จะนึกภาพการเดินทางจากยุโรปไปอเมริกาของแม็กซ์ ไม่ต้องออกแรงให้เหนื่อย แค่ดูหนัง “ไททานิก” แล้วลบๆ ความอลังการออกมากๆ หน่อย ก็จะพอวาดภาพเรือ S.S. Moltke III ที่แม็กซ์กับครอบครัวอาศัยลี้ภัยไปสู่ดินแดนแห่งอิสรภาพ
สิบกว่าปีแรกของศตวรรษที่ 20 มีเรือเดินทางระหว่างยุโรปกับสหรัฐเป็นจำนวนไม่น้อย เพราะยังไม่มีเครื่องบินโดยสารให้นั่ง เรือจึงเป็นทางเดียวที่สะดวกและปลอดภัยที่สุด
สะดวกจริงๆ ก็สำหรับคนมั่งมี แต่ผู้โดยสารชั้น “ปลากระป๋อง” หรือ steerage class มีสภาพเลวกว่าหมูที่กำลังถูกขนเข้าโรงงานฆ่าสัตว์ เพราะต้องเบียดกันแน่นขนัด จำนวนไม่น้อยเป็นคนหนุ่มสาวที่ต้องการไปทำมาหากินในแผ่นดินใหม่ แต่ส่วนใหญ่เป็นครอบครัวคนแร้นแค้นที่ถูกกดขี่ในบ้านเกิด จนยินดีที่จะไปตายเอาดาบหน้า
พวกที่ลี้จากรัสเซียแย่กว่าเพื่อน เพราะผู้ปกครองรัสเซียไม่ชอบให้พสกนิกรทิ้งรัสเซียไปอยู่ประเทศอื่น คำว่าพสกนิกรหมายถึงคนที่อยู่ในประเทศทั้งหมด รวมทั้งคนต่างด้าว (อย่างแม็กซ์) ด้วย
ไม่ใช่รักใคร่ใยดีอะไรคนเหล่านี้หนักหนา แต่การที่ผู้มาอาศัยพระบรมโพธิสมภารของพระเจ้าซาร์ เกิดเปลี่ยนใจเห็นบ้านเมืองอื่นดีกว่านั้น รัสเซียถือว่าเสียหน้า เพราะเหตุนี้ผู้ลี้ภัย/คนอพยพจากรัสเซีย จึงต้องเดินเท้ามาไกลจากราชอาณาจักรแสนกว้างใหญ่ แล้วหลบเลี่ยงลัดเลาะไปจนถึงเมืองท่าประเทศใกล้เคียงจึงจะได้ขึ้นเรือ
แม้จะมีตั๋วโดยสารแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะได้ขึ้นง่ายๆ เพราะต้องผ่านการตรวจโรคเสียก่อน คนจำนวนมากจึงต้องนั่งคอยนอนคอยกว่าจะถึงคิวตรวจโรค หากไม่ผ่านก็โชคร้าย หากผ่านจึงจะได้ไต่กระไดขึ้นเรือไปอย่างปรีดา
ในช่วงศตวรรษที่ 19 เรือเดินสมุทรจากยุโรปไปสหรัฐฯจะกินเวลาประมาณ 3 สัปดาห์ แต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เมื่อแม็กซ์พาครอบครัวออกเดินทาง เทคโนโลยีเจริญขึ้นมากแล้ว จึงใช้เวลาทั้งสิ้นไม่ถึงสัปดาห์ การ “ร่อนเร่ไปกลางทะเล” จึงไม่ยาวนานเกินทน
ไม่ช้าทุกคนในเรือ S.S. Moltke ก็ได้เห็น Statue of Liberty หรือเทพีแห่งเสรีภาพปรากฏขึ้นเบื้องหน้า เป็นภาพประทับใจผู้อพยพทุกคน ไม่ผิดกันกับที่เห็นตามภาพยนตร์
แม้จะเป็นดุจเทพีในความฝันของผู้อพยพ/ผู้ลี้ภัย แต่เด็กรุ่นหลังๆ ล้อเลียนว่าเธอเป็นส่วนผสมระหว่างนักกีฬาโอลิมปิกกับโมเสสแห่งบัญญัติสิบประการ เพราะมือหนึ่งถือคบไฟ ส่วนอีกมือหนึ่งถือแผ่นศิลาจารึก ยืนท้าลมชมวิวอยู่ที่อ่าวแห่งมหานครนิวยอร์ก
สำหรับคนยากทั้งมวลที่บากบั่นมาพึ่งดินแดนใหม่ เทพีแห่งเสรีภาพมีความหมายเหลือล้ำต่อจิตใจ
คบเพลิงที่เทพีชูขึ้น เป็นราวสัญญาว่าทางข้างหน้าจะสุกสว่าง ห่างความมืดมนที่เคยปกคลุมชีวิต
โซ่ขาดที่เท้าข้างหนึ่งของเทพี หมายถึงการหลุดพ้นจากความเป็นทาส ชีวิตไม่อยู่ใต้ระบบทรราชอีกต่อไป
ช่างตรงกับใจของแม็กซ์อะไรเช่นนั้น
ที่ฐานของเทพี จารึกบทกลอน
“Give me your tired, your poor,
Your huddled masses yearning to breathe free.”
