสร้างความไว้วางใจ ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นเหล่านี้ ยังคงมีความหมายมากในสังคมธุรกิจของจีน และการที่จะมอบความสัมพันธ์ให้ใครสักคน ก็ต้องเลือกให้ดี เพราะหากมอบให้กับคนที่หวังแต่ผลประโยชน์ ความสัมพันธ์นั้นจะไม่มีคุณค่า และไม่สามารถต่อยอดอะไรได้ในระยะยาวนายพิชเยนทร์กล่าว

แนะพัฒนาจุดแข็งตัวเองให้ชัด

จุดแข็งของนักธุรกิจจีน คือการมองการณ์ไกล เมื่อสามารถเชื่อมสัมพันธ์กับคนลักษณะนี้ได้ จะพบว่าคนเหล่านี้มักพยายามรักษาความสัมพันธ์ไว้ และสร้างความร่วมมืออย่างจริงจังและต่อเนื่อง การมอบความสัมพันธ์จึงควรจะมอบให้คนที่สมควรได้รับ ไม่ใช่มอบให้คนที่หวังเพียงแค่ผลประโยชน์ ในด้านการแข่งขัน ผมมองว่าไม่มีประโยชน์ที่จะบ่นว่าจีนขายสินค้าตัดราคา เพราะการแข่งขันเป็นเรื่องปกติในโลกธุรกิจ สิ่งที่ควรทำคือหันกลับมาพัฒนาจุดแข็งของตัวเองให้ชัดเจน ใช้ความเข้าใจต่อตัวตน วิธีคิดของคู่ค้าชาวจีนให้เป็นประโยชน์ในการต่อยอด และปรับกลยุทธ์ของตนเองให้เหมาะสม เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจขึ้นมานาย

พิชเยนทร์กล่าว

นายพิชเยนทร์กล่าวว่า สำหรับข้อแนะนำในการทำธุรกิจกับจีน ต้องรู้เขารู้เราให้ถึงแก่น ตนก่อนทำธุรกิจกับเจ้าของโรงงานรับผลิตต่างๆ จะต้องดูโรงงาน ดูความสะอาด เพราะเป็นสิ่งที่สะท้อนความพร้อมของเจ้าของโรงงานออกมา และยังต่อยอดไปยังการส่งออกสู่ประเทศอื่นๆ เช่น ยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่นได้ และสะท้อนถึงการทำของที่ดีออกมา อีกอย่างคือการได้คุยกับเจ้าของโดยตรง เพราะจะสะท้อนทัศนคติของเจ้าของธุรกิจออกมา และดูความไว้ใจได้ ถ้าเป็นคนที่ไว้ใจไม่ได้ แต่เป็นโรงงานที่สามารถผลิตได้รวดเร็ว ต้นทุนต่ำ เป็นสิ่งที่เราต้องการ และไม่มีที่อื่นแทนที่ได้ ก็ต้องควบคุมให้ดี ทั้งนี้ อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือ การจดลิขสิทธิ์ เพื่อป้องกันการโดนลอกเลียนแบบสินค้า และเวลาจดลิขสิทธิ์ต้องมีความเข้าใจว่าเราต้องการป้องกันอะไรบ้างด้วยเช่นกัน

ผู้ร่วมงานปลื้มมติชนจัดดีมาก

ปิดฉากลงแล้วสำหรับเทศกาล ร้อยเรื่องราวไทยจีน Thai-Chinese Golden Fest 2025 โดยหนึ่งในผู้เข้าร่วมงานในวันแรกอย่าง จริยา วานิช กล่าวว่า ยินดีที่ได้เข้าร่วมงานครั้งนี้ ที่มีบรรยากาศคึกคัก เต็มไปด้วยความอบอุ่น ตั้งใจมางานนี้โดยตรงเลย โดยรวมแล้วก็ดีมาก เพราะเป็นงานที่แสดงถึงความสัมพันธ์อันยาวนาน และแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับจีน ซึ่งดำเนินมายาวนานกว่า 50 ปี

ตนเป็นหนึ่งในคนไทยรุ่นแรกๆ ที่เดินทางไปยังจีน ในช่วงที่เริ่มมีการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศใหม่ๆ ในช่วงเวลานั้น ยังอยู่ในวัยสาว อายุราว 20 ปีต้นๆ การเดินทางไปครั้งนั้นไม่ได้ไปเพื่อศึกษาโดยตรง แต่เดินทางไปเยี่ยมญาติ โดยไปพร้อมกับคุณยาย ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีมาก เพราะทางคุณยายยังมีญาติพี่น้องอยู่ที่จีนหลายคน โดยเฉพาะที่เมืองซัวเถา ซึ่งเป็นบ้านเกิดของบรรพบุรุษฝั่งคุณยาย การได้กลับไปเยี่ยมญาติในช่วงเวลานั้น ไม่เพียงเป็นการสานสายใยครอบครัว แต่ยังเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของจีนในเวลาต่อมา และเข้าใจถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ไทยจีน ทั้งในระดับบุคคล และระดับประเทศอย่างลึกซึ้งจริยากล่าว

ด้าน ปัณณภัสร์ จันทราพาณิชกุล อีกหนึ่งผู้ร่วมงาน กล่าวว่า ครอบครัวของตนประกอบธุรกิจโรงงานกระดาษไหว้เจ้า มีความใกล้ชิดกับวัฒนธรรมจีนมาโดยตลอด อีกทั้งภายในครอบครัวยังใช้ภาษาจีนในการสื่อสาร จึงสนใจอยากเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยจีนในปัจจุบัน

ความสัมพันธ์ของไทยจีน เริ่มต้นมาตั้งแต่รุ่นอากง รวมถึงรุ่นพ่อก็มีการติดต่อกับทางจีน เกื้อหนุนกันเรื่อยมา จนมาถึงรุ่นของเรา ซึ่งมีความรู้สึกว่าค่อนข้างห่าง ด้วยความสงสัยว่าภายหลังจีนปฏิวัติวัฒนธรรม เราหลงลืมหรือตกหล่นอะไรไปหรือไม่ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศ จึงพยายามมาดูตามนิทรรศการต่างๆปัณณภัสร์กล่าว

นี่คือส่วนหนึ่งของเสียงสะท้อนจากผู้ร่วมงานที่ตั้งใจเดินทางมาร่วมกิจกรรมดีๆ ของเครือมติชน ในวาระพิเศษของการครบรอบ 50 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตไทยจีน ที่เครือมติชนจัดยิ่งใหญ่ “Thai-Chinese Golden Fest 2025 เทศกาลร้อยเรื่องราวไทยจีน