หน้าแรก Uncategorized เด็กและอารมณ์...

เด็กและอารมณ์แบบเด็กๆ

17.04.16 | 14:47 น.

โดยอาชีพจิตแพทย์ของตัวเองจะไม่ค่อยได้พบผู้ป่วยวัยเด็กหรือวัยรุ่นเท่าไรเนื่องจากจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นจะดูแลได้ถนัดกว่าค่ะ แต่วัยรุ่นบางคนที่มีปัญหาแบบผู้ใหญ่หน่อยหรือจำเป็นต้องกินยาก็ได้เจอกันอยู่บ้างประปราย ปัญหาแบบผู้ใหญ่ที่ว่าคือเรื่องความรักนี่ล่ะค่ะ จากมุมมองของผู้ใหญ่ ความรักของเด็กและวัยรุ่นอาจจะดูเป็นเรื่องฉาบฉวยหรือใช้อารมณ์มากกว่าจะใช้เหตุผล แต่ความรักของผู้ใหญ่เองก็ใช่ว่าจะใช้อารมณ์น้อยนะคะ ในทางกลับกันความรักของเด็กๆ เองก็อาจจะจริงจังอย่างน้อยก็ในความรู้สึกของเด็กล่ะค่ะ ถ้าคุยกับเขาด้วยทัศนคติที่ว่าความรักของเด็กเป็นเรื่องไม่มีสาระ เด็กก็จะไม่ยอมคุยด้วยนะคะ

วัยรุ่นสาวคนหนึ่งถูกแฟนบังคับให้มาพบจิตแพทย์เนื่องจากเธอขู่จะฆ่าตัวตายถ้าแฟนบอกเลิกค่ะ ความที่เธอเป็นคนอารมณ์รุนแรง เวลาไม่พอใจก็จะต่อว่าอีกฝ่ายและทำร้ายตัวเองด้วยการชกกำแพงบ้าง ใช้มีดโกนกรีดร่างกายบ้าง จนล่าสุดแฟนคิดว่าคบกันต่อไปก็คงทุกข์ใจทั้งคู่จึงขอเลิก เธอจึงทั้งโกรธและเสียใจจนขู่ว่าถ้าเลิกกันเธอก็จะไม่เหลือใครอีกแล้ว ดังนั้น ตายดีกว่า

“คุณบอกว่าไม่เหลือใครอีกแล้วแต่หมอเข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่และเพื่อนคุณยังอยู่ครบ”

เธอขมวดคิ้วเหมือนอยากบอกว่าหมอไม่เข้าใจแต่ก็ใจเย็นพอที่จะอธิบายต่อค่ะ

“มันไม่เหมือนกันนะหมอ เราทุ่มให้คนนี้ไปหมด เสียเวลาคบมาตั้งหลายปีคิดว่าเขานี่แหละรู้ใจเราที่สุด ถ้าจะให้เริ่มใหม่ตอนนี้มันก็เหมือนที่ผ่านมาเสียเวลาเปล่าแล้วก็คงหาคนแบบเขาไม่ได้แล้วด้วย คบมากี่คนก็ไม่เคยมีใครดีเหมือนคนนี้”

Advertisement

“ฟังดูคุณกังวลมาก เวลาไม่สบายใจคุณมีใครพอจะเป็นที่ปรึกษาได้ไหมคะ”

“ก็มีเพื่อนบ้าง”

“โชคดีที่มีเพื่อนดีนะคะ เวลาที่เครียดที่สุดเพื่อนก็ไม่ทิ้งคุณ แต่แฟนทิ้งคุณไปแล้ว”

เธอเหมือนจะยิ้มได้นิดหนึ่งค่ะ อารมณ์เสียใจและน้อยใจเมื่อครู่ค่อยคลายลงและเริ่มคิดได้นิดหน่อยว่าชีวิตไม่ได้แย่อย่างที่คิดไว้ตอนแรกเพราะอย่างน้อยเพื่อนก็ยังอยู่ เพื่อนยังให้กำลังใจ ความผิดหวังเรื่องแฟนยังไม่ได้รับการแก้ไขหรอกค่ะ เลิกกันยังไงก็ต้องเศร้าแต่คนเศร้าก็ใช่ว่าจะอยู่คนเดียวในโลก

สติดูจะเป็นคำสำคัญของคนที่มีปัญหาชีวิตและยังจมอยู่ในอารมณ์ของตัวเองค่ะ เด็กอาจจะจัดการอารมณ์ของตัวเองได้ไม่ดีเท่าผู้ใหญ่เพราะประสบการณ์หลายอย่างเป็นเรื่องแปลกใหม่ไม่เคยพบเจอมาก่อน การ์ตูนเรื่องหนึ่งที่ดูสมจริงเสียจนชวนให้เราย้อนวัยไปตอนประถมที่วิจารณญาณยังไม่เข้มแข็งนัก สายตากับปากของคนอื่นมีอิทธิพลต่ออารมณ์ของเรามากกว่าเหตุและผลของตัวเอง มันสมจริงมากค่ะ

