แม้ทางการสหรัฐอเมริกาจะพยายามออกมาปฏิเสธรายงานข่าวของ วอลสตรีท เจอร์นัล ที่อ้างคำบอกเล่าของ “เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว” หลายคนว่า รัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมประกาศแผนห้ามบริษัทจีนเข้ามาลงทุนในบริษัทด้านเทคโนโลยีของสหรัฐอเมริกา และห้ามไม่ให้ส่งออกเทคโนโลยีไปยังจีน
ด้วยการอ้างว่า แผนดังกล่าวไม่ได้จำเพาะเจาะจงไปที่จีนเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงทุกประเทศที่พยายามจะ “ขโมยเทคโนโลยี” ของสหรัฐอเมริกาก็ตาม
แต่ดูเหมือนว่าความพยายามดังกล่าวของนายสตีฟ มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐอเมริกา ยิ่งเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงของรายงานข่าวดังกล่าวไปในตัว เพราะทุกคนรู้ดีว่าสหรัฐอเมริกาโจมตีจีนเรื่องการ “โขมย” สิทธิทรัพย์สินทางปัญญา และการบังคับให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี ด้วยนโยบายของรัฐมาโดยตลอด
และพยายามทุกวิถีทางเพื่อ “เตะสกัด” ไม่ให้นโยบายอุตสาหกรรม “เมดอินไชนา 2025” ของจีนเกิดเป็นจริงขึ้นมา
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนประกาศความคิดริเริ่มดังกล่าวไว้เมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา สาระสำคัญก็คือการพลิกโฉมหน้าประเทศจีนจากสภาพเป็น “โรงงานผลิต” ของโลก ให้กลายเป็น “ผู้นำเทคโนโลยีของโลก” ให้ได้ใน 10 ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งรวมทั้ง เทคโนโลยีชีวะภาพ, หุ่นยนต์, อากาศยาน และ รถยนต์ที่ใช้พลังงานสะอาด ในปี 2025
ความตึงเครียดต่อการรุดหน้าทางด้านเทคโนโลยีของจีนเริ่มสะสมมาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา และในที่สุดก็กลายเป็นเหตุผลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการใช้มาตรการทางภาษีเล่นงานการค้าของจีน ซึ่งส่วนหนึ่งที่คิดเป็นมูลค่า 36,000 ล้านดอลลาร์จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 6 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ และยังมีอีก 200,000 ล้านดอลลาร์ ตามมาในภายหลัง
สงครามการค้า จึงเป็นส่วนหนึ่ง ที่สำคัญยิ่งในการดำเนินความพยายามรักษาศักยภาพในการครอบงำเทคโนโลยีของโลกของสหรัฐอเมริกา
พอล ทริโอโล นักวิชาการจากองค์กรวิชาการ ยูเรเซีย กรุ๊ป ในนิวยอร์ก ชี้ให้เห็นเช่นกันว่า การช่วงชิงกันครอบงำเทคโนโลยีจึงเป็น “ประเด็นปัญหาสำคัญ” จริงๆ ส่วนสงครามการค้าด้วยการขึ้นภาษีนำเข้านั้นเป็นเพียงแค่ “เครื่องมือ” อย่างหนึ่งเท่านั้น
แม็กซ์ เจ. เซงกลีน นักวิชาการของสถาบัน จีนศึกษา แมร์คาเตอร์ ในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี บอกว่า ถ้าหากจีนไม่ต้องการให้ปัญหาลุกลาม ก็อาจจำเป็นต้องปรับเปลี่ยน “โมเดล” การพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้อยู่
แต่ทั้ง ทริโอโล และ แซงกลีน เห็นตรงกันประการหนึ่งว่า ความพยายามของสหรัฐอเมริกาครั้งนี้ อาจชะลอการพัฒนาเทคโนโลยีของจีนลงได้ระยะหนึ่ง ในที่สุดช่องว่างทางเทคโนโลยีก็ต้องหดแคบลง
มีเหตุปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้นักวิชาการทั้งสองมองเห็นว่า อีกไม่ช้าไม่นาน จีน ก็จะก้าวทันสหรัฐอเมริกาในแง่ของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้ในที่สุด
แรกสุดก็คือ รัฐบาลจีนเองให้ความสำคัญกับเรื่องนี้สูงมาก ทุ่มเงินเพื่อการนี้ไปแล้วหลายหมื่นหลายแสนล้านดอลลาร์ เพื่อบรรลุเป้าหมายให้ได้
ตลาดภายในประเทศที่มีขนาดใหญ่โตมหาศาล ก็มีส่วนเอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยีของจีนสูงมาก ในขณะที่บริษัทเทคโนโลยีของจีนที่ดีและดำเนินงานได้ยอดเยี่ยมก็มีเป็นจำนวนไม่น้อย
สุดท้าย ระบบการศึกษาของจีนสามารถผลิตบัณฑิตด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรมออกมามากมายในแต่ละปี เทียบกับสหรัฐอเมริกาแล้วมากกว่าถึง 3 เท่าตัว
เช่นเดียวกัน นักวิชาการทั้งสองเห็นตรงกันว่าถึงที่สุดแล้ว เทคโนโลยี ไม่ใช่เรื่อง “ซีโร-ซัม เกม” เทคโนโลยีในอนาคตนั้นซับซ้อนมากเกินกว่าที่ใครจะครอบงำได้เพียงลำพัง หรือสามารถ “กินรวบ” ได้ตลอดไป
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ เทคโนโลยีที่ต้นทุนในการพัฒนาแพงระยับ อย่างการผลิต เซมิคอนดัคเตอร์ จีนก็ยังคงจำเป็นต้องพึ่งพาสหรัฐอเมริกา
ในขณะเดียวกันแม้แต่ในเวลานี้ ทุกคนก็ยอมรับกันแล้วว่า จีน เป็นผู้นำในเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคอนาคตอย่าง 5 จี เพราะทุกวันนี้ ไม่มีบริษัทอเมริกันรายใดสามารถผลิตและจัดหาอุปกรณ์สำหรับระบบ 5 จี ทั้งระบบได้เหมือนที่จีนทำได้
หนทางที่ดีที่สุดสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยี จึงเป็นเรื่องของการร่วมมือ แบ่งปัน และร่วมกันพัฒนา
น่าเสียดายที่ ณ เวลานี้ สหรัฐอเมริกา มองเทคโนโลยีว่าเป็น “ความมั่นคงของชาติ” ซึ่งไม่อาจแบ่งปันร่วมมือกับใครได้อีกแล้ว!

