
ตลาดหุ้น ตลาดเงินทั่วโลกตั้งแต่สหรัฐอเมริกา เรื่อยมาจนถึงเอเชียและยุโรป ร่วงระนาวเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน สาเหตุหลักมาจากการที่นักลงทุนตื่นตกใจกับสถานการณ์ที่เป็นกระแสมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ถูกยืนยันด้วยคำประกาศของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เมื่อค่ำวันที่ 18 มิถุนายน ที่ประกาศเตรียมขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ รวมมูลค่าสินค้าทั้งหมด 200,000 ล้านดอลลาร์
ต่อด้วยการประกาศการตอบโต้ด้วยมาตรการเดียวกันที่เท่าเทียมทั้งในเชิง “คุณภาพ” และ “ปริมาณ” จากกระทรวงพาณิชย์จีน ในอีกไม่นานต่อมา
นั่นคือสิ่งที่ยืนยันว่า สหรัฐอเมริกากับจีน 2 ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก กำลัง “ทำสงครามการค้า” ซึ่งกันและกัน ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงสูงยิ่งที่จะลุกลามบานปลายกลายเป็นสงครามการค้าขนานใหญ่ที่สร้างความเสียหายใหญ่หลวงขึ้นมา
ทางการจีนกล่าวหาสหรัฐอเมริกาว่าเป็นผู้เริ่มสงครามครั้งนี้ก่อน เมื่อทรัมป์ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้ามูลค่า 50,000 ล้านดอลลาร์จากจีนเป็น 25 เปอร์เซ็นต์เมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา และประกาศใช้มาตรการเดียวกันขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐอเมริกา 25 เปอร์เซ็นต์ ต่อสินค้าอเมริกันรวมมูลค่า 50,000 ล้านดอลลาร์เช่นเดียวกัน
และประกาศล้มเลิกความตกลงอันเป็นผลจากการเจรจาการค้าระหว่างกัน ที่เริ่มต้นในเดือนมีนาคมรวม 3 รอบไปทั้งหมด
จีนกล่าวหาสหรัฐว่า เอาแต่เปลี่ยนใจไปมาอยู่ตลอดเวลา แล้วก็หันกลับมาริเริ่มสงครามการค้าในครั้งนี้
การแสดงออกของจีนล่าสุดนี้ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าจะยังคงรักษาแนวนโยบายการค้าและการพัฒนาอุตสาหกรรมของตนเอง โดยไม่ยอมก้มหัวให้กับแรงกดดันให้เปลี่ยนแปลงจากสหรัฐอเมริกา
สหรัฐกล่าวหาว่า จีนดำเนินการค้าไม่เป็นธรรม ทั้งในเรื่องของการอุดหนุนจากภาครัฐ, การละเมิดสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา ที่ทำให้สามารถพัฒนาสินค้าของตัวเองแบบ “เรียนลัด” ได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการใช้นโยบายของรัฐในการบีบบังคับให้บริษัทอเมริกันที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยี ให้ต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับจีนหากต้องการทำธุรกิจหรือร่วมลงทุนกับบริษัทจีน ฯลฯ
ปัญหาก็คือ ถ้าหากจีนไม่ตอบโต้การขึ้นภาษีของสหรัฐอเมริกาในทุกๆ ครั้ง รัฐบาลจีนก็จะถูกมองว่าอ่อนแอ เช่นเดียวกันกับที่ หากทรัมป์ ไม่ยกระดับการขึ้นภาษีเพื่อกดดันจีนให้สูงขึ้นไปอีกในทุกๆ ครั้งที่จีนตอบโต้มาแบบสมน้ำสมเนื้อกัน ก็จะถูกมองว่าอ่อนแอ
สงครามการค้าจึงลุกลามบานปลายได้ง่ายและหาจุดจบได้ยากมาก
2 ฝ่ายที่ทำสงครามการค้าซึ่งกันและกันก็ใช่ว่าจะอยู่ได้อย่างปกติสุขภายใต้กระบวนการตอบโต้ซึ่งกันและกันแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน เช่นนี้
ในกรณีของสหรัฐอเมริกา หากเกิดสงครามการค้าเต็มรูปแบบ ก็เลิกคิดถึงเรื่องภาวะสมดุลทางการค้าที่ถูกหยิบมาเป็นข้ออ้างในการริเริ่มมาตรการได้เลย เช่นเดียวกันกับเรื่องของการเพิ่มงาน เพิ่มการผลิตในประเทศ เพราะในทันทีทันใดที่มาตรการขึ้นภาษีมีผลบังคับใช้ บริษัทที่ขายสินค้าจากจีนอยู่ในสหรัฐอเมริกาก็จำเป็นต้องขึ้นราคาสินค้าตามภาษี ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่อย่าง วอลมาร์ท และร้านค้าประเภท ” 1 ดอลลาร์ทุกชิ้น” จะได้รับผลกระทบมากที่สุด
ยิ่งกระทบมาก โอกาสเสี่ยงขาดทุนก็มากขึ้น นั่นนอกจากจะหมายถึงราคาหุ้นของบริษัทในตลาดหุ้นร่วงแบบไร้อนาคตแล้ว ยังอาจหมายถึงการลอยแพคนงาน พนักงานตามมา
ในกรณีของจีนเองก็จะได้รับผลกระทบคล้ายคลึงกัน นั่นคือเหตุผลที่ว่า ทำไมตลาดหุ้นวอลสตรีทถึงปิดตลาดร่วงลงมาแบบน่าใจหาย ที่เคยขึ้นมาตลอดทั้งปีนี้หดหายไปจนหมด เช่นเดียวกับดัชนีตลาดหุ้นจีน ไม่ว่าจะเป็นเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิต หรือ เสิ่นเจิ้น คอมโพสิต ก็ร่วงลงหนักสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 20 เดือนเลยทีเดียว
ตลาดหุ้นอื่นๆ ก็ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ไปตามๆกัน เหตุผลก็คือ กระบวนการผลิตสินค้าในปัจจุบันนี้ ไม่ได้เบ็ดเสร็จภายในประเทศหนึ่งประเทศใดอีกต่อไปแล้ว สินค้าชิ้นหนึ่งซึ่งผลิตในจีน (และถูกขึ้นภาษี) อาจประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนที่นำเข้ามาจากอีก 10 ประเทศเป็นต้น
มีนักวิเคราะห์ประเมินเอาไว้ว่า เพียงแค่การตอบโต้นกันไปมาระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริการะลอกแรกชาติละ 50,000 ล้านดอลลาร์ หากเกิดขึ้นจริงๆ ก็จะทำให้ปริมาณการค้าของโลกได้รับผลกระทบลดลงมหาศาลคิดเป็นมูลค่ารวม 2 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว
และนั่นเป็นเพียงแค่เริ่มต้นเท่านั้นเอง!
