จิตวิญญาณแห่งการบุกเบิก เขียนบทใหม่อนาคตสัมพันธ์‘จีน-ไทย’
ในการทูตระหว่างจีนกับประเทศเพื่อนบ้าน ความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างจีนและไทยยังคงสดใสอยู่เสมอ จีนและไทยได้สร้าง “อันดับแรก” มากมาย ซึ่งสะท้อนถึงมิตรภาพอันพิเศษที่ว่า “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” อย่างชัดเจน และแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ของทั้ง 2 ประเทศ ในการทำงานเพื่อการพัฒนาร่วมกัน นำมาซึ่งประโยชน์อันล้ำค่าของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ และเป็นแบบอย่างอันโดดเด่นของความร่วมมือระดับภูมิภาค
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี กำลังจะเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างเป็นทางการครั้งประวัติศาสตร์ การทบทวนเส้นทางอันรุ่งโรจน์แห่งความสัมพันธ์ไทย-จีน ซึ่งกล้าสร้างสรรค์ “อันดับแรก” ย่อมจะเป็นพลังสำคัญในการกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนของทั้ง 2 ประเทศมุ่งมั่นส่งเสริมมิตรภาพ และความร่วมมือเชิงปฏิบัติให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นต่อไป
1.ชี้นำเชิงยุทธศาสตร์ กำหนดหมุดหมายใหม่สำหรับความร่วมมือ
ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับจีน และเป็นประเทศแรกที่พัฒนาความสัมพันธ์หุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม การตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่มองไปข้างหน้าในการพัฒนาความสัมพันธ์หุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมนี้ ได้ยกระดับความสัมพันธ์จีน-ไทยขึ้นสู่ระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน และเป็นการวางรากฐานทางการเมืองที่แข็งแกร่งสำหรับความร่วมมือเชิงปฏิบัติในหลากหลายมิติ ภายใต้กรอบความร่วมมือนี้การเยือนระดับสูงระหว่างจีนและไทยมีขึ้นบ่อยครั้ง การสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์เป็นไปอย่างราบรื่น และความไว้วางใจซึ่งกันและกันทางการเมืองได้รับการเสริมสร้างอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยสร้างแรงผลักดันที่แข็งแกร่งให้กับสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค
ในปี พ.ศ.2565 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้เดินทางเยือนประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำเอเปคอย่างไม่เป็นทางการ และเยือนไทยครั้งประวัติศาสตร์ ได้บรรลุฉันทามติที่สำคัญกับฝ่ายไทยในการสร้างประชาคมจีน-ไทยสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนยิ่งขึ้น และผลักดันความสัมพันธ์ทวิภาคีสู่ยุคใหม่
2.ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการค้าแบบวิน-วิน สร้างเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการพัฒนาใหม่
ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในกลุ่มอาเซียนที่ดำเนินการตามข้อตกลงการค้าเสรีกับจีน ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2546 ภายใต้กรอบข้อตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างครอบคลุมระหว่างจีนและอาเซียน จีนและไทยได้ดำเนินการตามข้อตกลงปลอดภาษีศุลกากรสำหรับผักและผลไม้ 188 ชนิดก่อนกำหนด ซึ่งส่งเสริมการเปิดเสรี และการอำนวยความสะดวกด้านการค้าสินค้าเกษตรอย่างมาก ประเทศไทยมีผลไม้สดที่ได้รับการอนุมัติให้ส่งออกไปยังจีนมากที่สุด โดยมีผลไม้สด 23 ชนิดที่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกไปยังจีน ซึ่งมากเป็นอันดับที่ 1 ของโลก การนำเข้าสินค้าเกษตรจากไทยของจีน