“Juuni-sai” หรือ “อายุ 12 ปี” คือเรื่องที่กล่าวถึงเด็กสาว ป.6 “ฮานาบิ” ที่กำลังจะพ้นวัยเด็กและก้าวสู่วัยรุ่น การ์ตูนเรื่องนี้ถูกสร้างเป็นแอนิเมชั่นในฤดูใบไม้ผลิ 2016 และเพิ่งฉายไปได้ 2 ตอนเท่านั้น ในเรื่องมุ่งไปที่ความทุกข์ของเหล่าเด็ก ป.6 ที่เราหลงลืมไปแล้ว ตั้งแต่ประจำเดือนครั้งแรกที่แม้จะเป็นเรื่องปกติแต่ก็อายเกินกว่าที่จะบอกพ่อได้ ซื้อผ้าอนามัยก็ยังอายและตื่นเต้น กระทั่งถูกเด็กผู้ชายในห้องเปิดกระโปรงก็แทบจะทำให้ความมั่นใจในตัวเองเสียไปหมด

มีตอนหนึ่งครูเห็นว่านักเรียนชายและหญิงในห้องไม่ถูกกัน คุณครูจึงให้สอบเป่าขลุ่ยโดยจับคู่ชายกับหญิง เด็กผู้หญิงคนหนึ่งไม่พอใจที่ฮานาบิได้จับคู่กับหนุ่มหล่อที่สุดในห้อง เธอจึงบังคับให้เพื่อนผู้หญิงทุกคนไม่ซ้อมเป่าขลุ่ยกับผู้ชาย สุดท้ายฮานาบิกับเพื่อนรูปหล่อไม่เชื่อฟังและเป่าคู่ออกมาได้อย่างไพเราะ ทั้งที่ฮานาบิมั่นใจและเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมแต่เพื่อนตัวแสบที่คอยเสี้ยมก็กล่าวหาว่าฮานาบิเป็นคนทรยศ เรื่องนี้ทำให้เธอวิตกจริตอย่างมากเลยค่ะ

ตอนนั่งดูก็คิดในใจว่า “มันเด็กชัดๆ” แต่เด็ก ป.6 ตัวจริงจะไม่ดูเรื่องนี้เพราะปัญหาในชีวิตจริงไม่มีทางแก้ได้ด้วยวิธีโลกสวยแบบการ์ตูนแน่ คนที่ดูแล้วได้ประโยชน์จริงๆ น่าจะเป็นวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ที่หลงลืมไปว่าเรามีช่วงชีวิตที่ใช้อารมณ์แก้ปัญหามากกว่าเหตุผลเหมือนเด็ก ป.6 ไม่มีผิด อารมณ์ยังมีผลต่อชีวิตอีกหลายอย่างที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกี่ยวข้องกันอย่างการกินด้วยนะคะ และการกินอย่างมีสติจะช่วยให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้นได้

การศึกษาหนึ่งในรัฐจอร์เจียรวบรวมเด็กวัยรุ่นที่น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์อ้วนมา 40 คนเพื่อแบ่งกลุ่มให้ทำกิจกรรมการกินอย่างมีสติและระลึกรู้ คาดหวังว่าวัยรุ่นที่มีสติจะเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพและสำคัญที่สุดคือ “กินเมื่อหิว” เท่านั้น เป็นเรื่องธรรมดาที่ตอนหิวเราก็ต้องกินแต่วัยรุ่นอ้วนหลายคนกินแม้จะไม่หิวก็ตาม เช่น เครียดก็กิน เบื่อก็กิน ดูโทรทัศน์ว่างๆ ก็กิน ถ้าเราขาดสติและปล่อยให้อารมณ์มาเป็นตัวตัดสินว่าควรกิน น้ำหนักก็จะขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ เขาให้เด็ก ม.3 เข้าร่วมห้องเรียนเพื่อพัฒนาสติสัปดาห์ละ 50 นาทีเป็นเวลา 12 สัปดาห์ กิจกรรมมีการสอนเทคนิคเจริญสติมากมาย เช่น กำหนดลมหายใจ เพ่งสมาธิที่ร่างกาย รับรู้รสชาติของอาหารที่กินเข้าไป รับรู้ถึงความรู้สึกอิ่ม อธิบายอารมณ์ที่กระตุ้นให้เกิดการกินมากเกินพอดี หรือกระทั่งการนับก้าวเดิน ผลพบว่ากลุ่มที่ร่วมกิจกรรมจะออกกำลังกายมากขึ้น มีแนวโน้มน้ำหนักตัวลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้เข้าร่วมซึ่งมีแนวโน้มน้ำหนักเพิ่มขึ้น

การกินอาจเทียบได้กับการตอบสนองต่ออารมณ์ของตัวเองด้วยพฤติกรรมต่างๆ ที่ทำให้ตัวเองเจ็บ ถ้าเรามีสติและรับรู้ว่าการกระทำทุกอย่างมีเหตุผลของมันเองซึ่งผ่านการคิดอย่างรอบคอบแล้ว เราก็จะไม่เป็นเด็ก ป.6 ที่อารมณ์หวั่นไหวง่ายค่ะ