ข่าวการประหารชีวิตนักโทษเด็ดขาด ของกรมราชทัณฑ์ ตามคำพิพากษาศาลด้วยการฉีดสารพิษ ซึ่งประเทศไทยเว้นวรรคโทษประหารชีวิตมาเป็นเวลาเกือบ 9 ปีแล้ว
ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางทั้ง”ใน-นอก”ประเทศ
ทั้ง”เห็นด้วย-คัดค้าน”โทษประหาร
ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลมารองรับสนับสนุนความเชื่อ
โดยอาจจะหลงลืมไปว่าปัญหา”อาชญากรรม”นั้นมีหลากหลาย
ทั้งแบบธรรมดาทั่วๆไปประเภท”ลัก-วิ่ง-ชิง-ปล้น”
และแบบอำมหิต-รุนแรงป่าเถื่อน
อีกทั้ง”อาชญากร”เองก็มีทั้งพวกที่ทำผิดเพราะอารมณ์ชั่ววูบ บันดาลโทสะ
และพวกที่ทำผิดเป็น”สันดาน”!
เพราะฉะนั้นบางคนยังอยู่ในวิสัยที่จะ”กลับตัว-กลับใจ”มาอยู่ในสังคมได้
แต่”บางกลุ่ม-บางพวก” ก็เกินเยียวยา ไม่ว่าสังคมจะให้โอกาสเพียงใด?
อาชญากรเหล่านั้นก็ไม่สามารถกลับมาสู่สังคมได้!
ด้วย”ระบบความคิด”ของเขาที่คิดแต่เพียงว่าสิ่งที่เขาทำนั้นถูกต้องแล้ว
ด้วยลักษณะเหตุการณ์ต่างๆที่มีความหลากหลายเหล่านี้
ประกอบกับที่ผ่านมาประเทศไทยมีการลงโทษประหารชีวิตน้อยมาก
ดังนั้นโทษประหารชีวิตน่าจะคงไว้ในประมวลกฎหมายอาญา
แต่ประเด็นที่น่าสนใจและน่าห่วงใยก่อนหน้านี้ก็คือ
มีกลุ่มสนับสนุนโทษประหาร บางกลุ่ม บางท่าน เรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายอาญาบางเรื่องบางประเด็น
อาทิ คดีข่มขืนให้มีอัตราโทษประหารสถานเดียว
พร้อมทั้งรณรงค์ด้วยแคมเปญ”ข่มขืน=ประหาร”!
ก่อนอื่นต้องพลิกกลับไปดูความผิดฐานข่มขืนสักนิด
หนึ่ง ความผิดฐานข่มขืนทั่วๆไป(มาตรา276 วรรค 1)และการชำเราเด็ก(แม้เด็กจะยอมตามมาตรา 277)
หลักๆ อัตราโทษสุงสุดจำคุกไม่เกิน 20 ปี
สอง หากการกระทำผิดตามข้อหนึ่ง มีเหตุฉกรรจ์
เช่น ใช้อาวุธ หรือโทรมหญิง หรือ อายุผู้ถูกกระทำเป็นเด็กมาก
ผู้กระทำต้องระวางโทษหนักขึ้น!
โดยโทษสูงสุดคือจำคุกตลอดชีวิต(มาตรา276วรรค3,มาตรา277วรรค3และ4)
สาม หาก”เหยื่อ”ได้รับอันตรายสาหัสหรือเสียชีวิต ผู้กระทำผิดต้องถุกระวางโทษหนักขึ้นอีก
โทษสูงสุดคือประหารชีวิต! (มาตรา277ทวิและตรี)
จะเห็นว่าความผิดฐานข่มขืน กฎหมายได้กำหนดอัตราโทษไว้ตามพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว
การจะไปแก้กฎหมายให้ความผิดนี้(ข่มขืน)ไม่ว่ากรณีใดๆคือ”ประหาร”
มันอาจไม่ใช่การแก้”ปัญหา”แต่อาจ”เร่งเร้า”ให้อาชญากรรมรุนแรงยิ่งขึ้น
อย่างที่ทราบกันว่าปัจจัยกระทำผิดของคนเรานั้นมีหลากหลาย
บางคนชอบกระทำผิดเป็นกมลสันดาน
บางคนทำผิดเพราะความเชื่อผิดๆ รู้เท่าไม่ถึงการณ์
บางคนอารมณ์ชั่ววูบ-บันดาลโทสะ
หรือบางคน”จิตวิปริต-วิตถาร”
ไอ้ประเภทหลังถือว่า”อันตราย”!
ไม่ว่าโทษจะเท่าไหร่พร้อมทำผิดเสมอ
ส่วนเหตุที่เห็นว่าโทษประหารอาจเป็นตัว”เร่งเร้า”ให้ปัญหาอาชญากรรมมีความรุนแรงมากขึ้นนั้น
ต้องไม่ลืมว่า”คดีข่มขืน”ลักษณะความผิด โดยทั่วๆไปจะกระทำกันในที่”ลับ”
และประจักษ์พยานอาจมีเพียงคนเดียว
คือ”ผู้เสียหาย”หรือ”เหยื่อ”นั่นเอง!
ดังนั้นถ้าโทษ”ข่มขืน=ประหาร”ก็เป็นไปได้ว่าผู้กระทำผิดเมื่อลงมือไปแล้ว
จะรู้สึกว่าถ้า”ถูกจับ”ได้ก็”ตาย”สถานเดียว
โอกาสที่”อาชญากร”จะฆ่าเหยื่อ”ปิดปาก”จึงมีสูงยิ่ง
การให้ศาลท่านได้ใช้ดุลพินิจลงโทษตามตัวบทกฎหมายที่มีอยู่ ก็เหมาะสมแล้วไม่ใช่หรือ?!