มีมากที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยมีมูลค่าสูงถึง 11.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี พ.ศ.2567 ซึ่งสูงเป็นอันดับที่ 1 ในกลุ่มประเทศอาเซียน ประเทศไทยได้จัดตั้งบริษัททุนต่างชาติแห่งแรกในจีน ในปี พ.ศ.2522 เครือเจริญโภคภัณฑ์ของประเทศไทยได้ก่อตั้งบริษัททุนต่างชาติแห่งแรกในเขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้น โดยถือเอกสารอนุมัติ “ใบรับรองการลงทุนจากต่างประเทศเซินเจิ้น เลขที่ (1981) 0001”
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีกำลังการผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ของจีนในต่างประเทศสูงสุด ผู้ผลิตรถยนต์จีน 8 ราย รวมถึง SAIC และ BYD ได้ลงทุนและจัดตั้งโรงงานในประเทศไทย โดยมีกำลังการผลิตรถยนต์พลังงานใหม่เกือบ 600,000 คันต่อปี และเงินลงทุนรวมมากกว่า 20,000 ล้านหยวน ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศแรกในอาเซียนที่นำเทคโนโลยี 5G ของจีนมาใช้ในเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ
ในปี 2563 ผู้ให้บริการโทรคมนาคมของไทยได้เปิดให้บริการโทรศัพท์มือถือ 5G แก่สาธารณชน โดยมี Huawei, ZTE และบริษัทจีนอื่นๆ เป็นพันธมิตรหลัก จีนเป็นแหล่งนักท่องเที่ยวกลุ่มไมซ์ (Meetings, Incentives, Conference and Exhibitions) รายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ในปี 2567 มีนักท่องเที่ยวกลุ่มไมซ์ชาวจีนเดินทางมาเยือนประเทศไทย 250,000 คน คิดเป็น 34% ของนักท่องเที่ยวกลุ่มไมซ์ และอยู่ในอันดับที่หนึ่ง
3.การรักษาความมั่นคงและธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ และเสถียรภาพในภูมิภาค
ไทยเป็นประเทศแรกที่ดำเนินการฝึกซ้อมทางทหารร่วมกับกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศของจีน ทั้ง 2 ฝ่ายได้จัดการฝึกซ้อมร่วมกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศเป็นประจำ โดยการฝึกซ้อมร่วมของกองทัพบกในชื่อ “Strike” การฝึกซ้อมร่วมของกองทัพเรือในชื่อ “Blue Strike” และการฝึกซ้อมร่วมของกองทัพอากาศในชื่อ “Falcon Strike” นับตั้งแต่การฝึกซ้อมร่วมของกองทัพบกจีนและไทยในชื่อ “Strike” ในปี พ.ศ.2550 มีการฝึกซ้อมดังกล่าวแล้ว 7 ครั้ง
นอกจากนี้ไทยยังเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่มีเจ้าหน้าที่ประสานงานป้องปราบยาเสพติดจากจีนประจำการอยู่ ยังเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ได้ลงนามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับจีนอีกด้วย
4.นวัตกรรมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีนำเทรนด์การพัฒนาใหม่
ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในโลกที่ร่วมมือกับจีนในการสร้างกล้องโทรทรรศน์วิทยุ VGOS ในปี พ.ศ.2568 กล้องโทรทรรศน์วิทยุ (VGOS) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 13 เมตร ซึ่งจีนและไทยร่วมกันพัฒนาเข้าประจำการที่จังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่ได้รับอุปกรณ์ทดลองนิวเคลียร์ฟิวชั่น (โทคาแมก) ของจีน ในปี พ.ศ.2560 สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (CAS) ได้บริจาคอุปกรณ์โทคาแมกให้กับสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในประเทศไทย ซึ่งเป็นแห่งแรกในอาเซียน ประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่จัดแสดงตัวอย่างจากดวงจันทร์ในต่างประเทศ
และในปี พ.ศ.2567 ตัวอย่างอันล้ำค่าที่ยานสำรวจดวงจันทร์ฉางเอ๋อ-5 ของจีนนำกลับมาจากดวงจันทร์ได้นำมาจัดแสดงในประเทศไทย จีนจะเป็นประเทศแรกที่ส่งอุปกรณ์วิจัยทางวิทยาศาสตร์ของไทยขึ้นสู่อวกาศลึก และฉางเอ๋อ-7 ได้รับเลือกให้ติดตั้งอุปกรณ์ “Global Space Weather Monitoring” ที่พัฒนาโดยประเทศไทย ไทยยังเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ร่วมมือกับจีนในการวิจัยขั้วโลก และจัดตั้งห้องปฏิบัติการร่วมที่สถานีวิจัยแอนตาร์กติกของจีน นอกจากนี้ยังเป็นประเทศแรกในเอเชียที่เรือตัดน้ำแข็งวิจัยขั้วโลกของจีน เรือเสว่หลง 2 มาเยือน
