อุปทูตอู๋ชี้สัมพันธ์ไทย-จีน ‘win-win’ ตลอด 50 ปี พร้อมเสริมสัมพันธ์ไม่หวั่นอุปสรรค
เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ที่เพลนารีฮอลล์ 1 (Plenary Hall 1) ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เขตคลองเตย กรุงเทพฯ ในวาระของการครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน เครือมติชน จัดงาน Exclusive Dinner Talk 50 ปี ไทย-จีน The Golden Road : From Now to Eternity
หลังจากรับประทานอาหารค่ำ มีการแสดงหุ่นกระบอกหนุมานและหญิงแต่งเครื่องชุดประจำชาติจีนโดยคณะหุ่นละครเล็กโจหลุยส์ และเข้าสู่ช่วงปาฐกถาพิเศษและ Dinner Talk โดย นายอู๋ จื้ออู่ อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูต สาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย, นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานอาวุโสหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี และ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ร่วมขึ้นเวที
เมื่อเวลา 20.15 น. อุปทูตอู๋ เปิดเวทีปาฐกถาในเรื่องความร่วมมือไทย-จีน เพื่อก้าวสู่ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนในอนาคต โดยกล่าวว่า ตนรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญมากล่าวในวันนี้ ครั้งที่แล้วที่ผมได้ยืนและกล่าวบนเวทีนี้คือเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ตอนที่ทางสถานเอกอัครราชทูตจีนได้ร่วมจัดงานเฉลิมฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีนกับทางกระทรวงการต่างประเทศไทย

ในระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา ประเทศจีนและประเทศไทยต่างได้ร่วมมือกันจัดงานเฉลิมฉลอง ที่ปักกิ่งก็มีงานวันชาติที่จัดขึ้นร่วมกับทางสถานเอกอัครราชทูตไทย ในตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนกว่าที่ผ่านมา ตนได้มีโอกาสไปเข้าร่วมกิจกรรมงานต่างๆ รวมทั้งงานสัมมนาวิชาการที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงการมหกรรมที่จัดขึ้นโดยองค์กรต่างๆ รวมทั้งสภาวัฒนธรรมไทย-จีน สมาคมมิตรภาพไทย-จีนและเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) หอการค้าไทยและสภาอุตสาหกรรมไทย
อุปทูตอู๋กล่าวว่า ตนได้มีโอกาสติดตามกิจกรรมต่างๆ ของทางมติชนภายใต้หัวข้อ Golden Fest 2025 เทศกาลร้อยเรื่องราวไทย-จีน ร้อยเรื่องราวจีนและไทยอีกด้วย ขอชื่นชมว่างานนี้มีรูปแบบที่หลากหลาย มีเนื้อหาอุดมสมบูรณ์และให้ข้อคิดและความรู้กับพวกเราไม่น้อย กิจกรรมนี้ทำให้ตนเหมือนอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรแห่งมิตรภาพ ได้สัมผัสกับตัวเองและสมกับคำกล่าวที่ว่า จีนไทยใช่อื่นไกลพี่น้องกัน
พร้อมเสริมว่า ความสัมพันธ์ของเราก็เหมือนที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้กล่าวระหว่างการเยือนประเทศไทยเมื่อปี 2022 ว่า จีนและไทยนั้นเป็นเพื่อนบ้านที่ดี เป็นมิตรที่ดี เป็นญาติที่ดีและเป็นหุ้นส่วนที่ดี ความสัมพันธ์อันดีนี้มาจากความเคารพซึ่งกันและกัน และการพบหาด้วยความจริงใจของรัฐบาลและประชาชนของทั้งสองประเทศตลอดระยะ 50 ปีที่ผ่านมา

