หน้าแรก Uncategorized จากแคมเปญ &#8...

จากแคมเปญ ‘ข่มขืน=ประหาร’ สู่ ‘ฉีดพิษ’ นักโทษ

27.06.18 | 13:58 น.

ข่าวการประหารชีวิตนักโทษเด็ดขาด ของกรมราชทัณฑ์ ตามคำพิพากษาศาลด้วยการฉีดสารพิษ ซึ่งประเทศไทยเว้นวรรคโทษประหารชีวิตมาเป็นเวลาเกือบ 9 ปีแล้ว

ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางทั้ง”ใน-นอก”ประเทศ


ทั้ง”เห็นด้วย-คัดค้าน”โทษประหาร

ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลมารองรับสนับสนุนความเชื่อ

โดยอาจจะหลงลืมไปว่าปัญหา”อาชญากรรม”นั้นมีหลากหลาย

Advertisement

ทั้งแบบธรรมดาทั่วๆไปประเภท”ลัก-วิ่ง-ชิง-ปล้น”

และแบบอำมหิต-รุนแรงป่าเถื่อน

อีกทั้ง”อาชญากร”เองก็มีทั้งพวกที่ทำผิดเพราะอารมณ์ชั่ววูบ บันดาลโทสะ

และพวกที่ทำผิดเป็น”สันดาน”!

เพราะฉะนั้นบางคนยังอยู่ในวิสัยที่จะ”กลับตัว-กลับใจ”มาอยู่ในสังคมได้

แต่”บางกลุ่ม-บางพวก” ก็เกินเยียวยา ไม่ว่าสังคมจะให้โอกาสเพียงใด?

อาชญากรเหล่านั้นก็ไม่สามารถกลับมาสู่สังคมได้!

ด้วย”ระบบความคิด”ของเขาที่คิดแต่เพียงว่าสิ่งที่เขาทำนั้นถูกต้องแล้ว

ด้วยลักษณะเหตุการณ์ต่างๆที่มีความหลากหลายเหล่านี้

ประกอบกับที่ผ่านมาประเทศไทยมีการลงโทษประหารชีวิตน้อยมาก

ดังนั้นโทษประหารชีวิตน่าจะคงไว้ในประมวลกฎหมายอาญา

แต่ประเด็นที่น่าสนใจและน่าห่วงใยก่อนหน้านี้ก็คือ

มีกลุ่มสนับสนุนโทษประหาร บางกลุ่ม บางท่าน เรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายอาญาบางเรื่องบางประเด็น
อาทิ คดีข่มขืนให้มีอัตราโทษประหารสถานเดียว

พร้อมทั้งรณรงค์ด้วยแคมเปญ”ข่มขืน=ประหาร”!

ก่อนอื่นต้องพลิกกลับไปดูความผิดฐานข่มขืนสักนิด

หนึ่ง ความผิดฐานข่มขืนทั่วๆไป(มาตรา276 วรรค 1)และการชำเราเด็ก(แม้เด็กจะยอมตามมาตรา 277)
หลักๆ อัตราโทษสุงสุดจำคุกไม่เกิน 20 ปี

สอง หากการกระทำผิดตามข้อหนึ่ง มีเหตุฉกรรจ์

เช่น ใช้อาวุธ หรือโทรมหญิง หรือ อายุผู้ถูกกระทำเป็นเด็กมาก

ผู้กระทำต้องระวางโทษหนักขึ้น!

โดยโทษสูงสุดคือจำคุกตลอดชีวิต(มาตรา276วรรค3,มาตรา277วรรค3และ4)

สาม หาก”เหยื่อ”ได้รับอันตรายสาหัสหรือเสียชีวิต ผู้กระทำผิดต้องถุกระวางโทษหนักขึ้นอีก

โทษสูงสุดคือประหารชีวิต! (มาตรา277ทวิและตรี)

จะเห็นว่าความผิดฐานข่มขืน กฎหมายได้กำหนดอัตราโทษไว้ตามพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว

การจะไปแก้กฎหมายให้ความผิดนี้(ข่มขืน)ไม่ว่ากรณีใดๆคือ”ประหาร”

มันอาจไม่ใช่การแก้”ปัญหา”แต่อาจ”เร่งเร้า”ให้อาชญากรรมรุนแรงยิ่งขึ้น

อย่างที่ทราบกันว่าปัจจัยกระทำผิดของคนเรานั้นมีหลากหลาย

บางคนชอบกระทำผิดเป็นกมลสันดาน

บางคนทำผิดเพราะความเชื่อผิดๆ รู้เท่าไม่ถึงการณ์

บางคนอารมณ์ชั่ววูบ-บันดาลโทสะ

หรือบางคน”จิตวิปริต-วิตถาร”

ไอ้ประเภทหลังถือว่า”อันตราย”!

ไม่ว่าโทษจะเท่าไหร่พร้อมทำผิดเสมอ

ส่วนเหตุที่เห็นว่าโทษประหารอาจเป็นตัว”เร่งเร้า”ให้ปัญหาอาชญากรรมมีความรุนแรงมากขึ้นนั้น

ต้องไม่ลืมว่า”คดีข่มขืน”ลักษณะความผิด โดยทั่วๆไปจะกระทำกันในที่”ลับ”

และประจักษ์พยานอาจมีเพียงคนเดียว

คือ”ผู้เสียหาย”หรือ”เหยื่อ”นั่นเอง!

ดังนั้นถ้าโทษ”ข่มขืน=ประหาร”ก็เป็นไปได้ว่าผู้กระทำผิดเมื่อลงมือไปแล้ว

จะรู้สึกว่าถ้า”ถูกจับ”ได้ก็”ตาย”สถานเดียว

โอกาสที่”อาชญากร”จะฆ่าเหยื่อ”ปิดปาก”จึงมีสูงยิ่ง

การให้ศาลท่านได้ใช้ดุลพินิจลงโทษตามตัวบทกฎหมายที่มีอยู่ ก็เหมาะสมแล้วไม่ใช่หรือ?!