5.สังคม วัฒนธรรมใกล้ชิดกัน และการสร้างเสริมรากฐานใหม่แห่งมิตรภาพ
ประเทศไทยเป็นประเทศที่จัดงานเฉลิมฉลอง “สุขสันต์ตรุษจีน” มานานที่สุด มีขนาดที่ใหญ่ที่สุด ในระดับสูงสุด และมีอิทธิพลอย่างกว้างขวางทั่วโลก “สุขสันต์ตรุษจีน” ซึ่งเป็นโครงการด้านวัฒนธรรมจีน-ไทย ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในประเทศไทยมาหลายปีแล้ว สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯเยือนเยาวราชเพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนกับประชาชนอย่างต่อเนื่องหลายปี ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ เป็นศูนย์วัฒนธรรมจีนแห่งแรกที่ก่อตั้งโดยรัฐบาลจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมจีนที่ใหญ่ที่สุดในโลก
จีนเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวในไทยมากที่สุด โดยมีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางมาเยือนประเทศไทยมากกว่า 10 ล้านคนในปี พ.ศ.2561 และ พ.ศ.2562 ประเทศไทยเป็นประเทศแรกนอกประเทศจีนที่อนุญาตให้มีการแพทย์แผนจีนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
6.หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งการศึกษา สืบสานคบเพลิงแห่งการบ่มเพาะบุคลากร
ประเทศไทยได้ก่อตั้งห้องเรียนขงจื่อแห่งแรกของโลก และจัดตั้งพันธมิตรพัฒนาสถาบันขงจื่อแห่งแรก ในปี พ.ศ.2549 โรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัยได้ก่อตั้งห้องเรียนขงจื่อขึ้นในประเทศไทย ปัจจุบัน ประเทศไทยมีสถาบันขงจื่อ 17 แห่ง และห้องเรียนขงจื่อ 11 แห่ง ร่วมกันก่อตั้งพันธมิตรพัฒนาสถาบันขงจื่อ (ห้องเรียน) แห่งประเทศไทย จีนและประเทศไทยได้ร่วมกันสร้างห้องปฏิบัติหลู่ปันแห่งแรกของโลก ซึ่งเป็นการบุกเบิกรูปแบบการบูรณาการการศึกษาแบบ “ภาษาจีน+ทักษะวิชาชีพ” ซึ่งจนถึงปัจจุบันได้ฝึกอบรมนักเรียนไทยไปแล้ว 1,804 คน
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ที่นำภาษาจีนเข้าสู่ระบบการศึกษาแห่งชาติ และมีนักเรียนที่สอบภาษาจีนมากที่สุดในโลก นับตั้งแต่นำภาษาจีนเข้ามาในหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศในปี พ.ศ.2535 ปัจจุบันมีโรงเรียนมากกว่า 3,000 แห่งในประเทศไทยที่เปิดสอนหลักสูตรภาษาจีน การแลกเปลี่ยนนักศึกษาระหว่างจีนและไทยอยู่ในระดับแนวหน้าของอาเซียนโดยมีนักศึกษาแลกเปลี่ยนมากกว่า 30,000 คนในแต่ละปี ประเทศไทยมีอาสาสมัครครูสอนภาษาจีนนานาชาติมากที่สุดในโลก โดยมีครูอาสาสมัครภาษาจีน 23 รุ่น กว่า 20,000 คน เคยสอนภาษาจีนในประเทศไทย นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีจำนวนผู้รับทุนการศึกษาภาษาจีนนานาชาติมากที่สุดในโลกอีกด้วย
สิ่งที่ผ่านมาเป็นเพียงบทนำ ทุกๆ “อันดับแรก” หรือ “ครั้งแรก” ล้วนเป็นเครื่องยืนยันถึงเส้นทางอันน่าชื่นชมของความสัมพันธ์จีน-ไทย จากความก้าวหน้าอย่างมั่นคงสู่การพัฒนาแบบก้าวกระโดด สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของผู้นำทั้ง 2 ประเทศ และมิตรภาพอันลึกซึ้งระหว่างประชาชน
ในฐานะพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่ร่วมมือกันสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน เราเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าความสำเร็จในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี แห่งประเทศไทย จะทำให้ความสัมพันธ์จีน-ไทย เปี่ยมไปด้วยพลัง และจะเป็นการสร้างอนาคตที่สดใสยิ่งขึ้นสำหรับประชาชนทั้ง 2 ประเทศ
จาง เจี้ยนเว่ย
เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย

