สัปดาห์ก่อนได้รับจดหมายจาก “ผู้อ่านประจำ” ทักท้วงเรื่องสำคัญ
เรื่องปีที่สถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ท่านผู้อ่านบอกว่า ปีที่สถาปนาจุฬาฯ นั้นคือปี พ.ศ.2459 ไม่ใช่ปี พ.ศ.2460
อ้าว แล้วทำไมจึงไม่ฉลองครบ 100 ปีใน พ.ศ.นี้ล่ะ
ทำไมไปฉลองก้าวสู่ปีที่ 100 ใน พ.ศ.2560 ?
คำตอบคือ ในปี พ.ศ.2459 นั้น วันขึ้นปีใหม่ไทยไม่ใช่วันที่ 1 มกราคมเหมือนเช่นทุกวันนี้
จากคำเตือนสติ ฉุกให้ย้อนกลับไปค้นที่มา “ปีใหม่” ของประเทศไทย
ค้นหาอยู่สักพักทางออนไลน์ พบคลิ๊กที่นำไปสู่คำตอบ
คลิ๊กเข้าไปที่ Culture.go.th แล้วก็พบประวัติวันปีใหม่ของไทย
ข้อมูลระบุว่า ปีใหม่ไทยแรกเริ่มเดิมที ถือเอาวันแรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย เป็นวันขึ้นปีใหม่…สอดรับกับคติความเชื่อทางพุทธศาสนา
เพราะถือเอาฤดูหนาวเป็นจุดเริ่มต้นปี
ฤดูหนาวที่มาหลังฤดูฝน ฤดูฝนที่มาหลังฤดูร้อน
ฤดูร้อนนั้นโบราณเปรียบเสมือนเวลากลาววัน ส่วนฤดูฝนเสมือนเวลากลางคืน
ขณะที่ฤดูหนาวที่มาถึงหลังฤดูฝนเปรียบเหมือนเวลาเช้า
แรม 1 ค่ำของเดือนอ้ายจึงเป็นวันขึ้นปีใหม่ในตอนนั้น
พอกาลเวลาผ่านเลยไปถึงสมัยรัชกาลที่ 5 สยามประเทศจำเป็นต้องติดต่อกับฝรั่งมากขึ้น
หากจำกันได้ สมัยรัชกาลที่ 4 ฝรั่งตะวันตกแผ่อิทธิพลจะยึดดินแดนโลกตะวันออก
ประเทศเล็กอย่างสยามจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อไม่ให้มีเงื่อนไขเปิดทางให้ฝรั่งยึด
รัชกาลที่ 4 ทรงศึกษาจนแตกฉานวิชาชั้นสูงอย่างดาราศาสตร์ พระองค์ทรงปฏิบัติจนฝรั่งยอมรับ
พอมาถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ฝรั่งยังคงรุกคืบหน้าในการแสวงหาประโยชน์จากดินแดนย่านนี้
การเปลี่ยนแปลงตัวเองจึงดำเนินต่อไป หลายอย่างต้องปรับให้เข้ากับต่างชาติ
วันขึ้นปีใหม่ในยามนั้นก็เช่นกัน…ต้องเปลี่ยนแปลง
สยามประเทศจึงประกาศใช้วันทางสุริยคติตามแบบสากล
ถือเอาวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2432 เป็นวันขึ้นปีใหม่
ตอนนั้นจึงถือว่าเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม ยังคงเป็นปีเก่า หรือเป็นปลายปี
พอถึงวันที่ 1 เมษายนก็แฮปปี้นิวเยียร์…
ต่อมา จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เห็นว่าวันเวลาดังกล่าวไม่เหมาะสมกับสากลอีก
เพราะโลกเขาใช้วันที่ 1 มกราคมเป็นวันขึ้นปีใหม่
ดังนั้น เมื่อไทยยอมรับปฏิทินสุริยคติ ไทยก็น่าจะเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ให้เข้ากับโลก
นับแต่ปี พ.ศ.2484 เป็นต้นมา ไทยจึงกำหนดให้วันที่ 1 มกราคมเป็นวันขึ้นปีใหม่
เดือนธันวาคมจึงกลายเป็นเดือนสุดท้ายของปี
จากข้อมูลดังกล่าว เมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
พบวันที่ 26 มีนาคม ในปีที่วันสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ในปลายปี พ.ศ.2459
ในปี พ.ศ.2459 นั้น ต้องให้วันเวลาเคลื่อนถึงวันที่ 1 เมษายนก่อน
พ.ศ.จึงจะเปลี่ยนเป็น 2460
โป๊ะเชะ !
สำหรับวันสงกรานต์มาเป็นปีใหม่ไทยตอนไหนคงต้องสอบถามผู้รู้ เพราะยังไม่มีใครเล่าที่มาที่ไปให้ฟัง
รู้แต่เพียงมีไลน์ส่งสารอวยพร “ปีใหม่ไทย” กันยกใหญ่
แต่ไม่ว่าสงกรานต์จะเป็นปีใหม่ไทยหรือไม่ใช่ หากคิดว่าจะใช้โอกาสนี้ทำสิ่งดีๆ ก็เริ่มเลย
ไหนๆ เทศกาลสงกรานต์ก็หยุดยาว ถือโอกาสนี้ปัดกวาดบ้านเรือนให้สะอาด
หาเวลาไปทำบุญตักบาตร
ใครอยู่ใกล้ผู้ใหญ่ก็ไปกราบท่าน ถ้าอยู่ไกลส่งใจส่งข่าวไปให้ด้วยความระลึกถึง
ขณะที่พี่น้องญาติสนิท หากจะพบปะพูดคุยก็ดีไม่น้อย แค่นัดแนะกินอาหาร สานความผูกพัน เท่านี้ก็เพียงพอ
สำหรับตัวเองคงไม่มีอะไรดีเท่าการทบทวนตัวเอง
ทบทวนเรื่องราวที่กาย วาจา ใจ เคยทำ เคยพูด เคยคิดไปเมื่อวันก่อนๆ
ทบทวนว่า สิ่งที่ทำ พูด และคิดนั้น เป็นกุศลหรืออกุศล
ถ้ายึดแนวทางที่ถูกศีลธรรม ทุกการกระทำที่ผ่านมาย่อมปลอดโปร่งโล่งสบาย
แต่หากเกิดความผิดพลาด ทำให้ชีวิตที่ผ่านมาหลงเข้าไปเดินบนเส้นทางที่มิชอบ
กายประพฤติผิด จิตเคียดแค้น วจีอำมหิต เชือดเฉือน กระทั่งรู้สึกหม่นหมอง ชีวิตไร้ความสุข
เป็นเช่นนี้แนะนำให้ถือโอกาสวันสงกราต์ ปรับเปลี่ยนตัวเองใหม่
เปลี่ยนตัวเองจากคนที่ยืนในมุมมืด ให้ออกมาแสดงตัวตนในที่สว่าง
กลับตัวกลับใจไปประพฤติให้ถูกต้องตามศีลธรรม
เมื่อกายประพฤติบริสุทธิ์ จิตใจผ่องแผ้ว…เราก็เปี่ยมสุข
สงกรานต์นี้ขออวยพรให้ทุกท่านใช้เวลาวันหยุดให้คุ้มค่า
ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ทำด้วยหัวใจอันเบิกบาน
ทำแล้วถอยห่างจากทุกข์…ไปยืนอยู่ตรงจุดที่มีความสุขตลอดไป

