ไม่ว่าจะเป็นแถลงอันมาจาก “พรรคเพื่อไทย” ไม่ว่าจะเป็นแถลงอันมาจาก “พรรคประชาธิปัตย์” ต่อการไม่ยอมรับต่อ “ร่าง” รัฐธรรมนูญ
อาจเอ่ยถึงลักษณะอันเป็น “อ-ประชาธิปไตย” ของ “ร่าง”
อาจเอ่ยถึงลักษณะอันสะท้อนเจตนาของ “การสืบทอด” อำนาจในห้วงแห่ง “ระยะเปลี่ยนผ่าน” อย่างน้อยเป็นเวลา 5 ปี
อาจเอ่ยถึงแนวโน้มที่จะทำให้ “พรรคการเมือง” ใหญ่กลายเป็นพรรคการเมือง “เล็ก”
แต่หากฟังดีๆ จากแถลงอย่างเป็นทางการจาก “พรรคเพื่อไทย” แถลงอย่างเป็นทางการจาก “พรรคประชาธิปัตย์” ก็จะประจักษ์
ว่าไม่ยอมรับ “ร่าง” และ “คำถามพ่วง”
แต่ไม่มีแม้แต่ถ้อยคำหรือประโยคใดที่บ่งบอกว่า พรรคเพื่อไทย หรือ พรรคประชาธิปัตย์ ปฏิเสธในเรื่อง “การเลือกตั้ง”
เพียงแต่ตั้ง “ข้อสังเกต” ว่าเป็นกติกาอันไม่เป็น “ประชาธิปไตย”
หากจะมีก็เป็นในเรื่องของตัวบุคคล มิได้ออกมาจากปากของหัวหน้าพรรค มิได้ออกมาจากปากของเลขาธิการพรรค
ท่าทีเช่นนี้ “แฟนานุแฟน” ของแต่ละพรรคการเมืองเห็นเด่นชัด
กล่าวสำหรับ ท่าทีและการเคลื่อนไหวโดยองค์รวมของพรรคการเมืองและนักการเมือง ต่อ “ร่าง” รัฐธรรมนูญกับต่อ “การเลือกตั้ง” มีความแตกต่าง
ต่อ “ร่าง” รัฐธรรมนูญ วิพากษ์วิจารณ์เต็มที่
เมื่อนักการเมืองและพรรคการเมืองไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้ทำหน้าที่ “ร่าง” รัฐธรรมนูญ จึงสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ
เปิด “โฉมหน้า” ของบรรดา “ผู้ร่าง” ออกมาอย่างล่อนจ้อน
ไม่ว่าไส้กี่ขดต่อกี่ขดของ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ของ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ หรือแม้กระทั่ง นายวิษณุ เครืองาม ก็ไม่มีเหลือ
เพราะรู้เช่น เห็นชาติ มาอย่างดี
ประชาชนจึงมองเห็นอย่างเด่นชัดถึงใจกลางแห่งความต้องการของ “ผู้ร่าง” เปรียบเทียบกับใจกลางของ พรรคการเมือง นักการเมือง ซึ่งจะต้องปฏิบัติ
ฝ่าย 1 ต้องการคุม ฝ่าย 1 ต้องการช่องโหว่
กระนั้น เมื่อร่างรัฐธรรมนูญผ่านการประกาศและบังคับใช้ ไม่ว่าฉบับฟันปลอมเมื่อ พ.ศ.2521 ไม่ว่าฉบับสืบทอดอำนาจ รสช.เมื่อ พ.ศ.2534 พรรคการเมืองและนักการเมืองต่างเดินหน้าเข้าสู่สมรภูมิแห่งการเลือกตั้งอย่างเต็มที่
เพราะ “การเลือกตั้ง” เป็นเวทีเป็น “สนามรบ” ของนักการเมือง
พลันที่ร่างรัฐธรรมนูญได้รับประกาศและเปิดตัวออกมาไม่ว่าเมื่อวันที่ 29 มกราคม ไม่ว่าเมื่อวันที่ 29 มีนาคม และเข้าสู่การทำประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม
นี่คือ เวที “จำลอง” ของ “การเลือกตั้ง”
เวทีแห่ง “ประชามติ” แม้จะไม่ได้เป็นกระสวนเดียวกับเวทีแห่ง “การเลือกตั้ง” แต่ก็แทบจะไม่แตกต่างกันในเชิงรูปแบบและเนื้อหา
นั่นก็คือ เป็น “โอกาส” เป็น “ทางเลือก” ของประชาชน
ไม่ว่า นายมีชัย ฤชุพันธุ์ จะทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญมาแล้วกี่ครั้ง กี่ฉบับ แต่กระบวนการประชามติกระบวนการของการเลือกตั้ง มิได้เป็นความจัดเจนของ นายมีชัย ฤชุพันธุ์
ตรงกันข้าม เป็นความจัดเจนของพรรคการเมือง เป็นความจัดเจนของนักการเมือง
ขอให้จับตาดูท่วงทำนองของพรรคเพื่อไทย ขอให้จับตาดูท่วงทำนองของพรรคประชาธิปัตย์ ขอให้จับตาดูท่วงทำนองของพรรคชาติไทยพัฒนา
เพราะเท่ากับ “ลูกบอล” มาอยู่ใน “ตีน” ของพวกเขาแล้ว
ไม่ว่าจะมีน้ำเสียงจาก มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นอย่างไร ไม่ว่าจะมีน้ำเสียงจาก นายวิษณุ เครืองาม เป็นอย่างไร แต่ก็ต้องยอมรับว่า จังหวะก้าวและท่วงทำนองของพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าควรมองข้าม จังหวะก้าวและท่วงทำนองของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ควรมองข้าม
ยิ่งประสานเข้ากับพรรคชาติไทยพัฒนา ยิ่งต้องไม่กะพริบตา
จากวันที่ 29 มีนาคมไปยังวันที่ 7 สิงหาคม จึงเป็น 4 เดือน 7 วันอันมากด้วยความระทึกในดวงใจอย่างสูง
ไม่เว้นแม้กระทั่งความระทึกจากพรรคเพื่อไทย ไม้เว้นแม้กระทั่งความระทึกจากพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เว้นแม้กระทั่งความระทึกจากพรรคชาติไทยพัฒนา
และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความระทึกจาก นายมีชัย ฤชุพันธุ์

