รำลึก 80 ปีคืนไต้หวัน ทูตจาง ย้ำหลัก ‘จีนเดียว’ 3 ประการ พินิจ ยก สี จิ้นผิง ชูสันติภาพโลก
เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ที่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เขตดินแดง กรุงเทพฯ มีการจัดงานเสวนาเพื่อ ‘การรำลึกครบรอบ 80 ปีการคืนไต้หวันสู่แผ่นดินใหญ่’ โดยมีผู้แทนจากภาคส่วนต่างๆ เข้าร่วมอย่างคับคั่ง อาทิ นายพินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีน และส่งเสริมความสัมพันธ์, ตัวแทนสมาคมชาวจีนโพ้นทะเล สมาคมมิตรภาพไทย–จีน บริษัทจีนในประเทศไทย เป็นต้น รวมกว่า 200 ราย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.00 น. นาย จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย
และผู้เข้าร่วมงานทั้งหมดได้ร่วมกันยืนถวายความอาลัยต่อการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

จากนั้น นายจางได้กล่าวปาฐกถาหลัก ในวาระครบรอบ 80 ปีแห่งชัยชนะของชาวจีนในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และวาระ 80 ปีที่ไต้หวันกลับคืนสู่มาตุภูมิ
นายจาง กล่าว่า เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการผ่านมติแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 ที่จะมีการส่งเสริมการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างช่องแคบไต้หวันด้วยความสันติ ถือเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่ของการรวมชาติ และการได้เห็นการรวมตัวกันของชาวจีน และมิตรสหายในประเทศไทยในวันนี้ มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง
“การที่ไต้หวันคืนสู่มาตุภูมิเป็นความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่จากการต่อสู้อย่างกล้าหาญและเสียสละของชาวจีนทั้งประเทศ ในสงครามต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น และการที่ไต้หวันกลับคืนสู่มาตุภูมิได้ลบล้างความอัปยศอดสูของชาติจากการรุกรานจากต่างชาติซ้ำแล้วซ้ำเล่า” นายจางกล่าว

นายจาง กล่าวว่า ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินจีนตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และกฎหมายที่ระบุไว้ชัดเจนว่าในค.ศ. 1945 ไต้หวันกลับคืนสู่มาตุภูมิ และทางจีนมีอำนาจปกครองเหนือไต้หวัน ทำให้ประเด็นเรื่องสถานะของไต้หวันได้รับการแก้ไขจนสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 1971 สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้มีการลงมติที่ 2758 ด้วยคะแนนเสียงที่ท่วมท้นว่าให้คืนสิทธิ์ทั้งหมดให้แก่สาธารณรัฐประชาชนจีน รับรองผู้แทนรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมเพียงผู้เดียวของจีนในสหประชาชาติ และขับผู้แทนของเจียงไคเช็คออกจากการครอบครองอย่างผิดกฎหมายในสหประชาชาติ ข้อมตินี้ไม่เพียงแต่แก้ไขปัญหาเรื่องกฎหมายได้ แต่ยังทำให้จีนมีที่นั่งเพียงที่เดียวในสหประชาชาติ ทำให้เรื่องสองจีนนั้นไม่มีอยู่จริง
นายจางกล่าวต่อไปว่า พรรคคอมมิวนิสต์จีนถือว่าการแก้ไขสถานะไต้หวัน และการรวมประเทศกลับสู่มาตุภูมิเป็นภารกิจทางประวัติศาสตร์อย่างแน่วแน่
“การแก้ไขประเด็นไต้หวันและการรวมชาติโดยสมบูรณ์เป็นบรรทัดฐานร่วมกันของชาวจีนทุกคน และเป็นสิ่งจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับการฟื้นฟูความเจริญรุ่งเรืองของชาติจีน
ในการประชุมสมัชชาใหญ่ครั้งที่ 18 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้ปรับยุทธศาสตร์โดยรวมเพื่อการฟื้นฟูความเจริญรุ่งเรืองของชาติจีนอันยิ่งใหญ่เพื่อรอรับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของโลก นอกจากนี้ยังได้นำเสนอแนวคิดและกลยุทธ์มากมายสำหรับแผนยุทธศาตร์โดยรวมเพื่อกำหนดทิศทางเกี่ยวกับประเด็นไต้หวัน” นายจาง กล่าว

นายจาง กล่าวอีกว่า หลักการจีนเดียวมีทั้งหมด 3 ประการ ได้แก่ มีจีนเพียงผู้เดียวในโลก ไต้หวันเป็นดินแดนของจีนที่ไม่อาจแบ่งแยกได้, รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นรัฐบาลที่ถูกต้องตามกฎหมายเพียงผู้เดียว, หลักการจีนเดียวเป็นพื้นฐาน และรากฐานของการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ ทั้งหมด หลักการนี้ได้เป็นพื้นฐานพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเป็นฉันทามติของประชาคมโลก
“ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่สร้างความสัมพันธ์ทางการทูต ประเทศจีนและไทยได้ยึดว่ามีความเคารพซึ่งกันและกัน มีความเสมอภาค และความไว้วางใจ ซึ่งได้มีความจริงใจและให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันมาอย่างเหนียวแน่นในการปกป้องความมั่นคง ผลประโยชน์ และการพัฒนาของชาติ
ขอชื่นชมในการยึดมั่นในหลักการจีนเดียวของไทยอย่างมั่นคงมาโดยตลอด จีนยินดีใช้โอกาสครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตจีน – ไทย และปีทองมิตรภาพจีน – ไทย เป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ครั้งใหม่เพื่อเสริมสร้างความไว้วางใจทางการเมืองระหว่างสองประเทศ ” นายจางกล่าว
นายจางกล่าวว่า การสนับสนุนหลักการจีนเดียวอย่างไม่ลดละของชาวจีนโพ้นทะเลและคนจีนในประเทศไทยทำให้เกิดเป็นสาธารณะรัฐที่เข้มแข็งในช่วงเวลาที่สำคัญ

“ไทยและไต้หวันมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อน ปัจจุบันประชาชนในสังคมไทยบางส่วนยังคงมีมุมมองที่ดูกลัวและเข้าใจผิดเกี่ยวกับประเด็นไต้หวัน หวังว่าท่านที่อยู่ที่นี่จะสามารถแสดงบทบาทในการกลับบ้านของไต้หวันอย่างหนักแน่น” นายจางกล่าวทิ้งท้าย
ด้าน นายพินิจ ร่วมกล่าวแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับงานแสดงแสงยานุภาพของประเทศจีนในวันที่ 3 ก.ย. 2568 ว่าความสำเร็จที่เหนือกว่ากำลังทหาร อาวุธ ในการเดินขบวน คือสุนทรพจน์ของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ว่า ‘การแสดงแสนยานุภาพในครั้งนี้ก็เพื่อไปสู่สันติภาพโลก ไม่ใช่เพื่อสู้รบกับใคร’ เหตุเพราะไม่มีผู้นำคนไหนกล้าพูดถึงสันติภาพโลกมาก่อน

นายพินิจกล่าวว่า การที่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิงให้ความสำคัญกับอาวุธเพื่อสันติภาพโลก การลดความขัดแย้ง ลดสงคราม ลดการต่อสู้ เน้นหลักสันติ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ถือเป็นโชคดีของคนจีน และเป็นโชคดีของโลก
นอกจากนี้ นายพินิจ กล่าวด้วยว่า สำหรับสมาคมจีนต่างๆ อยากให้มีความจริงใจต่อกัน อยากให้พยายามสร้างมิตร สมาชิกแนวร่วมในการสร้างความจริงใจนั้น