อุปทูตอู๋กล่าวอีกว่า ในห้าทศวรรษนี้ จีนและไทยได้ผ่านร้อนผ่านหนาว และผ่านการทดสอบของการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก เมื่อเราต้องเผชิญหน้ากับภัยพิบัติและความลำบาก ทุกครั้งเราใช้โอกาสนี้เพื่อกระชับความสัมพันธ์ ทำให้ต่างฝ่ายเห็นว่าเป็นเพื่อนมิตรที่แท้จริง
50 ปีมานี้ความสัมพันธ์ของเราก็ได้ยกระดับมาเรื่อยๆๆ เมื่อปี 2001 ทั้งสองประเทศได้ตกลงในการมีความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ และในปี 2012 จีนและไทยก็ได้สร้างความสัมพันธ์ความร่วมมือหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน และทุกครั้งระหว่างการเยือนของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำของทั้งสองชาติก็ได้มีความตกลงกันที่ร่วมกันสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันที่มั่นคง มั่นคั่งและยั่งยืนยิ่งขึ้น
พร้อมระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศได้รับการเอาใจใส่จากผู้นำสูงสุดของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระบรมวงศานุวงศ์ของประเทศไทย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงเสร็จสิ้นการเยิอนจีนครั้งที่ 56 ภายในปีนี้ทางจีนก็จะได้
รับเกียรติที่จะได้รับเสด็จการเยือนเชิงประวัติศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี และประชาชนจีนชาวจีนกำลังตั้งหน้าตั้งตารอรับการเสด็จของพระองค์ในครั้งนี้
อุปทูตอู๋เสริมว่า ภายในปีนี้ ผู้นำของประเทศจีนมีโอกาสมาเยือนไทยอีกครั้งในวาระที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมความร่วมมือด้านแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง (LMC) ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของจีนและไทยนั้นดีมาก ได้มีความร่วมมือที่เสมอภาคและมีผลประโยชน์รวมกันแบบ ‘win-win’ อย่างเรื่อยมา โครงสร้างในทางความสัมพันธ์นั้นดีมาก

บริษัทเจริญโภคภัณฑ์เป็นบริษัทต่างชาติแห่งแรกที่เข้าไปลงทุนในจีน หลังจากที่มีนโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศต่อโลกภายนอก นายธนินท์ เจียรวนนท์ได้ตัดสินใจที่จะเสริมสร้างความร่วมมือกับประเทศจีน ตั้งแต่เวลานั้นจนกระทั่งทุกวันนี้ ตอนที่เข้าไปที่จีนได้นำเอาเงินทุน เทคโนโลยีและรูปแบบการบริการทันสมัย
50 ปีผ่านไป ก็ได้เกิดผลตอบแทนเป็นการตัดสินใจที่แม่นยำ
ทุกวันนี้บริษัทจีนได้มาแสวงหาความร่วมมือกับไทย และมีความตั้งใจที่จะสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่เอื้ออำนวยผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะในด้านอุตสาหกรรม digital economy การพัฒนาสีเขียวและ energy บริษัทหัวเว่ยได้ร่วมกับบริษัทไทยและได้ทำให้ไทยสามารถเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ใช้ 5G ในการสื่อสาร มีหลายบริษัทมีกิจการที่ดีในนิคมอุตสาหกรรม มีการสร้างงานนับแสนให้กับชาวไทย และบริษัทเหล่านี้ก็ได้มี motto ของตนเองว่า ‘growing thailand contribute to Thailand’ หรือเติบโตในไทยก็ต้องสร้างประโยชน์ในไทยเช่นกัน
พร้อมกล่าวว่า นอกจากความร่วมมือด้านเศรษฐกิจแล้วในเวทีระกว่างประเทศ ประเทศของเราทั้งสองมีความร่วมมือที่ดีเยี่ยมเช่นเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายมีท่าทีที่เหมือนและใกล้เคียงกัน ต่างฝ่ายต่างมุ่งเน้นพัฒนาประเทศของเรา โดยไทยให้สนับสนุนข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางที่เสนอโดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ขณะที่จีนก็ให้การสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG ของไทย รวมทั้งกลไกความร่วมมือล้านช้าง-แม่น้ำโขง และมุ่งมั่นในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและมีผลลัพธ์ที่น่าจับตามอง
“50 ปี เป็นเพียงช่วงเวลาเดียวในประวัติศาสตร์ 50 ปีที่ผ่านมานั้นเป็นสิ่งที่พวกเราน่าภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ทุกอย่างก้าวของความสัมพันธ์ของเราทั้งสองมาจากความพยายามร่วมกันและความมุ่งมานะอย่างไม่ย้อทอของทั้งสองฝ่าย อดีต 50 ปีที่ผ่านไปกลายเป็นแรงให้เราทั้งสองจะมุ่งหน้าสมานใจกัน สานฝันประชาคมในอนาคต” อุปทูตอู๋กล่าว
“หนทางข้างหน้าไม่รู้ว่าจะมีอุปสรรคอีกเท่าไร แต่ที่แน่ชัดคือจีนกับไทยจะยังคงร่วมมือและเคียงบ่าเคียงไหลเพื่อมุ่งหน้าบนเส้นทางนี้อย่างไม่หยุดยั่ง และจากปัจจุบันจนชั่วกาลนาน” อุปทูตอู๋ย้ำ