“จงให้ ผู้เหนื่อยล้า ผู้ยากไร้ ฝูงไพร่เบียดเสียด ที่ปรารถนาจะได้สูดเสรีนี้แก่เรา”
อีกนานปี กว่าแม็กซ์จะอ่านถ้อยคำเหล่านี้ออก แต่ที่แน่ๆ คือเขาและครอบครัว ก็เป็นเพียง “ฝูงไพร่ที่ปรารถนาจะได้สูดเสรี”
ช่วงเวลาที่แม็กซิมิเลี่ยน แฟ็คตอรอวิค์ซเหยียบแผ่นดินสหรัฐฯเป็นครั้งแรก ใกล้เคียงกันกับเวลาที่เกิดเหตุการชาวโปแลนด์กระด้างกระเดื่อง จับอาวุธขึ้นต่อสู้กับรัสเซียผู้เป็นนาย (ค.ศ. 1905)
แม้ในส่วนลึกแม็กซ์จะเป็นห่วงบ้านเกิดและญาติพี่น้องที่อยู่เบื้องหลัง แต่ก็อดดีใจไม่ได้ตัดสินใจทิ้งดินแดนร้อนระอุด้วยความเหี้ยมโหดไว้อย่างไม่มีวันจะกลับไปอีก
ลมแรงและหนาวเหน็บของเดือนกุมภาพันธ์ ในบริเวณเกาะแอลลิสหรือ Ellis Island ซึ่งทางการสหรัฐจัดเป็นสถานที่ตรวจคน (อพยพ) เข้าเมืองโดยเฉพาะ ไม่ได้ทำให้แม็กซ์รู้สึกเดือดร้อน
ลมในรัสเซียหนาวเหน็บถึงกระดูกยิ่งกว่านี้มากนัก
พนักงานตรวจคนเข้าเมืองไม่ค่อยมีน้ำอดน้ำทนกับพวกผู้อพยพที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ คนพวกนี้ดูโง่งมเป็นพิเศษสายตาของเขา
ไม่โง่งมอย่างเดียว ยังสกปรกขะมุกขะมอม เพราะไม่ได้ทำสะอาดร่างกายและเปลี่ยนเสื้อผ้าเลยในระหว่างเดินทาง
นี่ยังไม่นับกลิ่นสารพัด รวมทั้งกลิ่นอ้วกเก่าๆ บนเสื้อผ้าของบรรดาแม่และเด็กๆ
หากไม่ติดว่าจะต้องทำหลักฐานการเข้าเมือง พวกพนักงานก็แทบอยากจะรีบไล่ไปเสียให้ไกลๆ แต่ในเมื่อพูดกันไม่รู้เรื่อง อะไรๆ ก็ติดขัดเชื่องช้าไปหมด
พนักงานเหนื่อยและอารมณ์เสีย
ผู้อพยพก็ตัวสั่นงันงกตกประหม่า กลัวเขาไม่ให้เข้าเมือง ลูกเต้าร้องไห้กันกระจองอแงเพราะง่วง เพราะหิว เพราะไม่คุ้นเคยกับสถานที่
เคยมีคนให้ข้อสังเกตว่าสภาพของเกาะแอลลิสในสมัยนั้น น่าจะเป็นปากทางเข้านรกมากกว่าจะเป็นปากทางเข้าดินแดนแห่งความฝัน แดนแห่งอเมริกันดรีม
น่าเห็นใจทั้งสองฝ่าย แค่ชื่อและนามสกุลของผู้อพยพ พวกพนักงานก็แทบจะเวียนหัวตายกันแล้ว
ชื่อแปลกๆ นามสกุลยาวๆ แถมยังบอกด้วยสำเนียงแปร่งๆ
หลายคนเลยได้ชื่อนามสกุลใหม่แบบย่นย่อที่เกาะแอลลิสนี้เอง
ส่วนใหญ่ไม่มีใครคัดค้าน
ย่นย่อก็ดีเหมือนกัน ฟังเป็นอเมริกันดี มาอยู่ประเทศใหม่ ก็ใช้ชื่อใหม่ เพื่อชีวิตใหม่
ณ เกาะแอลลิส ซึ่งไม่ห่างไกลจากแมนฮัตตันนี้เอง แม็กซิมิเลี่ยน แฟ็คตอรอวิค์ซ จึงกลายเป็น
“แม็กซ์ แฟ็คเตอร์”
ด้วยประการฉะนี้
“แม็กซ์เคยฝันถึงดินแดนใหม่ที่ไกลโพ้นอีกฟากหนึ่งของทะเล บัดนี้เขาได้มาถึงแล้ว จะมีอะไรในดินแดนนี้ที่ช่วยให้ฝันของเขาเป็นจริง ระหว่างที่รอคอยก็น่าจะฟังเพลง La Mer หรือ Beyond the Sea ไปพลางๆก่อน”
ฟัง LA MER จาก Charles Trenet
https://youtu.be/fztkUuunI7
LA MER อันอ่อนหวานจาก Django Reinhardt
BEYOND THE SEA จาก Bobby Darlin

